LOGINคิดแล้วเขาก็พยายามหันมาส่งสายตาอ้อนวอนไปทางตู้เอทีเอ็ม เอ๊ย! ผู้หญิงอีกคน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเมินเฉย เธอไม่สนใจจะเสนอตัวยื่นมือเข้ามาช่วยจ่ายหรือหารสองเหมือนเช่นเคย ไม่สบตา ไม่มองหน้ากันสักนิด มัวแต่หันไปคุยกับเพื่อนเริงร่า หัวเราะเสียงดังสนุกสนาน แชมเปญที่สั่งมาหมดขวดไปแล้ว กับแกล้มไม่ต้องพูดถึง จนสุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือก
ระหว่างเสียเงิน กับเสียหน้า แน่นอนว่าเขาต้องเลือก...
“สแกนจ่ายครับ” เขากัดฟันแน่น เงินเดือนบวกเซอร์วิสชาร์ตเดือนนี้แทบจะหมดในอาหารมื้อเดียว เขาพยายามส่งสายตากดดันไปทางลูกไก่ในกำมืออีกครั้ง
แต่คราวนี้ลูกไก่พยศตัวนั้นกลับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาอ้อนวอนแกมบังคับของชายหนุ่มที่กำลังจะยัดเยียดโครงการคนละครึ่งให้เธออีกแล้ว แต่เรื่องอะไรเธอต้องช่วยจ่ายให้เขาได้หน้าจากสาวอื่นด้วยล่ะ ฝันไปเถอะ
เมื่อคนเคยเป็นเบี้ยล่างไม่ยอมง่ายๆ เหมือนเคย ธรรศก็ไม่มีทางเลือกอีกต่อไป
ติ๊ด!
เสียงสแกนเงินจากมือถือช่างบาดหูยิ่งนัก ชายหนุ่มกัดฟันมองยอดเงินที่ต้องจ่ายตาปรอย อดเสียดายเงินตัวเองไม่ได้ เงินจำนวนนี้จ่ายค่ารถเขาได้เกือบสองงวดเลยนะ ธรรศกัดฟันกดยืนยันจ่ายเงินด้วยมือสั่นๆ
มิวรามองภาพนั้นอย่างสะใจ ก่อนหันไปสะพายกระเป๋าเตรียมชิ่ง
“แหม...อิ่มจัง ต้องขอบคุณเจ้าภาพใจดีสำหรับมื้อพิเศษนี้นะคะ งั้นมิวขอตัวกลับก่อนนะคะทุกคน พรุ่งนี้ต้องเข้างานเช้า อ้อ ขอบใจนะจอยที่ชวนมาร่วมสนุกด้วย”
“มิวกลับยังไงน่ะ นั่งแท็กซี่กลับด้วยกันไหม”
“นั่นสิ ให้พี่ไปส่งบ้านดีกว่า” หนุ่มเบลบอยคนเดิมเสนอตัวแบบหวังผล
มิวราหันไปมองใครบางคนที่เพิ่งถอยรถใหม่แต่ไม่เคยให้เธอได้นั่งสักครั้งทั้งที่ออกเงินดาวน์คนละครึ่ง คราวนี้ก็คงไม่ได้นั่งตามเคยเพราะเพิ่งทำให้เขาโกรธจัดที่ต้องเสียเงินไปอีก
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวมิวเดินไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับเองดีกว่าค่ะ”
“ไหวเหรอ เธอดื่มไปตั้งหลายแก้วนะ” จอยเป็นคนอื่นยังเป็นห่วง แต่คนที่ควรห่วงกลับทำเมิน แต่ดันมีหน้าไปถามผู้หญิงคนอื่นไม่เกรงใจ
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งน้องใบชาแล้วกันนะครับ”
“แหม เกรงใจพี่ธรรศจัง เดี๋ยวน้องเรียกแท็กซี่กลับเองก็ได้นะคะ” ปากปฏิเสธแต่ตากลับทอประกายออดอ้อน
“ให้พี่ไปส่งดีกว่า ผู้หญิงกลับแท็กซี่คนเดียวค่ำๆ มืดๆ ไม่ปลอดภัย พี่เป็นห่วง”
มิวราถึงกับจุกอกเมื่อได้ยินประโยคนั้น เป็นห่วงหรือ ทีผู้หญิงคนอื่นกลับคนเดียว เขาเป็นห่วง แล้วเธอล่ะ คนใกล้ตัวแท้ๆ คบกันมาตั้งหลายปีไม่ใช่แฟนก็เหมือนแฟน เขาไม่ห่วงบ้างหรือ
“แหม คุณธรรศคะ ตรงนี้ยังมีผู้หญิงอีกตั้งหลายคนนะคะ ใจคอจะส่งแค่น้องใบชาคนเดียวเหรอ เอ...หรือพวกเราไม่ใช่ผู้หญิงกันนะ” พนักงานสาวใจกล้าที่ยืนแถวนั้นแซว แต่คนถูกแซวกลับไม่ได้ตอบ แค่หันมาส่งยิ้มให้เด็กฝึกงานสาวข้างกาย
“อย่างแกน่ะมันสาวถึก จะไปสู้สาวน้อยหน้าใสอย่างน้องใบชาได้ยังไง ไปเถอะแท็กซี่มาแล้ว กลับด้วยกันจะได้หารค่ารถ”
“พี่ธรรศใจดีจังเลยค่ะ ใครได้พี่เป็นแฟนคงโชคดีมาก” สาวน้อยหน้าใสชม สายตาเป็นประกายวิบวับ
“โชคดีกับผีน่ะสิ!” มิวรางึมงำ สูดหายใจลึก เป็นแฟนมาสี่ปี ไม่มีตัวตน ไม่มีสถานะก็ว่าแย่แล้ว แต่ต่อหน้าเขายังพูดจาไม่เข้าหูแบบนี้
“แต่ตอนนี้พี่ยังไม่แฟนน่ะสิครับ”
แล้วเธอที่ยืนหัวโด่นี่เป็นใครสำหรับเขากันล่ะ
“จริงเหรอคะ”
“ก็จริงสิครับ วันๆ พี่ทำแต่งานจะเอาเวลาไหนไปจีบสาวน่ารักๆ ล่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหล่อ พร้อมเสิร์ฟรอยยิ้มมีเสน่ห์ซึ่งเป็นท่าไม้ตายที่เอาไว้ตกสาวๆ โดยเฉพาะมิวราเองก็เคยโดนรอยยิ้มนี้ตกมาก่อนจนหลงหัวปักหัวปำ แต่ตอนนี้เริ่มจะเอียนเสียแล้ว
“แหวะ…”
มื้อค่ำวันนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ นนทพัทธ์ดูผ่อนคลายขึ้นมาก เขาไม่ต้องแบกความรักข้างเดียวไว้อีกต่อไป เพราะมีรินลดาคอยเติมเต็มช่องว่างในใจด้วยความร่าเริงและเข้าใจในวิชาชีพเดียวกันก่อนกลับคีตกาอาสาเดินมาส่งว่าที่บ่าวสาวถึงรถ“เป้ย...พี่ขอบคุณเป้ยนะ ที่วันนั้นเป้ยเลือกที่จะซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง มันทำให้พี่กล้าที่จะเปิดใจรับคนใหม่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน” พี่หมอเอ่ยด้วยความจริงใจ“เป้ยก็ขอบคุณพี่นนท์ค่ะ ที่เป็นพี่ชายที่แสนดีและไม่เคยทิ้งเป้ยไปไหน พี่นนท์เหมาะกับความสุขที่สุดแล้วค่ะ”ภวิศเดินเข้ามาจับมือหมอนนท์พลางพยักหน้าอย่างลูกผู้ชาย “ดูแลคุณรินให้ดีนะหมอ อย่าเอาอย่างผมล่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นหมาโบ้ที่หลังไม่รู้ด้วย”ทุกคนหัวเราะร่าท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่าน ภวิศโอบไหล่คีตกาเดินกลับเข้าบ้านเรือนหอแสนอบอุ่นด้วยกัน“คิดแล้วก็เสียดายนะ”“เสียดายอะไรคะ” คีตกาเงยหน้ามองสามีอย่างแปลกใจ“เห็นหมอนนท์จะแต่งงาน พี่ก็เลยคิดถึงงานแต่งของเราสองคนขึ้นมาน่ะสิ คิดแล้วก็เสียดาย อยากแต่งงานกับเป้ยอีกรอบจัง”“ก็แต่งสิคะ”“ว่าไงนะ!”“เป้ยบอกว่าอยากแต่งก็แต่งได้ค่ะ แต่รอให้เป้ยคลอดเจ้าเบอร์สามก่อนแล้วกันนะคะ
สามปีต่อมา...“เจ้าโปรดอย่าพาน้องปริมวิ่งเร็วแบบนั้นสิลูก เดี๋ยวน้องล้ม!”เสียงห้าวของคุณพ่อลูกสองตะโกนลั่นสนามหญ้า คุณพ่อมาดเข้มที่ตอนนี้สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์วิ่งไล่ตามลูกชายและลูกสาววัยกำลังซน ภวิศอุ้มลูกสาววัยเตาะแตะขึ้นพาดบ่าพลางหัวเราะร่า ก่อนจะเดินตรงมาหาคีตกาที่ยืนยิ้มละมุนอยู่ริมระเบียง“โอย เหนื่อยจัง ลูกเรานี่ซนเหมือนใครเนี่ย” ภวิศแกล้งอ้อนเมียพลางเนียนเอาหน้าซุกไหล่บาง“ซนเหมือนพี่วิศตอนเด็กๆ ไงคะ คุณแม่บอกเป้ยหมดแล้วนะ ตอนเด็กๆ พี่ซนมากเหมือนน้องโปรดไม่มีผิดเลย” คีตกาหัวเราะเบาๆ พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อให้สามี“ส่วนน้องปริมก็น่ารักเหมือนเป้ยไม่มีผิด พี่เห็นในอัลบั้มภาพ ตอนเด็กๆ เป้ยน่ารักมากๆ เลย หวังว่าเจ้าเบอร์สามในท้องจะน่ารักเหมือนแม่อีกคนนะ” ภวิศยื่นมือไปลูบที่หน้าท้องนูนของว่าที่คุณแม่ลูกสามคีตกาค้อนใส่คนขยันทำการบ้านจนเสกเด็กเข้าท้องเธอไม่หยุด แต่เขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะอ้อนและเอาใจเธอทุกคืนๆ จนเธอเสพติดความหื่นจากเขาด้วย หากวันไหนสามีไม่ทำการบ้านก็มีงอนกันบ้าง ขนาดลูกสามแล้วความหวานก็ยังไม่ลดลง แต่อย่าให้ถึงขั้นมีเบอร์สี่ห้าหกเลย ส่วนคุณปู่คุณย่านั้นไม่ต้องพูด
“คอยดูเถอะเป้ยจะฟ้องคุณพ่อคุณแม่พี่”“ฟ้องไปก็เท่านั้น พ่อแม่พี่หลงหลานจะตาย มีลูกหลายคนบ้านจะได้ครึกครื้นไงครับ” เขาแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น มือป้วนเปี้ยนปัดผ่านทรวงอกที่อวบอิ่มเพราะต้องให้นมลูก“หิวนมจัง...” คุณแม่ลูกอ่อนทำตาโตตะปบมือซุกซนที่เลิกชายเสื้อเธอขึ้น“พี่วิศ อย่ามาหื่นนะคะ นี่นมของน้องโปรด”“แบ่งๆ กันน่า เข้าโครงการคนละครึ่ง เป้ยมีตั้งสองเต้า ก็แบ่งลูกเต้าหนึ่ง สามีเต้าหนึ่ง ดีจะตาย”“อย่ามาเนียนค่ะ เป้ยง่วงแล้วพรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า”“ไม่เป็นไรนะ เป้ยง่วงเป้ยก็หลับไป เดี๋ยวพี่ทำเอง”ทำเอง? เขาจะทำอะไรไม่ทันที่เธอจะได้ถาม คุณพ่อจอมป่วนก็จัดการทำในสิ่งที่เขาอยากทำมาหลายเดือนกับร่างกายอวบอิ่มของเธอ โดยเฉพาะส่วนที่เขาต้องมองลูกชายดูดมันทุกวันด้วยความอิจฉาสุดหัวใจ“พี่วิศ...อย่ากินนมลูกหมดนะ”พ่อตัวร้ายฟังเสียก็ดี เสียงดูดจ๊วบๆ อย่างเอร็ดอร่อยนั่นทำให้เธอรู้สึกวาบหวิว ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาทันใด ใช่แต่เขาที่ต้องการ เธอเองก็ขาดเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว จากที่จะต่อต้าน คีตกาจึงยอมปล่อยให้สามีหน้ามึนจัดการดื่มกินร่างกายหอมหวานของเธอตามอำเภอใจ เรื่องนี้ไม่ต้อง
“แง้ๆ...”คีตกาสะดุ้งลืมตาทันทีที่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้จ้า แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกขึ้นไปดูก็มีเสียงงัวเงียดังข้างๆ หู“เป้ยนอนต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ดูลูกเอง” ภวิศในสภาพหัวฟู ตาโรยเพราะเพิ่งได้นอนไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องตื่นขึ้นมาดูลูกที่ร้องกลางดึกอีก“ว่าไงครับคนเก่งของพ่อ”ชายหนุ่มอุ้มลูกโยกไปมาพลางร้องเพลงกล่อมเสียงเพี้ยนๆ จนคีตกาที่แอบมองอยู่ต้องหลุดขำตลอดหลายเดือนหลังจากคลอด ภวิศกลายเป็นคุณพ่อดีเด่น เขาคอยช่วยเธอดูแลลูกแทบทุกอย่าง แม้จะมีพี่เลี้ยงคอยช่วย แต่พี่เลี้ยงเบอร์หนึ่งของบ้านก็ยังคงเป็นภวิศนั่นเอง ไม่ว่าจะคอยเก็บน้ำนมให้เธอเมื่อปั๊มเสร็จ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูก หรือกระทั่งเปลี่ยนแพมเพิร์ส หรือลุกมาป้อนนมกลางดึกเขาก็ทำได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง คำพูดติดปากของเขาคือ เป้ยพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ทำเองคีตกามองแผ่นหลังกว้างของคนเป็นสามีที่พยายามเดินโยกตัวไปมาทั่วห้องนอนเพื่อปลอบน้องโปรดที่กำลังงอแงให้สงบลง ใบหน้าที่เคยถือดีและเรียบตึงยามอยู่นอกบ้าน บัดนี้กลับมีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน ทว่าแววตาที่มองเจ้าก้อนแป้งในอ้อมกอดกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่หาจากไหนไม่ได้อีก“พี่วิศคะ ส่งลูกให้เป้ยเถอะค่ะ พี่
“แต่พี่หวงนี่ ไม่อยากให้ใครมองเมียพี่” ภวิศเถียงสู้ตาย เขาหันไปหาพยาบาล “คุณพยาบาลครับ มีผ้าคลุมไหม เอามาปิดให้มิดที่สุดนะ ให้หมอเห็นแค่...แค่ส่วนที่จำเป็นจริงๆ ก็พอ อย่าให้เขาเห็นอย่างอื่นนะ!”นนทพัทธ์ถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า “คุณวิศครับ ถ้าคุณยังวุ่นวายไม่เลิก ผมจะสั่งให้พยาบาลลากคุณออกไปรอข้างนอกนะ เลือกเอาว่าจะอยู่เป็นกำลังใจให้เมียเงียบๆ หรือจะไปนั่งนับมดอยู่ที่ทางเดิน” คุณหมอหนุ่มเอ็ดอย่างเหลืออด ตั้งแต่ทำคลอดมา เขาก็เพิ่งเจอเคสนี้ที่สามีคนไข้หึงกระทั่งช่องคลอดเมียภวิศเม้มปากแน่นสนิททันที เขาทำหน้าบึ้งตึงพลางขยับไปยืนที่เหนือศีรษะของคีตกา“ห้ามมองเกินความจำเป็นนะหมอนนท์... ผมจ้องอยู่นะ!” ภวิศขู่ฟ่อข้างหูหมอ แต่มือกลับสั่นพั่บๆ เพราะเห็นคีตกาเริ่มเบ่งคลอด แล้วในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง“อุแว้! อุแว้!”เสียงร้องไห้จ้าของเจ้าตัวเล็กดังขึ้น นนทพัทธ์ประคองทารกน้อยขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ “ยินดีด้วยครับเป้ย ยินดีด้วยคุณวิศ... ลูกชายของพวกคุณแข็งแรงมากเลยครับ ดูสิอ้วนจ่ำม่ำเลย”วินาทีที่ภวิศเห็นลูก และเห็นความปลอดภัยของเมีย ความหวงเมื่อครู่มลายหายไปกลายเป็นความตื้นตันใจจนน้ำตาค
“เป้ยเป็นอะไรไปน่ะ!”เสียงนั้นกระตุกความสนใจของคุณวิเศษและคุณภคมนให้หันไปมองที่ลูกชายกับลูกสะใภ้ทันที“คุณวิศ...คุณวิศคะ! เป้ยปวดท้อง...” คีตกาบอกด้วยสีหน้าเหยเก รู้สึกปวดหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรง“อย่าบอกนะว่าจะคลอดแล้ว ไหนว่าหมอนัดคลอดอาทิตย์หน้านี่นา”“อย่าเพิ่งพูดได้ไหมคะ ตอนนี้เป้ยปวดมากๆ เลย โอ๊ย...”สิ้นเสียงร้องของคีตกา คฤหาสน์ที่เคยเงียบสงบก็เกิดโกลาหลทันที“เป้ยทนหน่อยนะ แล้วพี่ต้องทำอะไรก่อนล่ะเนี่ย” ภวิศทำหน้าเลิ่กลั่ก “เดี๋ยวๆ พี่ไปเอากระเป๋า ไม่ใช่สิ พี่ต้องสตาร์ทรถ พี่ต้องโทรหาหมอ ทำอะไรก่อนดีวะเนี่ย!”“เจ้าวิศ! ตั้งสติหน่อยลูก” คุณวิเศษเรียกสติลูกชายที่ตอนนี้ลนลานยิ่งกว่าคนท้องเสียเอง“รถ! ต้องไปเตรียมรถก่อน อ้อยๆ ไปหยิบกระเป๋าคุณผู้หญิงมาที เอาของที่เตรียมไว้มาด้วยนะ ตอนนี้เลย” คนจะเป็นพ่อครั้งแรกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก รีบประคองเมียรักไปที่รถ ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของว่าที่คุณปู่คุณย่าที่หันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมายบรรยากาศหน้าห้องคลอดเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ภวิศในชุดสีเขียวสวมหมวกคลุมผมยืนกุมมือคีตกาแน่นจนเหงื่อชุ่มมือทั้งคู่ ใบหน้าที่เคยถือดีบัดนี้ซีดเผือด ยิ่งเห็น
“มิว...”เสียงใครคนหนึ่งเรียกมาจากที่ไกลๆ ทำให้มิวรากะพริบตาถี่ๆ“ยัยมิว! ไปทำไมยืนอยู่ตรงนั้นน่ะ”เสียงของใครบางคนกระชากมิวราให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความสะใจกลับมาสู่โลกแห่งความจริงในฉับพลัน เธอกำลังยืนบังอยู่หน้าจอคาราโอเกะที่ยังเล่นไม่จบเพลง ไม่ได้ตบตีราวีใครทั้งนั้น และธรรศก็ยังคงนั่งตรงนั้นใกล้
มิวราก้าวเท้าเข้าไปในร้านอาหารกึ่งร้านคาราโอเกะไม่ไกลจากโรงแรมที่เธอทำงานมากนัก เสียงร้องเพลงจังหวะสนุกสนานดังลอดออกมาจากประตูห้องวีไอพีทำให้ใจเธอเต้นแรง ยังไม่ทันได้โทรหาจอยว่าอยู่ห้องไหน พนักงานต้อนรับก็เดินเข้ามาเสียก่อน“ลูกค้าได้จองโต๊ะไว้ไหมคะ”“ฉันมางานเลี้ยงแผนกฟร้อนท์ของโรงแรม...”“อ๋อ งาน
MiuRa: จอย...วันนี้มีกินเลี้ยงแผนกเหรอJoy: ใช่แล้วจ้ามิวรากดส่งรูปเจ้าปัญหาไปMiuRa: คุณธรรศกอดใครเนี่ย ดูสนิทกันจังJoy: อ๋อ...ชื่อน้องใบชาน่ะ เด็กฝึกงานคนใหม่ เด็กเส้นจากญาติจีเอ็มฝากมาน่ะ เห็นว่าน้องเพิ่งเรียนจบจากเมืองนอกแล้วอยากมาหาประสบการณ์งานโรงแรมเราดู ถามทำไมเหรอMiuRa: เปล่าๆ เห็นน้องส
‘พี่รักมิวนะ แต่มิวก็รู้ว่าโรงแรมเรามีกฎห้ามพนักงานคบหาหรือแต่งงานกัน ไม่อย่างนั้น ต้องมีคนหนึ่งที่ลาออก ส่วนใหญ่เขาก็เอาคนที่ตำแหน่งต่ำกว่าออก พี่ไม่อยากให้มิวต้องลำบาก’ ครั้งหนึ่งธรรศเคยบอกกับเธอแบบนั้น แล้วเธอก็เชื่อว่าเขาหวังดี แม้จะทะแม่งๆ หูหน่อย‘แล้วเราต้องปิดบังคนอื่นไปถึงเมื่อไหร่คะ’‘จน







