Masuk"หม่อมฉันไม่ยอมที่แต่งไปบ้านเมืองอื่น หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่ ที่นี่คือบ้านของหม่อมฉัน"
พระสุรเสียงขององค์หญิงหนึ่งเดียวแห่งบาบิโลน พระนางตรัสอย่างหนักแน่น เมื่อทรงล่วงรู้ว่าต้องอภิเษกไปอยู่อาณาจักรอียิปต์ อีกทั้งต้องอภิเษกกับองค์ฟาโรห์ ที่มีชื่อว่าทรงเป็นนักรักตัวยง มีสนมถึงสองร้อย พระนางมีพระดำริอีกว่า จะไม่ยอมไปเป็นของเล่นให้กับองค์ฟาโรห์จอมหื่นกระหายเช่นนั้นหรอก "แต่ถ้าเจ้าไม่แต่งบ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ อาจให้เกิดสงครามได้ ข้าอยากให้เจ้าคิดก่อนอาร์ทีน่า ถ้าเจ้าไม่อภิเษก ข้าก็ไม่บังคับเจ้า" องค์กษัตริย์ซานิโครัสตรัสกับองค์หญิงอาร์ทีน่าด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย องค์หญิงอาร์ทีน่าทรงเป็นที่รักของพระองค์ยิ่ง ความเดิมทีพระองค์ทรงมีคำมั่นสัญญากับฟาโรห์องค์ก่อนนั้นว่า ถ้ามีธิดาจะเชื่อมสัมพันธ์โดยให้อภิเษกกับองค์รัชทายาทแห่งอียิปต์ บัดนี้เวลาล่วงเลยมานาน ทางอียิปต์ไม่เคยกล่าวถึงสัญญานี้ พระองค์จึงหลงลืมและเมินเฉยเช่นกัน จนกระทั่งองค์ราชินีองค์ก่อนของอาณาจักรอียิปต์ส่งพระสาสน์มาให้พระองค์ พระองค์ก็ทบทวนอยู่หลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งยังประชุมกับเหล่าขุนนาง ส่วนน้อยบอกว่าอย่าส่งองค์หญิงไปเลย และอีกส่วนหนึ่งทูลให้องค์หญิงอภิเษกกับองค์ฟาโรห์คาโมส เพราะการเจริญสัมพันธ์ไมตรีเช่นนี้ จะทำให้อียิปต์ไม่ข้ออ้างการทำสงครามกับบาบิโลน พระองค์จึงตัดสินพระทัยว่าจะไม่บังคับองค์หญิงของพระองค์ แต่เสด็จมาตรัสกับองค์หญิงน้อยเสียก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่หญิงสาวจะจากบ้านไปไกลสู่อียิปต์ "พี่ก็แล้วแต่เจ้า พี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก แล้วแต่เจ้าจะตัดสินใจ" องค์รัชทายาทอาเธอร์ผู้เป็นพระเชษฐาตรัสกับพระขนิษฐาด้วยพระสุรเสียงห่วงหาอาทรยิ่งนัก องค์หญิงทอดพระเนตรองค์กษัตริย์และพระเชษฐา แล้วถอนพระปัสสาสะแผ่วเบา (พระปัสสาสะ แปลว่า ถอนหายใจออก) "เสด็จพ่อเพคะ ลูกจะอภิเษกกับฟาโรห์คาโมส ให้ลูกออกเดินทางวันไหนเพคะ" องค์หญิงอาร์ทีน่าตรัสด้วยจริงจัง "พ่อจะส่งพระราชสาส์นไปอียิปต์ก่อน ประมาณสองอาทิตย์แล้วค่อยเดินทาง" กษัตริย์ซานิโครัสตรัสแผ่วเบา "เพคะ...เสด็จพ่อ" องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วองค์กษัตริย์ก็เสด็จออกไปจากตำหนัก เจ้าหญิงทรุดพื้นตำหนัก แล้วกันแสงออกมาทันที องค์ชายอาเธอร์ทรงมาพยุงองค์หญิงขึ้นประทับยืนทันที "น้องหญิงของพี่ พี่ไม่อยากให้เจ้าไป เจ้าไม่อยู่ไม่มีใครได้ซ้อมดาบกับพี่เล่า" องค์รัชทายาทตรัสแผ่วเบา และทรงกอดองค์หญิงแนบแน่น แล้วกันแสงออกมาทันที เพราะตั้งแต่ประสูติมาจนพระชนมายุได้สิบเจ็ดชันษา ทั้งสองไม่เคยห่างจากกันเลย ถ้าองค์หญิงไปอยู่อียิปต์แล้วกว่าจะได้เจอคงอีกยาวนานเลยทีเดียว องค์กษัตริย์ซานิโครัส และองค์รัชทายาทอาเธอร์เสด็จมาส่งองค์หญิงอาร์ทีน่าที่ท่าเรือหลวง องค์หญิงทรงกอดองค์กษัตริย์ และพระองค์รัชทายาทอีกทั้งยังคงกันแสงออกมา องค์ชายพระหัตถ์หนาปาดพระอัสสุชลที่ไหลรินออกมาจากพระเนตรสวยกลมโตช้าๆ "ดูแลตัวเองด้วยนะ อาร์ทีน่า" องค์รัชทายาทตรัสแผ่วเบา "เพคะ" องค์หญิงตรัสและพยายามแย้มพระสรวล "ไปถึงอียิปต์แล้วส่งจดหมายมาบอกข่าวพ่อบ้าง ถ้าเจ้ามีอะไรไม่สบายใจ ก็กลับมาบ้านเรา" องค์กษัตริย์ตรัสเช่นนี้ "เพคะ เสด็จพ่อ" "พี่จะคิดถึงเจ้าเสมอ อาร์ทีน่า" องค์รัชทายาทตรัสเช่นนี้ "เพคะเสด็จพี่ หม่อมฉันจะคิดถึงพระองค์ทั้งสอง ตอนนี้ลูกไปก่อน เดี๋ยวจะบ่ายคล้อยเสียก่อน น้องไปก่อนนะพี่ชายพอไปถึง หม่อมฉันจะส่งพระราชสาส์นมานะเพคะ" เจ้าหญิงอาร์ทีน่าตรัสกับองค์กษัตริย์ และองค์รัชทายาท ก่อนออกเดินทางด้วยเรือลำใหญ่ แล้วโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนที่มารอส่งเสด็จด้วยความสง่างาม ข้าวของกระจัดกระจายไปทั่วพื้นตำหนักของสนมเอกบีนู พระสุรเสียงที่กรีดร้องของสนมเอกบีนูดังขึ้นเป็นระยะ เหล่านางกำนัลต่างหวาดกลัว แล้วออกไปจากพระตำหนักทันที "พวกเจ้าออกไปให้หมด" พระสนมเอกบีนูตรัสดุดันยิ่งนัก แล้วหันมาตรัสกับนางสนองพระโอษฐ์ที่มีท่าทีหวาดกลัวพระนางด้วยเช่นกัน "ข้าต้องเป็นสตรีหนึ่งเดียวขององค์ฟาโรห์ พระองค์ต้องให้ข้าเป็นองค์ราชินี" พระสนมเอกทรงตรัสด้วยสุรเสียงที่ดุดัน และพระเนตรที่เคียดแค้น หลังได้ทรงสดับว่าองค์ฟาโรห์จะแต่งตั้งองค์หญิงที่มาจากบาบิโลนเป็นองค์ราชินี พระสนมบีนูต้องการเป็นองค์ราชินีขององค์ฟาโรห์มาโดยตลอด ทั้งที่รู้ว่าองค์ฟาโรห์ไม่เคยสนใจพระนางแม้แต่น้อย องค์ฟาโรห์เสด็จมาหาพระนางเพียงเพราะเสพสวาทชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นจนมาทะลุออกจากถ้ำของอีกฝั่งหนึ่ง ทอดพระเนตรเห็นธารน้ำตกที่ไหลจากภูเขา กระทบสู่สายธารน้ำตกในยามค่ำคืน แต่มีคบไฟที่ส่องแสงสว่างไม่ให้มืด ทอดพระเนตรเห็นผีเสื้อราตรีรูปร่างงดงามสีสันสวยงามบินวนอยู่ที่ตรงหน้าหลากหลายตัว พระนางแย้มพระสรวลด้วยความดีพระทัย “เจ้าชอบไหมเมอร์อาร์” องค์ฟาโรห์ตรัสถามอย่างอ่อนโยน พระนางหันมาหาพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นสายพระเนตรอ่อนโยนและเป็นประกายเหมือนดวงดาวบนท้องนภา องค์ราชินีหันพระพักตร์หนีด้วยความเอียงอาย “ชอบเพคะ แต่พระองค์ใช้พลังเวทย์มากเกินไปหรือไม่เพคะ” องค์ราชินีตรัสถามด้วยความสงสัยแผ่วเบา องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลและใช้พระหัตถ์เชยพระหนุขึ้นมา องค์ราชินีจึงทอดพระเนตรที่กำลังแย้มพระสรวลให้พระนาง และนำพระพักตร์ชิดที่พระปรางค์ ทำให้พระนางทรงรู้สึกร้อนไปทั้งพระวรกายอย่างยิ่ง “ข้าทำมากกว่านี้ ข้าก็ทำมาแล้ว อย่างเช่น...” องค์ฟาโรห์ตรัสแผ่วเบาและวาบหวามยิ่งนัก แต่ยิ่งไปกว่านั้นพระนางกลับทรงรู้สึกเย็นไปทั้งพระวรกายยิ่งนัก พระนางจึงก้มลงดูพระวรกายที่ไร้สิ้นฉลองพระองค์สีขาวสะอาดที่สวมใส่มาก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ก็เปลือยเปล่าด้วยเช่นกัน “ฝ่าบาท” องค์ราชินีตรัสแผ่วเบา
เพลาผ่านพ้นไปถึงสิบปี อาณาจักรไอยคุปต์ยังคมสงบสุขร่มเย็นยิ่งนัก อีกทั้งองค์ฟาโรห์ประกาศแสนยานุภาพทั่วลุ่มแม่น้ำไนล์ เมื่อให้ดินแดนไอยคุปต์แห่งนี้เป็นปึกแผ่น และไม่มีใครกล้ามาต่อกรกับพระองค์ได้ อีกทั้งองค์ฟาโรห์ทรงให้อูนัสไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่มิโนอัน เมื่อสามปีมานี้ องค์กษัตริย์แห่งนูเบียก่อกบฏขึ้น พระองค์ให้คาเฟรไปปราบยันราบคาบ และให้คาเฟรไปเป็นผู้สำเร็จราชการที่นูเบียด้วยเช่นกัน แต่ทั้งสองกลับไปยอมไปจากอียิปต์ เพราะสองเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์ องค์ฟาโรห์จนใจที่จะตรัสกับพวกเขาทั้งสอง จึงให้ผู้อื่นไปแทนองค์ราชินีเมอร์อาร์ได้มีโอรสและพระธิดาให้องค์ฟาโรห์อินโยเซฟสององค์ คือองค์ชายราโมส ผู้ดุดันและห้าวหาญ ทั้งที่ยังเป็นยังทรงพระเยาว์ เพราะถูกเลี้ยงดูจากสังฆราชคานัน แห่งมหาวิหารเทพโอไซริส พระองค์ชายเชี่ยวชาญด้านตำราสงคราม อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการต่อสู้ไม่ต่างจากองค์ฟาโรห์ ทำให้เป็นที่พอพระทัยขององค์ฟาโรห์ยิ่งนัก ส่วนองค์หญิงเนเฟอร์ตารี ผู้มีพระสิริโฉมงดงามดุจองค์ราชินีไม่มีผิด แต่อุปนิสัยต่างจากองค์ราชินียิ่งนัก ด้วยอุปนิสัยอ่อนหวาน สุขุมนุ่มลึก และทำสิ่งใดเชื่องช้าประณีตจริงจังไปเสี
“องค์หญิงเมริอังค์” อูนัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา องค์หญิงหันพระพักตร์มามองเขา อีกทั้งทรงแย้มพระสรวลให้กับเขาทันที บ่าวรับใช้ของอูนัสจึงก้าวเดินออกไปทันทีเมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์หญิงอย่างแจ่มชัด“ท่านจะอาบน้ำเลยหรือไม่ ถ้าท่านจะอาบข้าจะเดินออกไปทันที” องค์หญิงตรัสเช่นนี้“ท่านมาได้อย่างไร แล้วใครพาท่านมา” อูนัสทูลถามด้วยความสงสัย เพราะไม่เห็นข้าหลวงตามเสด็จมา“ข้ามาคนเดียว” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด็จไปหาอูนัส ประทับยืนเผชิญหน้าก็เขา“ทำไมข้าจะมาบ้านของว่าที่สวามีของข้าไม่ได้เล่า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา แล้วใช้พระหัตถ์เรียวลูบใบหน้าของเขามาที่คางมล“แต่มันอันตรายมาก ถ้าเสด็จมาองค์เดียวเช่นนี้” อูนัสทูลบอกจริงจัง“ข้ารู้ แต่ข้าอยากมาหาท่าน” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา ด้วยพระสุรเสียงอันเย้ายวน อูนัสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ๆ“ให้หม่อมฉันไปหาองค์หญิงที่ตำหนักก็ได้” อูนัสทูลบอกแผ่วเบา“ข้าอยากมาเห็นกับตา ว่าท่านมีหญิงอื่นหรือไม่”“หม่อมฉันตัวเปล่ามาโดยตลอด” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง องค์หญิงใช้พระหัตถ์เรียวที่ลูบลงบนปลายคางของเขามาประทับที่อกด้านซ้ายแผ่วเบา“ข้าเชื่อท่าน” องค์หญิงตรัสเช่นนี้ แล้วเสด
“เสด็จพี่ ความจริงแล้วข้าก็อยากแต่งงานกับชายผู้หนึ่ง แต่ว่าข้ากลัวเขาจะไม่ตอบรับไมตรีจากข้า” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา“ชายผู้นั้นคือคนที่อยู่ใกล้ชิดองค์ฟาโรห์ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ ทำให้องค์หญิงที่สีพระพักตร์แดงราวกับสีชาดมาแต่งแต้มอย่างยิ่ง“ใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามอีกครั้ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบาแทบจะเป็นกระซิบ“อูนัสใช่หรือไม่” องค์ราชินีตรัสถามเช่นนี้ องค์หญิงแย้มพระสรวลเอียงอายอย่างยิ่ง“เพคะ” องค์หญิงตรัสแผ่วเบา องค์ราชินีแย้มพระสรวลอย่างไม่ปิดบัง เพราะงานของพระนางสำเร็จลุล่วงไปเสียแล้ว ว่าแต่อูนัสจะยอมอภิเษกหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่องค์ฟาโรห์จะเจรจากับอูนัสว่าเช่นไรงานเลี้ยงฉลองชัยชนะเหนือเผ่าคาซัสและการตั้งพระครรภ์ขององค์ราชินีทำให้องค์ฟาโรห์ดีพระทัยยิ่งนักที่ได้รับข่าวดีที่สองข่าวในวันเดียวกัน องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์ราชินีมอร์อาร์ที่มีพระสิริโฉมงดงามกว่าทุกวัน วันนี้พระนางฉลองพระองค์สีทองทำจากทองคำทั้งองค์ โดยชุดฉลองพระองค์ชุดนี้ปิดพระถันไว้ทั้งสองข้างและมีสายผูกที่ด้านหลัง และคล้องพระอังสาทั้งสองข้าง ด้านล่างนั้นเป็นผ้าที่ทำจากทองคำปิดพระโยนีตรงกลาง และเปิด
องค์ฟาโรห์ประทับนั่งข้างองค์ราชินีที่ประทับนอนบนพระแท่นบรรทม ขณะที่หมอหลวงกำลังตรวจพระชีพจรของพระนาง หมอหลวงเผยยิ้มและทอดสายตามององค์ฟาโรห์และองค์ราชินี“หม่อมฉันยินดีด้วยเพคะ องค์ราชินีทรงตั้งพระครรภ์แล้วเพคะ” หมอหลวงหญิงทูลบอกด้วยรอยยิ้มไม่ปิดบัง“ขอบใจเจ้ายิ่งนักองค์ราชินี” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยความปีติยินดีอย่างยิ่ง เหล่านางกำนัลและเหล่าข้าหลวงต่างยินดีด้วยเช่นกัน“เทียร่า นำเงินให้นางด้วย” องค์ราชินีมีพระเสาวนีย์เช่นนี้ เทียร่าจึงส่งถุงเงินให้หมอหลวงโดยทันที องค์ฟาโรห์ทอดทองพระกรให้หมอหลวงด้วยเช่นกัน“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท” หมอหลวงถวายบังคมอย่างนอบน้อม“เทียร่าไปส่งนาง” องค์ราชินีมีพระกระแสรับสั่งต่อเทียร่า“เพคะ องค์ราชินี ท่านหมอหลวงเชิญทางนี้เจ้าค่ะ”เทียร่านำทางหมอหลวงออกจากตำหนักกลางขององค์ฟาโรห์ พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นทันที เหล่าข้าหลวงถวายบังคมองค์ฟาโรห์ และก้าวออกไปทันที องค์ฟาโรห์แย้มพระสรวลทอดพระเนตรพระนางด้วยความรักอันท่วมท้นองค์ราชินีแย้มพระสรวล และประทับนั่ง ขณะที่องค์ฟาโรห์ประคองพระนางทันที“ฝ่าบาทเพคะเดี๋ยวเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในเย็นนี้เถิดเพคะ” องค์ราชินีตรัสเช่นนี้“ข้า
องค์ฟาโรห์เสด็จเข้ามาในห้องทรงงาน พระองค์ทอดพระเนตรอูนัสและองค์หญิงเมริอังค์จากด้านหลัง ทำให้พระองค์กลับแย้มพระสรวล เพราะพระองค์ทรงล่วงรู้ว่าต้องเกิดอะไรขึ้นกับทั้งสอง แต่พระองค์กลับวางพระพักตร์เรียบเฉยเสด็จมาประทับนั่งที่พระเก้าอี้ แล้วทอดพระเนตรมององค์หญิงและทอดพระเนตรอูนัส พระองค์จึงตรัสถาม“เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่”อูนัสจึงทูลเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้องค์ฟาโรห์ได้สดับรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบ องค์ฟาโรห์ได้สดับว่าองค์หญิงถูกลอบทำร้ายด้วยลูกธนู ทำให้พระองค์ทรงพิโรธยิ่งนัก และผู้ที่มาทำร้ายองค์หญิงคือเผ่าซาคัสที่พระองค์ไว้ชีวิตหัวหน้าเผ่า แต่พระองค์มีพระราชดำริผิดมหันต์ที่ปล่อยหัวหน้าเผ่าให้รอดไปเช่นนี้“อูนัสข้าสั่งให้เจ้าไปเอาหัวซาคัสมาให้ข้าภายในสามวัน” องค์ฟาโรห์ตรัสด้วยพระสุรเสียงดุดันด้วยทรงพิโรธยิ่งนัก“หม่อมฉันรับพระราชบัญชาพระเจ้าค่ะ” อูนัสทูลบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น องค์ฟาโรห์หันไปทอดพระเนตรองค์หญิงเมริอังค์ที่ประทับยืนด้านข้างอูนัส“ความจริงแล้วข้าอยากจะสั่งฆ่าพวกข้าทาสบริวารของเจ้ายิ่งนัก แต่เป็นความผิดครั้งแรก ข้าพอให้อภัยได้ แต่กับเจ้าข้าคงต้องดัดนิสัย กักบริเวณ







