Mag-log in“ว๊าก!!!!”
“อะไรคุณ!!! เป็นอะไร!!!”
ม่อนดอยถามด้วยน้ำเสียงตื่นๆทั้งยังยกมือโอบร่างสูงไว้อย่างอัตโนมัติ
“หนอน!!!! หนอน!!! ยัวะเยี๊ยะเลย!!! อึ๊ย!!!! นั้น!!ๆๆ คลานเต็มโต๊ะเลย!!!”
หญิงสาวมองตามมือเรียวขาวของชายหนุ่มที่ชี้ไปยังกระบอกไม้ไผ่ที่วางอยู่บนโต๊ะ มันคือกระบอกไม้ไผ่ที่เธอพามาด้วยนั้นเอง
“อ๋อ…รถด่วนน่ะ หนอนไม้ไผ่ โทษทีฉันลืมหาอะไรจุกปากกระบอกไว้ มันเลยคลานออกมาข้างนอก…อาทิว…มาเก็บลงกระบอกให้หน่อย เดี๋ยวฉันจะเอาไปทอด”
ม่อนดอยบอกพลางตบหลังชายหนุ่มเบาๆ
“ฮ่าๆ ลุงกลัวหนอนเหรอ กลัวมันทำไมน่ารักจะตาย”
เด็กชายหัวเราะพลางใช้มือเล็กๆเก็บตัวหนอนที่ไต่กันเต็มพื้นโต๊ะ
“ใช่! น่ารักจะตายไป แถมอร่อยด้วย เดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะทอดให้คุณกิน”
หญิงสาวเอ่ยพลางมองท่าทีขลาดกลัวหนอนตัวเล็กของชายร่างสูงที่ตัวโตกว่าเธอเสียอีก
“อึ๋ย! มันกินได้เหรอคุณ! ไม่เอาอ่ะ! ผมไม่กินนะ เชิญคุณกินไปคนเดียวเถอะ!!”
ขุนเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด น้ำเสียงสะบัดๆอย่างงอนๆ
“โธ่!!! กว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคุณ ข้างล่างเค้าขายกันกิโลหนึ่งหลายร้อยเลยนะ อะ…ลงไปได้แล้ว อาทิวเก็บหมดแล้ว”
ม่อนดอยบอกอย่างขำๆในท่าทีกลัวสัตว์ตัวน้อยที่น่ารักน่าชังสำหรับเธอ มองชายหนุ่มตัวโตที่นั่งมองกระบอกไม้ใผ่ของเด็กชายอย่างแหยงๆ
“วันนี้คุณหายไปไหนมา”
ชายหนุ่มอดที่จะถามร่างบางไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีอันเหนื่อยอ่อนของเธอ
“อ๋อ…ไปช่วยชาวบ้านทำน้ำประปาภูเขาเพิ่มน่ะ ข่วงนี้ฝนตกหนักน้ำในลำธารเยอะ ต้องไปช่วยกันทำฝายกั้นน้ำใหม่ด้วย เลยได้รถด่วนกลับมาด้วยนี่ไง ฉันขอตัวไปทำกับข้าว อาบน้ำแป็บๆเดี๋ยวออกมาทำแผลเช็ดตัวให้”
ม่อนดอยบอกพลางลุกขึ้นทำท่าจะเดินหายเข้าไปด้านหลังบ้าน
“แม่ม่อน งั้นผมกลับบ้านก่อนนา สวัสดีครับลุงขุน”
เด็กชายตะโกนบอกร่างบาง ก่อนจะหันมายกมือไหว้ชายหนุ่ม แล้วรีบวิ่งหายลงบันไดบ้านไปอย่างรวดเร็ว
ขุนเขาได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองตามร่างเล็กๆของเด็กชายไป
ลุงงั้นเหรอ!!!! เขายังเด็กกว่าแม่ของนายด้วยซ้ำ มาเรียกเขาว่าลุงได้ยังไงกัน ขุนเขาคิดพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าคมหล่อเหลาที่บัดนี้รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา เกือบอาทิตย์แล้วที่เขาต้องปล่อยให้หนวดเครารกครึ้มแบบนี้ ไม่มีมีดโกนหนวด เขาเลยต้องปล่อยให้ใบหน้าที่สุดแสนจะหล่อเหลาปานพระเอกเกาหลีหรือดาราฮ่องกงให้แลดูแก่และซกมกอยู่แบบนี้
แต่พอมองดูอีกทีก็คมเข้มอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวนา ดูน่าเกรงขามขึ้นอีกเยอะเลย เห็นทีคงต้องลองไว้หนวดไว้เคราดูเสียบ้างแล้ว ขุนเขาพินิจมองตัวเองอยู่ในเงาที่สะท้อนจากหน้ากระจกของสมาร์ทโฟนราคาแพงที่ถืออยู่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา แผลของขุนเขาเริ่มดีขึ้น จากที่ต้องนั่งๆนอนๆอยู่แต่กับบ้านไม้ยกพื้นสูง ชายหนุ่มเริ่มออกแรงเดินเหินได้สะดวกออกไปเดินตระเวนใกล้ๆภายในหมู่บ้าน โดยมีเด็กชายทิวไผ่และแก็งค์คอยเป็นไกด์และคนดูแลกลายๆ
ส่วนหญิงสาวร่างบางนามม่อนดอยนั้น เธอบอกว่าเธอพักอยู่เรือนไม้หลังใกล้ๆกันกับเขา เรือนที่เขาพักอยู่นี่เป็นเหมือนสถานที่พักแรมสำหรับแขกและเป็นเหมือนสถานพยาบาลกลายๆ
ส่วนใหญ่เธอจะแวะเข้ามาตอนเย็นเสียมากกว่าโดยแต่ละวันก็ช่างสรรหาของกินมาฝากเขา ทั้งผลไม้ป่าที่ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ไม่เคยเห็น หรือว่าเคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเสียด้วยซ้ำไป หรือบางวันก็หอบเอาปลามั้ง กบมั้ง แมงมุมยักษ์มั้งและที่บ่อยสุดก็คงจะเป็นหนอนรถด่วนที่เขาสุดแสนจะเกลียด!!!!
เธอเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดที่เขาเคยเจอมา!!! เธอบังคับให้เขากินมัน!!! และไม่ใช่แค่มันอย่างเดียว อย่างอื่นๆที่บอกไปนั้นแหล่ะ!! กบ แมงมุมยักษ์หรือที่เธอเรียกมันว่าบึ้งนั้นอีก!!!! ใช่!!! เธอเล่นทีเผลอ พอเขาเผลอทีไร เธอเป็นจับมันยัดลงปากของเขาทุกที ด้วยความที่เจ็บแขน ขยับได้ไม่เต็มที่ แถมยังเจ็บข้างถนัดของเขาอีก เขาถนัดซ้าย!!!
"คุณ..นี่มันก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เป็นผัวเมียกันจริงๆเสียทีอ่ะ"ขุนเขาเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้าหาหญิงสาวที่นอนเล่นอ่านหนังสืออยู่บนพรมผืนใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตาผิงมากนัก อากาศข้างนอกเริ่มหนาวยิ่งกลางคืนแบบนี้ยิ่งหนาวสะท้าน ถ้าไม่มีเตาผิงตั้งอยู่กลางบ้านแบบนี้ มันคือภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ กลางคืนอากาศหนาวแต่ละครัวเรือนจะนำฝูกที่นอนมานอนเรียงรายกันรอบเตาสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน พอตอนเช้าก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย เอากาน้ำร้อนมาต้ม ดื่มชาร้อนๆ บ้านไหนมีเด็กน้อยก็จะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนแผ่ออกเอามาย่างกลายเป็นข้าวจี่กินร้อนๆ พอได้อิ่มท้อง"สองอาทิตย์ที่ไหนกันอ่ะคุณ ฉันว่าฉันพึ่งตัดไหมให้คุณไปเมื่อวันก่อนเองนะ แผลยังไม่หายดีหรอก เป็นเดือนนู้นกว่าจะหายสนิทอ่ะ"ม่อนดอยพยายามเฉไฉทำทีนอนคว่ำอ่านหนังสือต่อ พลางกระเถิบถอยหนีร่างสูงที่บัดนีัเข้ามานอนเบียดจนหญิงสาวได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่โชยเข้าจมูกทำให้ใจดวงน้อยเต้นตึกตักเหมือนจะหลุดออกมาจากอก"อุ้ย! คุณขุน ปล่อยนะ จะเอาหนังสือฉันไป
"คุณม่อน จะเอาออกจริงๆ เหรอ"ขุนเขาสบตาร่างบางละห้อย น้ำเสียงเหมือนคนที่ไร้เรี้ยวแรง ท้อแท้และหมดหวังสุดๆ"คุณจะเก็บไว้ก็ได้นะ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมมีอะไรด้วย เด็ดขาด!"ม่อนดอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับใช้ทางการแพทย์พร้อมกับดีดเสียงดังเพี๊ยะ! ๆ เหมือนราวกับว่ากำลังข่มขวัญชายหนุ่มอยู่ในที แต่จริงๆแล้วดึงให้มันกระชับแนบกับมือเล็กเรียวเท่านั้นเองแต่เสียงนั้นและน้ำเสียงข่มขู่ของหญิงสาว กลับทำให้ขุนเขาขนลุกซู่ขุนเขายันตัวลุกขึ้นมองหญิงสาวอย่างหวาดๆ ในขณะที่ม่อนดอย เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่มซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยค่อนไปด้านล่างตรงจุดยุทธศาสตร์ที่หญิงสาวต้องจัดการทันที โดยมีฉากผ้าสีเขียวกั้นไว้ช่วงระหว่างเอว เพื่อปิดไม่ให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้เห็นสิ่งที่หมอกระทำหัถการนั้นเองขุนเขาหลับตาปี๋เมื่อรับรู้ถึงเข็มที่แทงเข้าตรงส่วนสงวน รู้สึกปวดหนึบเมื่อเข็มปลายเล็กแหลมทิ่มแทงและรู้สึกเจ็บลึกเมื่อหญิงสาวดันสลิ้งบรรจุยาเริ่มเข้าสู่ลำลิงค์ใหญ่ที่บัดนี้อ่อนระทวยหมดเรี่ยวแรงเหมือนดั
ขุนเขาตะโกนออกมาอย่างลิงโลด พร้อมทั้งโอบรัดร่างเล็กบางนั้นแน่น"เรารักกันแล้ว งั้นกลับเข้าไปต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่านะ ผมอยากมีลูกหลายๆคน จะได้ไม่เหงา"ชายหนุ่มทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปข้างในที่พักที่ทั้งสองพึ่งออกมาไม่นาน แต่ม่อนดอยขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ร่างสูงอุ้มแต่โดยดี ทั้งยังดันร่างสูงออกห่าง"ฉันบอกแล้วไงคะว่า ถ้าคุณไม่เอาแอสแซสรอรี่ หรือเครื่องประดับที่คุณฝังอยู่ออก ฉันไม่มีวันยอมมีอะไรกับคุณแน่"ม่อนดอยบอกเสียงแข็ง นั้นทำเอาขุนเขาชะงักงัน ก่อนจะทำหน้าสลด มองหญิงสาวด้วยสายตาวิงวอนสุดฤิทธิ์"ม่อนอ่ะ...ทำไมใจร้าย...ลองก่อนไม่ได้เหรอ ลองใช้ดูก่อนถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก นะ..."ร่างสูงโอดครวญ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแอบวางยาสลบ แล้วเอามันออกให้เอง หึหึ"หญิงสาวหัวเราะหึหึออกมาอย่างหมายมาด ขุนเขาหลุบตามองเป้ากางเกงของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก สงสัยงานนี้คงต้องบอกลาเจ้ามุกเก้าเม็ดนี่จริงๆเสียแล้ว เพื่อเมียอันเป็นที่รัก เอาว่ะ ถึงจ
คำตอบที่ค่อนข้างยียวนนั้นกวนประสาทของเขาได้ไม่เบาเลยขุนเขาถอนหายใจ พยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด"คุณม่อน คุณเป็นเมียผมนะ เมียไม่รอผัวออกจากโรงพยาบาลนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ""ฮึ! คุณก็ให้คนที่เป็นเมียคุณจริงๆ รอสิ ฉันไม่ใช่เมียคุณจริงๆซะหน่อย มันก็แค่ละครที่คุณสร้างมันขึ้นมา ฉันไม่โทษคุณหรอกนะ ผิดที่ฉันโง่เองต่างหากที่รู้ไม่เท่าทันคุณ เป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณหลอกใช้มาตลอด"ท้ายประโยคมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด"คุณพูดเรื่องอะไรน่ะม่อน ใครหลอกใช้ใคร นี่ผมงงไปหมดแล้ว"ขุนเขาเอ่ย พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว ก่อนจะจับร่างบางให้หันหน้ามาคุยกัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส"คุณไง คุณหลอกใช้ฉันมาตลอด หลอกให้ฉันแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่จะแก้แค้นอาของคุณกับคุณพิซซิล่า"ในที่สุดม่อนดอยก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาและมันอัดอั้นอยู่ในใจตลอดระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา"แก้แค้น? ผมนี่นะ! คุณ
ไม่พูดเปล่าร่างสูงที่ยังคงอุ้มร่างบางไว้ใช้เท้าดีดประตูให้ปิดลงโดยไม่สนใจคุณหมอผู้กองหนุ่มที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง ก้าวเท้าออกห่างประตูแทบไม่ทันเกือบโดนประตูที่ปิดลงกระทันหันนั้นกระแทกเข้าหน้า พลางทำท่าจะตะโกนถามออกไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนาของใครคนหนึ่งมาดึงมือของเขาให้เดินออกมาไกลจากประตู"ปล่อยเขาสองคนไว้เถอะครับ ยังไงเราก็คนนอก ให้เวลาเขาหน่อย ผู้กองไปชิมน้ำหมักชาวดอยกับผมดีกว่า พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับค่ายกันแล้ว ผู้ใหญ่กับพวกชาวบ้านเค้าจัดสำรับ เปิดไหรอพวกเราอยู่ที่ศาลาหมู่บ้านแล้วครับ"หมวดชัชชายเอ่ย พลางถือวิสาสะตบบ่าคุณหมอผู้กองหนุ่มเบาๆ"ว่าแต่จะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นนะครับ ผมเป็นห่วงคุณม่อนจังเลยครับหมวด"ผู้กองคีรินทร์ยังมิวายที่จะหันไปมองบ้านพักที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้"โอ้ย! ไม่เกิดอะไรร้ายแรงหรอกครับ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน อาจจะมีปัญหากันบ้างระหองระแหงตามประสาลิ้นกับฟัน ต้องให้โอกาสเขาปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย ขี้คร้านพรุ่งนี้
ด้วยอารมณ์โทสะที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ชายหนุ่มกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนเรียวปากอิ่มเล็กนั้นจนเกือบเป็นกระแทก ทั้งยังบดเบียดแผงอกกว้างเข้ากับหน้าอกหยุ่นๆที่มีเพียงผ้ากระโจมอกเปียกชื้นกั้นกลาง มือแข็งสอดประคองลำคอเรียวเล็กจับตรึงไม่ให้หญิงสาวได้มีโอกาสเบือนหน้าหนีจุมพิศอันเร่าร้อนไปด้วยแรงโทสะอีกมือข้างที่ว่างขยี้ขยำประทุมถันก้อนกลมทั้งยังดึงรั้งผ้าถุงเปียกชื้นนั้นออกเพื่อสัมผัสกับเนื้อแท้ของสองเต้าที่เด้งสู้มือ บี้บดขยี้เม็ดติ่งสีชมพูชูชันม่อนดอยเบิกตากว้าง เกิดอาการไหววูบ เมื่อริมฝีปากร้อนๆ กดกระแทกจุมพิตกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นนุ่ม ชอนไชเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนของเธอเบาๆ ก่อนจะดูดกลืนตวัดลิ้นร้อนรัวไล้ทั่วปลายลิ้นของเธออีก ส่งให้กระแสความวาบหวามแล่นพล่านจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว จูบครั้งนี้ไม่เหมือนกับจูบครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้ว จูบของเขาคราวนี้ราวกับจะสูบวิญญาณออกไปจากตัวเธอขุนเขายังคงไล้ริมฝีปากของเขาไปตามใบหน้านวล เลื่อนต่ำลง พรมจูบไปทั่วลำคอเรียวระหง ขบเม้มจนเธอขนลุกเกรียว ม่อนดอยแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าของขุนเ







