Masukและวันนี้ก็อาจจะเป็นวันที่เธออยู่กับสามีของเธอและอาจจะต้องการเวลาส่วนตัวตามประสามีภรรยา เลยถือโอกาสให้เด็กชายทิวไผ่มาดูแลเขานั้นเอง
ขุนเขาได้รับการบอกเล่าจากเด็กชายอาทิวว่าม่อนดอยได้ให้เขานำอาหารกลางวันมาให้พร้อมกับจัดยามาให้เขาด้วย โดยกำชับกับเด็กชายอาทิวว่าให้เขากินข้าวแล้วก็กินยาตามที่เธอสั่งมาให้เรียบร้อย
ชายหนุ่มย่นจมูกเล็กน้อย เธอเห็นเขาเป็นเด็กน้อยหรืออย่างไรกัน ถึงต้องกำชับมาด้วยขนาดนี้
เขาซักถามเด็กชายอาทิวถึงร่างบางที่ยังคงคิดว่าเขาเป็นเด็กน้อยนั้นอย่างเสียมิได้ จนได้รับรู้ถึงเรื่องราวต่างๆของหญิงสาวนามม่อนดอยจากเด็กชายอาทิวมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เด็กชายอาทิวเล่าว่า ม่อนดอยเป็นแพทย์อาสาอยู่ที่นี่ได้ห้าปีแล้ว
“แม่ม่อนรักที่นี่มากครับ ผมก็รักที่นี่ด้วยเหมือนกัน”
เด็กชายทิวไผ่บอก ดวงตาเล็กที่มองสบมายังเขาเปล่งประกาย
“แต่ที่นี่ไม่มีอะไรเลยนะ ไฟฟ้าก็ไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เธอไม่เบื่อบ้างเหรอ แล้วที่นี่มีโรงเรียนหรือเปล่า เธอได้เรียนหนังสือมั้ย”
ขุนเขาอดที่จะถามเด็กชายไม่ได้ เขาคิดเสียดายโอกาสที่เด็กชายจะได้รับเมื่อเข้าไปอยู่ในเมือง แม่ของเด็กก็เป็นคนเมืองมีการศึกษาสูงแต่ทำไมถึงพากันมาอยู่ที่นี่นะ หรือว่าเธอพบรักกับคนพื้นเมืองของที่นี่เหรอ เลยมาตั้งรกรากตามสามีอยู่ที่นี่
“ผมไม่เบื่อหรอกครับ มีที่ให้เล่นเยอะแยะเลย เพื่อนๆก็มีเยอะ ส่วนโรงเรียนก็มีนะครับแต่อยู่อีกหมู่บ้านนึงเป็นโรงเรียน ตชด. มีครูตั้งหนึ่งคนแน่ะ”
เด็กชายยังคงเจื้อยแจ้วตามประสาเด็กช่างพูดขณะในมือก็คลึงดินเหนียวที่เด็กชายหอบใส่ย่ามมาด้วยปั้นเป็นก้อนกลมๆวางเรียงรายอยู่บนพื้นไม้อยู่ไม่ไกลจากชายหนุ่มนัก
“แล้วนั่นกำลังทำอะไรน่ะ”
ขุนเขาอดที่จะถามไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางขมีขมันในการปั้นดินเหนียวให้เป็นก้อนกลมๆขนาดเหรียญห้าบาทของเด็กชาย
“ทำลูกกระสุนครับ เอาไว้ยิงพวกนก กระรอกหรือไม่ก็พวกไก่ป่า”
เด็กชายตอบพร้อมทั้งล้วงหยิบเอาไม้ที่มีลักษณะเป็นสองง่าม ปลายทั้งสองง่ามถูกผูกไว้ด้วยเส้นยางเส้นหนาจากในย่ามชูให้ชายหนุ่มดู
ขุนเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย มองของในมือเด็กชายอย่างฉงน เขาไม่เคยเห็นของลักษณะนี้มาก่อน
“นั้นอะไรน่ะ แล้วมันจะยิงนกได้ยังไง”
ขุนเขาถามเด็กชายอย่างอยากรู้
“คุณไม่รู้จักหนังสติ๊กเหรอ”
เด็กชายถามดวงตาเล็กเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไม่รู้จักอ่ะ ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย บ้านฉันถ้าจะยิงนกก็ต้องใช้ปืน”
ขุนเขาตอบ
“ปืนมันอันตรายนะครับ ถ้าเกิดโดนพวกเดียวกันก็จะแย่ แล้วอีกอย่างปืนมีไว้สำหรับพวกผู้ใหญ่ครับ เด็กๆอย่างพวกผมยังใช้ปืนไม่ได้ หนังสติ๊กนี่แหล่ะดีที่สุดแล้ว”
เด็กชายทิวไผ่ตอบอย่างชาญฉลาด
ขุนเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ยินคำตอบของเด็กชาย เด็กคนนี้ฉลาดดีแฮะ ถ้าได้รับการขัดเกลาและส่งเสริมอีกหน่อยอนาคตคงไปได้อีกไกล
เด็กชายลุกขึ้นพร้อมทั้งหยิบลูกกระสุนดินเหนียวในย่ามออกมา เดินไปยังหน้าต่างที่อยู่ใกล้ๆทันที แล้วจัดการใส่ลูกกระสุนตรงส่วนหนังผืนเล็กพลางดึงเส้นหนังทั้งสองให้ตึง ในขณะอีกมือหนึ่งจับด้ามจับไม้ไว้แน่น แล้วจัดการเล็งไปยังนอกหน้าต่าง
“คุณเห็นมะม่วงลูกนั้นมั้ย เดี๋ยวผมจะสอยมันลงมาให้คุณกิน”
เด็กชายบอกพลางบุ้ยใบ้ไปยังมะม่วงลูกขนาดย่อมที่อยู่สูงจากปลายไม้ค่อนข้างไกลนั้นให้ชายหนุ่มดู ก่อนจะปล่อยกระสุนดินเหนียวออกจากสายหนังที่ตึงยาวนั้นดังเพี้ยว มะม่วงลูกที่เล็งไว้ตกลงสู่พื้นดังตุ๊บ
เด็กชายหันมาหลิ่วตาให้กับเขาพร้อมทั้งยิ้มแป้นแล้นน่าเอ็นดู
“โห!!! แม่นจังนะเรา มะม่วงลูกนั้นไกลอยู่นะนั่น”
ขุนเขาเอ่ยชมเด็กชายด้วยความจริงใจ ยิ่งเมื่อเด็กชายได้รับคำชมก็ยิ่งชอบใจแสดงโชว์ความแม่นให้เขาดูอย่างกระตือรือร้น
สองหนุ่มต่างวัยคุยเล่นกันจนเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเย็น เกือบพลบค่ำ
ทั้งสองหนุ่มต่างหันไปมองยังประตูรั้วหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูไม้ และเสียงเดินขึ้นบันใดดังไล่มา ก่อนจะเห็นร่างบางของหญิงสาวเดินโผล่พ้นประตูบ้านไม้เข้ามา
“แม่ม่อน กลับมาแล้ว!!”
เด็กชายทิวไผ่ร้องทักผู้มาเยือน ในขณะที่ม่อนดอยเดินเข้ามาเด็กชายและชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เบื้องหลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยดินเหนียวปั้นเป็นลูกกลมๆ
“สองคนเล่นอะไรกัน หืม?”
ม่อนดอยเอ่ยถามพลางวางกระบอกไม้ใผ่ที่เธอถือมาด้วยไว้บนโต๊ะเบื้องหน้าชายหนุ่ม พลางทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้มีท่าทีเหนื่อยอ่อนอย่างเห็นได้ชัด
“เรากำลังช่วยกันทำกระสุนดินครับ เอาไว้ยิงนก”
เด็กชายตอบอย่างร่าเริิง
“ว๊าก!!!!!”
แต่แล้วจู่ๆชายหนุ่มที่นั่งอยู่เพียงเอื้อมมือถึงก็ร้องว๊ากขึ้น ทั้งยังยกขาผงะถอยหนีอย่างลืมเจ็บนั้นทำเอาม่อนดอยสะดุ้งรีบหันไปมองใบหน้าที่ซีดเผือดและท่าทีหวาดกลัวของร่างสูงที่บัดนี้ได้ขยับเบียดขึ้นมานั่งบนพนักวางแขนของเธอทั้งยังพยายามเบียดร่างสูงใหญ่สองแขนกำยำกอดรอบคอเธอแน่น
“คุณ!!! เป็นอะไร!!!!”
"คุณ..นี่มันก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เป็นผัวเมียกันจริงๆเสียทีอ่ะ"ขุนเขาเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้าหาหญิงสาวที่นอนเล่นอ่านหนังสืออยู่บนพรมผืนใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตาผิงมากนัก อากาศข้างนอกเริ่มหนาวยิ่งกลางคืนแบบนี้ยิ่งหนาวสะท้าน ถ้าไม่มีเตาผิงตั้งอยู่กลางบ้านแบบนี้ มันคือภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ กลางคืนอากาศหนาวแต่ละครัวเรือนจะนำฝูกที่นอนมานอนเรียงรายกันรอบเตาสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน พอตอนเช้าก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย เอากาน้ำร้อนมาต้ม ดื่มชาร้อนๆ บ้านไหนมีเด็กน้อยก็จะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนแผ่ออกเอามาย่างกลายเป็นข้าวจี่กินร้อนๆ พอได้อิ่มท้อง"สองอาทิตย์ที่ไหนกันอ่ะคุณ ฉันว่าฉันพึ่งตัดไหมให้คุณไปเมื่อวันก่อนเองนะ แผลยังไม่หายดีหรอก เป็นเดือนนู้นกว่าจะหายสนิทอ่ะ"ม่อนดอยพยายามเฉไฉทำทีนอนคว่ำอ่านหนังสือต่อ พลางกระเถิบถอยหนีร่างสูงที่บัดนีัเข้ามานอนเบียดจนหญิงสาวได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่โชยเข้าจมูกทำให้ใจดวงน้อยเต้นตึกตักเหมือนจะหลุดออกมาจากอก"อุ้ย! คุณขุน ปล่อยนะ จะเอาหนังสือฉันไป
"คุณม่อน จะเอาออกจริงๆ เหรอ"ขุนเขาสบตาร่างบางละห้อย น้ำเสียงเหมือนคนที่ไร้เรี้ยวแรง ท้อแท้และหมดหวังสุดๆ"คุณจะเก็บไว้ก็ได้นะ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมมีอะไรด้วย เด็ดขาด!"ม่อนดอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับใช้ทางการแพทย์พร้อมกับดีดเสียงดังเพี๊ยะ! ๆ เหมือนราวกับว่ากำลังข่มขวัญชายหนุ่มอยู่ในที แต่จริงๆแล้วดึงให้มันกระชับแนบกับมือเล็กเรียวเท่านั้นเองแต่เสียงนั้นและน้ำเสียงข่มขู่ของหญิงสาว กลับทำให้ขุนเขาขนลุกซู่ขุนเขายันตัวลุกขึ้นมองหญิงสาวอย่างหวาดๆ ในขณะที่ม่อนดอย เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่มซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยค่อนไปด้านล่างตรงจุดยุทธศาสตร์ที่หญิงสาวต้องจัดการทันที โดยมีฉากผ้าสีเขียวกั้นไว้ช่วงระหว่างเอว เพื่อปิดไม่ให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้เห็นสิ่งที่หมอกระทำหัถการนั้นเองขุนเขาหลับตาปี๋เมื่อรับรู้ถึงเข็มที่แทงเข้าตรงส่วนสงวน รู้สึกปวดหนึบเมื่อเข็มปลายเล็กแหลมทิ่มแทงและรู้สึกเจ็บลึกเมื่อหญิงสาวดันสลิ้งบรรจุยาเริ่มเข้าสู่ลำลิงค์ใหญ่ที่บัดนี้อ่อนระทวยหมดเรี่ยวแรงเหมือนดั
ขุนเขาตะโกนออกมาอย่างลิงโลด พร้อมทั้งโอบรัดร่างเล็กบางนั้นแน่น"เรารักกันแล้ว งั้นกลับเข้าไปต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่านะ ผมอยากมีลูกหลายๆคน จะได้ไม่เหงา"ชายหนุ่มทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปข้างในที่พักที่ทั้งสองพึ่งออกมาไม่นาน แต่ม่อนดอยขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ร่างสูงอุ้มแต่โดยดี ทั้งยังดันร่างสูงออกห่าง"ฉันบอกแล้วไงคะว่า ถ้าคุณไม่เอาแอสแซสรอรี่ หรือเครื่องประดับที่คุณฝังอยู่ออก ฉันไม่มีวันยอมมีอะไรกับคุณแน่"ม่อนดอยบอกเสียงแข็ง นั้นทำเอาขุนเขาชะงักงัน ก่อนจะทำหน้าสลด มองหญิงสาวด้วยสายตาวิงวอนสุดฤิทธิ์"ม่อนอ่ะ...ทำไมใจร้าย...ลองก่อนไม่ได้เหรอ ลองใช้ดูก่อนถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก นะ..."ร่างสูงโอดครวญ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแอบวางยาสลบ แล้วเอามันออกให้เอง หึหึ"หญิงสาวหัวเราะหึหึออกมาอย่างหมายมาด ขุนเขาหลุบตามองเป้ากางเกงของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก สงสัยงานนี้คงต้องบอกลาเจ้ามุกเก้าเม็ดนี่จริงๆเสียแล้ว เพื่อเมียอันเป็นที่รัก เอาว่ะ ถึงจ
คำตอบที่ค่อนข้างยียวนนั้นกวนประสาทของเขาได้ไม่เบาเลยขุนเขาถอนหายใจ พยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด"คุณม่อน คุณเป็นเมียผมนะ เมียไม่รอผัวออกจากโรงพยาบาลนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ""ฮึ! คุณก็ให้คนที่เป็นเมียคุณจริงๆ รอสิ ฉันไม่ใช่เมียคุณจริงๆซะหน่อย มันก็แค่ละครที่คุณสร้างมันขึ้นมา ฉันไม่โทษคุณหรอกนะ ผิดที่ฉันโง่เองต่างหากที่รู้ไม่เท่าทันคุณ เป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณหลอกใช้มาตลอด"ท้ายประโยคมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด"คุณพูดเรื่องอะไรน่ะม่อน ใครหลอกใช้ใคร นี่ผมงงไปหมดแล้ว"ขุนเขาเอ่ย พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว ก่อนจะจับร่างบางให้หันหน้ามาคุยกัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส"คุณไง คุณหลอกใช้ฉันมาตลอด หลอกให้ฉันแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่จะแก้แค้นอาของคุณกับคุณพิซซิล่า"ในที่สุดม่อนดอยก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาและมันอัดอั้นอยู่ในใจตลอดระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา"แก้แค้น? ผมนี่นะ! คุณ
ไม่พูดเปล่าร่างสูงที่ยังคงอุ้มร่างบางไว้ใช้เท้าดีดประตูให้ปิดลงโดยไม่สนใจคุณหมอผู้กองหนุ่มที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง ก้าวเท้าออกห่างประตูแทบไม่ทันเกือบโดนประตูที่ปิดลงกระทันหันนั้นกระแทกเข้าหน้า พลางทำท่าจะตะโกนถามออกไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนาของใครคนหนึ่งมาดึงมือของเขาให้เดินออกมาไกลจากประตู"ปล่อยเขาสองคนไว้เถอะครับ ยังไงเราก็คนนอก ให้เวลาเขาหน่อย ผู้กองไปชิมน้ำหมักชาวดอยกับผมดีกว่า พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับค่ายกันแล้ว ผู้ใหญ่กับพวกชาวบ้านเค้าจัดสำรับ เปิดไหรอพวกเราอยู่ที่ศาลาหมู่บ้านแล้วครับ"หมวดชัชชายเอ่ย พลางถือวิสาสะตบบ่าคุณหมอผู้กองหนุ่มเบาๆ"ว่าแต่จะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นนะครับ ผมเป็นห่วงคุณม่อนจังเลยครับหมวด"ผู้กองคีรินทร์ยังมิวายที่จะหันไปมองบ้านพักที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้"โอ้ย! ไม่เกิดอะไรร้ายแรงหรอกครับ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน อาจจะมีปัญหากันบ้างระหองระแหงตามประสาลิ้นกับฟัน ต้องให้โอกาสเขาปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย ขี้คร้านพรุ่งนี้
ด้วยอารมณ์โทสะที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ชายหนุ่มกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนเรียวปากอิ่มเล็กนั้นจนเกือบเป็นกระแทก ทั้งยังบดเบียดแผงอกกว้างเข้ากับหน้าอกหยุ่นๆที่มีเพียงผ้ากระโจมอกเปียกชื้นกั้นกลาง มือแข็งสอดประคองลำคอเรียวเล็กจับตรึงไม่ให้หญิงสาวได้มีโอกาสเบือนหน้าหนีจุมพิศอันเร่าร้อนไปด้วยแรงโทสะอีกมือข้างที่ว่างขยี้ขยำประทุมถันก้อนกลมทั้งยังดึงรั้งผ้าถุงเปียกชื้นนั้นออกเพื่อสัมผัสกับเนื้อแท้ของสองเต้าที่เด้งสู้มือ บี้บดขยี้เม็ดติ่งสีชมพูชูชันม่อนดอยเบิกตากว้าง เกิดอาการไหววูบ เมื่อริมฝีปากร้อนๆ กดกระแทกจุมพิตกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นนุ่ม ชอนไชเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนของเธอเบาๆ ก่อนจะดูดกลืนตวัดลิ้นร้อนรัวไล้ทั่วปลายลิ้นของเธออีก ส่งให้กระแสความวาบหวามแล่นพล่านจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว จูบครั้งนี้ไม่เหมือนกับจูบครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้ว จูบของเขาคราวนี้ราวกับจะสูบวิญญาณออกไปจากตัวเธอขุนเขายังคงไล้ริมฝีปากของเขาไปตามใบหน้านวล เลื่อนต่ำลง พรมจูบไปทั่วลำคอเรียวระหง ขบเม้มจนเธอขนลุกเกรียว ม่อนดอยแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าของขุนเ







