ログイン“คุณๆ ไอ้เสียผีนี่มันคืออะไรอ่ะ” ขุนเขาสะกิดถามเพราะยังข้องใจกับคำพูดของแม่เฒ่าและชาวบ้าน ที่บอกว่าผิดผีบ้างล่ะ ต้องเสียผีบ้างล่ะ ซึ่งตนไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้มาก่อน จึงไม่เข้าใจ จึงต้องสะกิดถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ “เสียผี ก็คือ เรา…คุณและฉัน ต้องแต่งงานกันยังไงล่ะ” คำตอบของร่างบางทำเอาขุนเขาอ้าปากค้างดวงตาคมเบิกโพลงแทบจะถลนออกมานอกเบ้า “แต่งงาน!!!” ขุนเขาหลุดโพล่งออกมาเสียงดังจนเกือบเป็นตะโกน “แม่เฒ่า…เรายังไม่พร้อมค่ะ มีทางอื่นมั้ยคะ ที่จะทำพิธีขอขมา แต่ไม่ต้องเสียผีกัน” ม่อนดอยยังคงต่อรอง แม่เฒ่าหัวเราะหึหึอยู่ในลำคอพลางมองหน้าสองหนุ่มสาวสลับกันไปมาก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “ลิขิตโชคชะตา ด้ายแดงนำพาบุรุษจากฟากฟ้ามาสู่ดิน…”
もっと見るม่อนดอยบอกอย่างหมั่นเขี้ยว ดวงตาคู่งามวาววามอย่างหมายมาด แต่นั้นทำเอาขุนเขาหนาวๆร้อนๆ หนีบขากำยำเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว“อย่าเชียวนะคุณ! ถ้าคุณคิดจะทำแบบนั้นผมปล้ำคุณจริงๆด้วย”ขุนเขาเอ่ย พลางติดเครื่องยนต์ก่อนจะหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากรอกเสียงลงไปเพื่อแจ้งไปยังหอบังคับการบินเพื่อขอใช้เส้นทางในการบิน เสียงปลายสายตอบกลับมาเกือบจะทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบชายหนุ่มเริ่มบังคับเครื่องบินลำเล็กให้แล่นไปตามรันเวย์โดยเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ“ไม่ต้องกลัวนะคุณ ทำใจให้สบาย มองไปยังด้านหน้าไกลๆนู้น อย่ามองลงไปข้างล่าง มันจะทำให้คุณกลัว”ขุนเขาหันมาเอ่ยปลอบกับหญิงสาวข้างกาย ที่บัดนี้ได้แต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ขุนเขาเอื้อมมือเรียวขาวไปจับมือเล็กๆนั้นไว้นำมาวางไว้ยังหน้าขาแกร่งของตนเอง ก่อนจะเร่งความเร็วของเครื่องขึ้นจนได้จังหวะในการยกตัวเครื่องขึ้น ในขณะที่ม่อนดอยได้แต่หลับตาปี๋ ฝ่ามือเล็กบีบทั้งยังจิกเล็บคมๆลงบนต้นขาแกร่งของคนข้างๆด้วยความลืมตัวเสียงอื้ออึงของเครื่องยนต์ดังก้อง เครื่องที่โคลงเคลงบัดนี้นิ่งจนเป็นปกติ“ลืมตามองออกไปข้างหน้าสิคุณ แล้วคุณจะชอบ”เสียงทุ้มดังขึ้นทำให้ม่อนดอยค่อยๆเปิดเปลือกตาท
เช้าวันถัดมา“เราจะลงดอยกันไม่ใช่เหรอคะ แล้วคุณพาฉันมาที่โรงเรียนทำไมอ่ะ”ม่อนดอยมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างสงสัย เมื่อรถขับเคลื่อนสี่ล้อคู่ใจของเธอเลี้ยวเข้ามายังโรงเรียน ตชด. ไม่ไกลจากหมู่บ้านเท่าใดนักขุนเขาไม่ตอบเพียงแค่หันมายิ้มน้อยๆให้กับเธอก่อนจะจัดการจอดรถหลบชิดเกือบติดตัวอาคารเหมือนจะอาศัยชายคาของอาคารเรียนเป็นหลังคาคุ้มแดดฝนไปในตัวขณะนี้เป็นเวลาหกโมงเช้า ซึ่งเช้าเกินกว่าจะมีเด็กนักเรียนมาโรงเรียนเวลานี้ หมอกยังคงหนาตา อากาศยามเช้าค่อนข้างเย็นแต่ก็ไม่ถึงกับหนาวมาก แค่เสื้อแจ็คเก็ตผ้าผืนบางก็เอาอยู่“คุณรอผมแป็บนะ ผมขอตัวโทรศัพท์แป็บนึง”ขุนเขาไม่รอให้ม่อนดอยเอ่ยอนุญาต ร่างสูงเดินดุ่มออกไปหาสัญญาณโทรศัพท์ก่อนจะกดโทรออกหาบุคคลที่เขาต้องการติดต่อ ไม่ช้าไม่นานชายหนุ่มก็วางสายเดินกลับมาหาหญิงสาวที่เดินถือไม้กวาดกวาดพื้นอาคารเรียนอยู่อย่างไม่ปล่อยเวลาให้ว่างเปล่า“ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เราค่อยออกเดินทาง ตอนนี้หาอะไรทำไปก่อนแล้วกันเนาะ”ขุนเขาบอกพลางเดินไปคว้าไม้กวาดอีกอันที่อยู่มุมห้องขึ้นมากวาดขยะตามร่างบาง โดยทำทีไม่สนใจหญิงสาวอีกไม่ช้าไม่นานเสียงเฮริคอปเตอร์ก็ดังใกล้เข้ามา จนในที่สุด
หลายวันต่อมาสองหนุ่มสาวต่างใช้ชีวิตปกติเหมือนทุกๆวันที่ผ่านมา จะแตกต่างกันคือตอนนี้ขุนเขาได้ย้ายมาอยู่บ้านไม้ยกพื้นสูงหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังเรือนรับรองที่เขาเคยใช้เป็นที่พักอาศัยก่อนหน้าเรือนไม้แห่งนี้เป็นไม้เนื้อแข็งผ่าครึ่งเรียงต่อกันแบบคล้ายบ้านไม้แถบตะวันตกถูกเคลือบเงาจนเห็นลายไม้ชัดเจนหลังคาทำด้วยใบจากสานกันเป็นแผงจัดเรียงกันอย่างปราณีต รอบตัวบ้านมีระเบียงล้อมรอบ มีโต๊ะไม้ไผ่เตี้ยๆกับเบาะรองนั่งวางเข้าชุดกันภายในตัวบ้านถูกประดับด้วยผ้าปักลวดลายของชนเผ่าผืนใหญ่ ตรงกลางโถงของบ้านมีเตาไฟรูปสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่มาก มีกาน้ำถูกวางอยู่บนตะแกรงเหล็ก ควันไฟสีเทาลอยเอื่อยในขณะที่ไฟได้ดับมอดไปหมดแล้วมีเพียงเศษขี้เถ้าที่ยังกรุ่นๆอยู่เท่านั้น ด้านบนเป็นปล่องไฟขนาดเล็กเพื่อใช้ระบายควันม่อนดอยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนพรมขนสัตว์เทียมผืนใหญ่ เท้าศอกนอนเอนพิงหมอนอิงใบโตในมือถือซองจดหมายหลายฉบับที่ถูกส่งมาถึงเธอ หญิงสาวพึ่งได้รับมันมาจากผู้หมวดชัชชายที่เป็นผู้อาสาเข้าไปรับจดหมายจากตู้ ปณ.ในเมืองให้กับเธอทุกๆครั้งที่มีโอกาสเข้าเมืองนั้นเองหญิงสาวไล่เปิดจดหมายแต่ละฉบับ จนมาสะดุดเอากับจดหมายฉบับสุดท
“มีลูก? บ้า!…แฟนก็ยังไม่เคยมี แล้วจะมีลูกได้ยังไง! โอ้ย~ ซี๊ดดด~”ม่อนดอยร้องคราง น้ำตาซึมหางตาด้วยความเจ็บร้าวคำตอบของร่างบางทำเอาขุนเขาสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ร่างสูงผละห่างออกจากร่างเล็กด้วยอาการซวนเซเล็กน้อย อาจจะด้วยฤิทธิ์ของเหล้าต้มผสมปนเปกับคำตอบของหญิงสาวมันทำให้เขามึน จนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หันรีหันขวางจับต้นชนปลายไม่ถูกในขณะที่ม่อนดอยพยุงกายลุกขึ้นนั่งในขณะที่มือบางก็ควานหาผ้าห่มใกล้มือขึ้นมาคลุมปกปิดเรือนร่างอรชรของตนเอง“เมื่อคืนคุณเมา และฉันก็ค่อนข้างเมา…”หญิงสาวเอ่ยอ้อมแอ้ม ในขณะที่ใบหน้านวลก้มงุดๆพยายามเบือนสายตาออกห่างจากร่างสูงที่ยืนนิ่งอวดหุ่นทรมานใจสาว ใบหน้าสาวแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่ได้ขุนเขาได้สติ จึงเดินไปหยิบกางเกงที่เขาสวมใส่เมื่อคืนซึ่งหล่นอยู่ไม่ไกลจากเตียงนอนมากนักขึ้นมาสวม และหันมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงตรงปลายเท้าของร่างบาง“เราต้องคุยกัน คุณม่อน…”ในที่สุดเสียงทุ้มห้าวก็หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักบางราวอิสตรี น้ำเสียงจริงจังดูเป็นการเป็นงานนั้นทำให้ม่อนดอยต้องเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาวาวหวานสบประสานกับดวงตาคมกล้า“คุยกัน…เป็นจริงเป็นจัง…เสียที”ขุนเขานิ่งไปชั่วอึดใจ สา