تسجيل الدخولแต่อีกใจหนึ่งก็อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่า รสชาติมันก็อร่อยดีแฮะ!!! ถึงแม้หน้าตามันจะไม่น่าอภิรมณ์ก็เถอะ!!!
ขุนเขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับร่างบางที่เธอทำราวกับว่าเขาเป็นเด็ก เป็นน้องชายของเธอ แต่ขอโทษนะ…เขาเป็นลูกคนเดียวเธอเป็นพี่สาวเขาไม่ได้หรอก!!!
นี่ก็ผ่านมาสัปดาห์หนึ่งได้แล้ว เขาจะติดต่อกับเออร์วินยังไงดี แบตโทรศัพท์ก็ไม่มี ส่วนการสื่อสารอื่นๆนี่หมดสิทธิ์ ม่อนดอยและชาวบ้านได้พาเขาไปยังที่ๆเครื่องบินตก เพื่อสำรวจและเก็บของบางอย่างที่ยังสามารถใช้งานได้กลับมา หนึ่งในนั้นคือเมมโมรี่ที่ติดอยู่ในกล้องภายในห้องนักบินที่บันทึกเหตุการณ์ต่างๆเอาไว้ในขณะที่เกิดเหตุ ป่านนี้เออร์วินคงจะเป็นห่วงเขาแย่แล้ว
“อาทิวปกติคนที่นี่เขาติดต่อคนข้างล่างในเมืองกันยังไง”
ขุนเขาเอ่ยถามเด็กชายขึ้น ในขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยกันปั้นดินเหนียวกันอยู่ตรงแคร่ใต้ถุนบ้าน
“ก็ใช้โทรศัพท์สิครับลุงขุน”
เด็กชายตอบในขณะที่ก้มหน้าก้มตาใช้มือเล็กๆคลึงดินเหนียวก้อนใหญ่อยู่ไปมา
“อ้าว!! ก็ไหนบอกว่าที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ไง”
ขุนเขาเอ่ยถามอย่างแปลกใจในคำตอบของเด็กชาย
“โธ่! ที่นี่ไม่มีแต่ที่อื่นมีนี่ครับ”
เด็กชายตอบอย่างใสซื่อ เล่นเขาแล้วมั้ยล่ะ!!!
“แล้วที่อื่นนี่มันที่ไหนกัน พาฉันไปหน่อยได้มั้ย รอแม่ของเธอฉันคงต้องติดอยู่บนดอยนี่แหล่ะ ไม่ได้กลับเข้าเมืองแล้ว!”
ขุนเขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาหญิงสาวออกไปทำงานข้างนอกทุกวัน กว่าจะกลับเข้ามาก็เย็นย่ำทุกที และเขาก็ลืมถามเธอไปเสียสนิท ถึงเรื่องที่ต้องติดต่อกับคนของเขา อาจจะด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งความวุ่นวายจากคนและเมืองหลวงซึ่งที่นี่ไม่มี รวมไปถึงคนที่เข้าหาเขาสรรหาแต่ผลประโยชน์ แต่ที่นี่ชาวบ้านทุกคนต่างยิ้มแย้มเป็นกันเอง ทั้งยังแวะเอาของมาเยี่ยมเยียนอย่างไม่เคยขาด
พร้อมทั้งถามสารทุกข์สุขดิบราวกับรู้จักกับเขามาเป็นแรมปี มันทำให้เขาเห็นถึงความแตกต่าง ที่นี่ทำไมเขาถึงรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับว่าได้อยู่กับครอบครัวยังไงยังงั้น
“ลุงขุนไม่ได้ถามนี่ แล้วผมจะรู้มั้ยว่าลุงขุนอยากใช้โทรศัพท์”
เด็กชายยังคงตอบอย่างใสซื่อ
“เออๆฉันผิดเอง พาฉันไปหน่อย ไปเดี๋ยวนี้เลย”
ขุนเขาลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น ดวงตาคมแวววาวเปี่ยมไปด้วยความหวัง เด็กชายลุกขึ้นก่อนจะรีบสาวเท้าออกจากบ้านไปตามติดมาด้วยร่างสูง
เด็กชายทิวใผ่พาเขาเดินลัดเลาะมายังโรงเรือนทางด้านหลังบ้าน เดินหายเข้าไปในห้องเล็กๆด้านในโรงเรือน ก่อนจะเปิดประตูโรงเรือนออก เผยให้เห็นรถกระบะล้อยกสูงจอดอยู่กับรถมอเตอร์ไซด์สี่จังหวะกลางเก่ากลางใหม่อยู่หนึ่งคัน
“มีรถยนต์กับมอไซด์ด้วย”
ขุนเขาพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ไปครับ เดี๋ยวผมพาไป”
เด็กชายพูดในขณะที่เข็นรถออกมา
“จะไหวเหรอ เธอตัวนิดเดียว จะพาฉันไหวมั้ย”
ขุนเขาถามออกไปอย่างชักไม่แน่ใจ อีกอย่างเขาไม่เคยซ้อนรถมอเตอร์ไซด์เสียด้วย เคยขี่แต่บิ๊กไบค์ รถสี่จังหวะแบบนี้เขาขับไม่เป็น ชายหนุ่มลังเล ก่อนจะหันไปมองรถกระบะเก่ากลางใหม่คันนั้น
“เอารถยนต์คันนั้นไปได้มั้ย เดี๋ยวฉันขับเอง น่าจะง่ายกว่าให้ฉันไปกับมอไซด์ที่เธอขับ”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น
“เออ…ผมลืมไป ว่ามีรถยนต์อยู่ ปกติแม่ม่อนใช้ครับ สงสัยวันนี้หมวดชัชมารับ เดี๋ยวผมหากุญแจแป็บๆ”
คำบอกเล่าของเด็กชายทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อย
หมวดชัช?? ใคร??
“นี่ครับ”
เด็กชายเอ่ยทั้งยังส่งกุญแจรถให้กับเขา ชายหนุ่มรับมาก่อนจะสาวเท้ายาวๆยกตัวขึ้นไปบนรถคันสูงอย่างค่อนข้างลำบากเล็กน้อยเพราะบาดแผลบริเวณหัวไหล่ที่ยังคงระบมอยู่เล็กน้อย
“หมวดชัชนี่ใครเหรอ”
ขุนเขาเอ่ยถามเด็กถามเด็กชายอย่างเสียไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเขาถึงอยากรู้ก็ไม่รู้สินะ
“หมวดชัช เป็นครูที่โรงเรียน ตชด.ครับ”
เด็กชายตอบในขณะที่นั่งรถเคียงคู่มากับชายหนุ่ม
“แล้วทำไมไม่เรียกว่าครู ทำไมต้องเรียกหมวด”
เขาถามอย่างแปลกใจ ในขณะที่ใช้มือขวาบังคับพวงมาลัย สายตาจ้องมองไปยังถนนดินแดงที่มีรอยล้อเกวียนเป็นทางลึกบ้างตื้นบ้างตลอดทั้งเส้นทางท่ามกลางต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นรกเรื้อตลอดสองข้างทาง
“หมวดชัชบอกว่า ฟังดูเท่กว่าเรียกครูครับ”
เด็กชายตอบอย่างใสซื่อ พลางบอกให้ชายหนุ่มเลี้ยวไปตามทางเล็กๆลักษณะคล้ายทางคนเดินเสียมากกว่าทางรถวิ่ง
“อีกไกลมั้ย”
ขุนเขาถามเมื่อรถแล่นตามทางตามสันดอยบ้างขึ้นเขา บ้างลงหุบ เป็นการยากมากที่เขาจะประคับประคองรถไปตามทางทั้งต้องประคองพวงมาลัยด้วยมือข้างที่ไม่ถนัดและหนทางที่ไม่คุ้นชินทั้งยังยากลำบาก เขาจึงจำเป็นต้องค่อยๆไต่คลานไปเสียส่วนใหญ่ นี่ก็ขับมาเกือบๆจะสี่สิบนาทีเข้าไปแล้ว เขายังมองไม่เห็นอะไรที่เป็นจุดเด่นที่ว่าจะมีสัญญาณโทรศัพท์หรือแม้แต่ที่ๆมีโทรศัพท์ได้เลย
“พ้นเนินนี่ไปก็ถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้วครับ”
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
"คุณ..นี่มันก็ผ่านมาจะสองอาทิตย์แล้วนะ เมื่อไหร่เราจะได้เป็นผัวเมียกันจริงๆเสียทีอ่ะ"ขุนเขาเอ่ยขึ้นพลางขยับเข้าหาหญิงสาวที่นอนเล่นอ่านหนังสืออยู่บนพรมผืนใหญ่ ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเตาผิงมากนัก อากาศข้างนอกเริ่มหนาวยิ่งกลางคืนแบบนี้ยิ่งหนาวสะท้าน ถ้าไม่มีเตาผิงตั้งอยู่กลางบ้านแบบนี้ มันคือภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ กลางคืนอากาศหนาวแต่ละครัวเรือนจะนำฝูกที่นอนมานอนเรียงรายกันรอบเตาสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ตรงกลางบ้าน พอตอนเช้าก็เก็บที่นอนให้เรียบร้อย เอากาน้ำร้อนมาต้ม ดื่มชาร้อนๆ บ้านไหนมีเด็กน้อยก็จะเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนแผ่ออกเอามาย่างกลายเป็นข้าวจี่กินร้อนๆ พอได้อิ่มท้อง"สองอาทิตย์ที่ไหนกันอ่ะคุณ ฉันว่าฉันพึ่งตัดไหมให้คุณไปเมื่อวันก่อนเองนะ แผลยังไม่หายดีหรอก เป็นเดือนนู้นกว่าจะหายสนิทอ่ะ"ม่อนดอยพยายามเฉไฉทำทีนอนคว่ำอ่านหนังสือต่อ พลางกระเถิบถอยหนีร่างสูงที่บัดนีัเข้ามานอนเบียดจนหญิงสาวได้กลิ่นครีมอาบน้ำอ่อนๆที่โชยเข้าจมูกทำให้ใจดวงน้อยเต้นตึกตักเหมือนจะหลุดออกมาจากอก"อุ้ย! คุณขุน ปล่อยนะ จะเอาหนังสือฉันไป
"คุณม่อน จะเอาออกจริงๆ เหรอ"ขุนเขาสบตาร่างบางละห้อย น้ำเสียงเหมือนคนที่ไร้เรี้ยวแรง ท้อแท้และหมดหวังสุดๆ"คุณจะเก็บไว้ก็ได้นะ แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอมมีอะไรด้วย เด็ดขาด!"ม่อนดอยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดพร้อมกับสวมถุงมือสำหรับใช้ทางการแพทย์พร้อมกับดีดเสียงดังเพี๊ยะ! ๆ เหมือนราวกับว่ากำลังข่มขวัญชายหนุ่มอยู่ในที แต่จริงๆแล้วดึงให้มันกระชับแนบกับมือเล็กเรียวเท่านั้นเองแต่เสียงนั้นและน้ำเสียงข่มขู่ของหญิงสาว กลับทำให้ขุนเขาขนลุกซู่ขุนเขายันตัวลุกขึ้นมองหญิงสาวอย่างหวาดๆ ในขณะที่ม่อนดอย เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ข้างชายหนุ่มซึ่งอยู่ห่างออกไปเล็กน้อยค่อนไปด้านล่างตรงจุดยุทธศาสตร์ที่หญิงสาวต้องจัดการทันที โดยมีฉากผ้าสีเขียวกั้นไว้ช่วงระหว่างเอว เพื่อปิดไม่ให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้เห็นสิ่งที่หมอกระทำหัถการนั้นเองขุนเขาหลับตาปี๋เมื่อรับรู้ถึงเข็มที่แทงเข้าตรงส่วนสงวน รู้สึกปวดหนึบเมื่อเข็มปลายเล็กแหลมทิ่มแทงและรู้สึกเจ็บลึกเมื่อหญิงสาวดันสลิ้งบรรจุยาเริ่มเข้าสู่ลำลิงค์ใหญ่ที่บัดนี้อ่อนระทวยหมดเรี่ยวแรงเหมือนดั
ขุนเขาตะโกนออกมาอย่างลิงโลด พร้อมทั้งโอบรัดร่างเล็กบางนั้นแน่น"เรารักกันแล้ว งั้นกลับเข้าไปต่อจากเมื่อกี้กันดีกว่านะ ผมอยากมีลูกหลายๆคน จะได้ไม่เหงา"ชายหนุ่มทำท่าจะอุ้มร่างบางเข้าไปข้างในที่พักที่ทั้งสองพึ่งออกมาไม่นาน แต่ม่อนดอยขืนตัวไว้ไม่ยอมให้ร่างสูงอุ้มแต่โดยดี ทั้งยังดันร่างสูงออกห่าง"ฉันบอกแล้วไงคะว่า ถ้าคุณไม่เอาแอสแซสรอรี่ หรือเครื่องประดับที่คุณฝังอยู่ออก ฉันไม่มีวันยอมมีอะไรกับคุณแน่"ม่อนดอยบอกเสียงแข็ง นั้นทำเอาขุนเขาชะงักงัน ก่อนจะทำหน้าสลด มองหญิงสาวด้วยสายตาวิงวอนสุดฤิทธิ์"ม่อนอ่ะ...ทำไมใจร้าย...ลองก่อนไม่ได้เหรอ ลองใช้ดูก่อนถ้าไม่ชอบค่อยเอาออก นะ..."ร่างสูงโอดครวญ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแอบวางยาสลบ แล้วเอามันออกให้เอง หึหึ"หญิงสาวหัวเราะหึหึออกมาอย่างหมายมาด ขุนเขาหลุบตามองเป้ากางเกงของตนเองอย่างหมดอาลัยตายอยาก สงสัยงานนี้คงต้องบอกลาเจ้ามุกเก้าเม็ดนี่จริงๆเสียแล้ว เพื่อเมียอันเป็นที่รัก เอาว่ะ ถึงจ
คำตอบที่ค่อนข้างยียวนนั้นกวนประสาทของเขาได้ไม่เบาเลยขุนเขาถอนหายใจ พยายามใจเย็นให้ได้มากที่สุด"คุณม่อน คุณเป็นเมียผมนะ เมียไม่รอผัวออกจากโรงพยาบาลนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ""ฮึ! คุณก็ให้คนที่เป็นเมียคุณจริงๆ รอสิ ฉันไม่ใช่เมียคุณจริงๆซะหน่อย มันก็แค่ละครที่คุณสร้างมันขึ้นมา ฉันไม่โทษคุณหรอกนะ ผิดที่ฉันโง่เองต่างหากที่รู้ไม่เท่าทันคุณ เป็นหมากตัวหนึ่งให้คุณหลอกใช้มาตลอด"ท้ายประโยคมีแววสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด"คุณพูดเรื่องอะไรน่ะม่อน ใครหลอกใช้ใคร นี่ผมงงไปหมดแล้ว"ขุนเขาเอ่ย พลางเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาว ก่อนจะจับร่างบางให้หันหน้ามาคุยกัน จ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส"คุณไง คุณหลอกใช้ฉันมาตลอด หลอกให้ฉันแต่งงานด้วยเพราะต้องการที่จะแก้แค้นอาของคุณกับคุณพิซซิล่า"ในที่สุดม่อนดอยก็พูดในสิ่งที่ได้ยินมาและมันอัดอั้นอยู่ในใจตลอดระยะเวลาสามสี่อาทิตย์ที่ผ่านมา"แก้แค้น? ผมนี่นะ! คุณ
ไม่พูดเปล่าร่างสูงที่ยังคงอุ้มร่างบางไว้ใช้เท้าดีดประตูให้ปิดลงโดยไม่สนใจคุณหมอผู้กองหนุ่มที่ยังคงยืนอ้าปากค้าง ก้าวเท้าออกห่างประตูแทบไม่ทันเกือบโดนประตูที่ปิดลงกระทันหันนั้นกระแทกเข้าหน้า พลางทำท่าจะตะโกนถามออกไปอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนาของใครคนหนึ่งมาดึงมือของเขาให้เดินออกมาไกลจากประตู"ปล่อยเขาสองคนไว้เถอะครับ ยังไงเราก็คนนอก ให้เวลาเขาหน่อย ผู้กองไปชิมน้ำหมักชาวดอยกับผมดีกว่า พรุ่งนี้เราก็ต้องกลับค่ายกันแล้ว ผู้ใหญ่กับพวกชาวบ้านเค้าจัดสำรับ เปิดไหรอพวกเราอยู่ที่ศาลาหมู่บ้านแล้วครับ"หมวดชัชชายเอ่ย พลางถือวิสาสะตบบ่าคุณหมอผู้กองหนุ่มเบาๆ"ว่าแต่จะไม่เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นนะครับ ผมเป็นห่วงคุณม่อนจังเลยครับหมวด"ผู้กองคีรินทร์ยังมิวายที่จะหันไปมองบ้านพักที่ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้"โอ้ย! ไม่เกิดอะไรร้ายแรงหรอกครับ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นผัวเมียกัน อาจจะมีปัญหากันบ้างระหองระแหงตามประสาลิ้นกับฟัน ต้องให้โอกาสเขาปรับความเข้าใจกันเสียหน่อย ขี้คร้านพรุ่งนี้
ด้วยอารมณ์โทสะที่พุ่งขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่ม ชายหนุ่มกดริมฝีปากหยักได้รูปลงบนเรียวปากอิ่มเล็กนั้นจนเกือบเป็นกระแทก ทั้งยังบดเบียดแผงอกกว้างเข้ากับหน้าอกหยุ่นๆที่มีเพียงผ้ากระโจมอกเปียกชื้นกั้นกลาง มือแข็งสอดประคองลำคอเรียวเล็กจับตรึงไม่ให้หญิงสาวได้มีโอกาสเบือนหน้าหนีจุมพิศอันเร่าร้อนไปด้วยแรงโทสะอีกมือข้างที่ว่างขยี้ขยำประทุมถันก้อนกลมทั้งยังดึงรั้งผ้าถุงเปียกชื้นนั้นออกเพื่อสัมผัสกับเนื้อแท้ของสองเต้าที่เด้งสู้มือ บี้บดขยี้เม็ดติ่งสีชมพูชูชันม่อนดอยเบิกตากว้าง เกิดอาการไหววูบ เมื่อริมฝีปากร้อนๆ กดกระแทกจุมพิตกับริมฝีปากบาง ปลายลิ้นนุ่ม ชอนไชเข้าไปในโพรงปาก เกี่ยวกระหวัดกับปลายลิ้นร้อนของเธอเบาๆ ก่อนจะดูดกลืนตวัดลิ้นร้อนรัวไล้ทั่วปลายลิ้นของเธออีก ส่งให้กระแสความวาบหวามแล่นพล่านจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว จูบครั้งนี้ไม่เหมือนกับจูบครั้งก่อนเมื่อนานมาแล้ว จูบของเขาคราวนี้ราวกับจะสูบวิญญาณออกไปจากตัวเธอขุนเขายังคงไล้ริมฝีปากของเขาไปตามใบหน้านวล เลื่อนต่ำลง พรมจูบไปทั่วลำคอเรียวระหง ขบเม้มจนเธอขนลุกเกรียว ม่อนดอยแทบลืมหายใจเมื่อใบหน้าของขุนเ







