ฉากจบแบบรุ่งอรุณหลังวันสิ้นโลกของ 'The Last of Us' ในหัวผมกลายเป็นภาพของการตื่นขึ้นด้วยแผลเก่า ๆ ที่ยังไม่หาย แต่พร้อมจะดูแลคนข้างกายมากขึ้นกว่าเดิม ฉันไม่ใช่คนใจอ่อน แต่การเห็นตัวละครหลักยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบหลังคืนอันยาวนานทำให้เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากการสู้เพื่ออยู่รอดเท่านั้น มันคือการเรียนรู้จะวางใจและยอมรับความเปราะบางของตัวเองด้วย การที่เขาเลือกเดินต่อไปกับคนที่เขารัก แม้โลกจะไม่สมบูรณ์ มันสอนให้ฉันเห็นว่าการฟื้นฟูหัวใจต้องใช้เวลาและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ถ้าพูดถึงซีรีส์แนวหลังวันสิ้นโลกที่ชอบล่ะก็ ต้องยกให้ 'The Last of Us' ที่สร้างจากเกมสุดคลาสสิก แม้จะออกอากาศเพียงแค่ 1 สารคติ แต่ความเข้มข้นในแต่ละตอนทำเอาคนดูอย่างเราติดงอมแงม
แม้จะไม่ใช่ซีรีส์ที่ยาวที่สุด แต่ทุกตอนของ 'The Last of Us' กลับมีความหมายในตัวเอง บางตอนอาจจะดูช้าไปสักหน่อยสำหรับคนที่ชอบแอ็กชัน แต่สำหรับคนที่ชอบความลึกซึ้งทางจิตวิทยาและพัฒนาการของตัวละคร รับรองว่าคุ้มค่าแก่การติดตามทุกวินาที
หนึ่งในเพลงที่หลายคนน่าจะคุ้นคือ 'The Last of Us' จากเกมในชื่อเดียวกัน ซึ่งแม้จะไม่ใช่เพลงจากอนิเมะ แต่ก็มีโทนคล้ายกัน ใช้เสียงกีตาร์เศร้าๆ ประกอบกับเมโลดี้ที่ฟังแล้วรู้สึกอ้างว้าง ส่วนในอนิเมะ 'Girls' Last Tour' มีเพลง 'More One Night' ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทางสุดท้ายของตัวละคร ฟังแล้วอบอุ่นแต่ก็เจ็บปวดในเวลาเดียวกัน
เพลงแนวนี้มักเน้นที่การสื่ออารมณ์มากกว่าจะมีเนื้อร้อง ใช้เครื่องดนreland minimal อย่าง piano หรือ strings เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับโลกหลังหายนะจริงๆ