Masukเขาไม่เคยรัก เธอเองก็เหนื่อยจะรั้ง หากการเป็นกำลังใจให้กันมันยาก งั้นก็แยกกันอยู่ไปเลยจะดีซะกว่า
Lihat lebih banyakประมาณ 6-7 ปีที่แล้วก่อนเวลาปัจจุบัน
“ยอดขายประกันภัยของเราสูงขึ้นกว่าปีก่อนเป็นเท่าตัว ผมประทับใจมากครับคุณนิพา”
ไตรรัตน์ผู้บริหารหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมเมื่อเห็นตัวเลขรายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นอย่างน่าพอใจ
“ต้องยกความดีความชอบให้เด็กใหม่ของเราค่ะคุณไตร”
นิพา หัวหน้าฝ่ายขายและดูแลลูกค้าตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้าง เธอภูมิใจในเด็กปั้นคนนี้มากที่สุด จะว่าปั้นก็ไม่ได้สิ ต้องพูดว่าเด็กมันมีของ เก่งโดยไม่ต้องสอน ทั้งน่ารักนิสัยดีแล้วยังทำงานเก่ง แบบนี้โชคดีเห็นๆ
“เด็กใหม่?”
ไตรรัตน์เลิกคิ้วขึ้นถามอย่างสนใจ เขารู้ว่าต้นปีที่ผ่านมามีการรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงานประมาณสองสามคน มีทั้งคนที่มีประสบการณ์และเด็กจบใหม่แล้วเด็กใหม่ที่นิพาหมายถึงคือคนไหนกัน
“น้องมินตราค่ะ” นิพาภูมิใจนำเสนอชื่อลูกน้องในทีมของตัวเองให้เจ้าของบริษัทได้รู้ ว่าคนที่สร้างผลงานได้สุดแสนประทับใจคือใคร
“มินตรา ใช่เด็กที่พึ่งเรียนจบหรือเปล่าครับ”
“ใช่ค่ะคุณไตร น้องมินทั้งสวยทั้งเก่ง ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อนเลยนะคะ แต่กลับทำงานได้คล่องแคล่ว เชียร์ขายก็เก่ง ขยันสุด ๆ นิพาให้น้องมินช่วยอะไรน้องก็ยินดีช่วย ไม่มีอิดออดเลยค่ะคุณไตร” จะว่าดันน้องใหม่ก็ได้เพราะนิพาตั้งใจทำแบบนั้นจริง ๆ ที่เธอพูดก็ไม่ได้มีอะไรเกินจริงเลยแม้แต่น้อยดูจากหลักฐานที่เป็นยอดขายของทีมเธอก็ได้ ‘มินตราของเจ้เก่งที่สุด’
“ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจครับ”
ไตรรัตน์เป็นเจ้าของบริษัทย่อมยินดีที่ได้รู้ว่าบริษัทที่เขาทุ่มเทสร้างขึ้นมาได้มีพนักงานเก่ง ๆ มาร่วมงานแถมยังเป็นคนขยันอีก ใครมันจะไม่ดีใจบ้างละ บริษัทจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงินลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีและที่สำคัญกำลังคนที่ดีด้วยถ้ามีทั้งสองอย่างนี้ไตรรัตน์มั่นใจว่าบริษัทของเขาจะต้องประสบความสำเร็จและเติบโตขึ้นในทุก ๆ ปีแน่ ความฝันที่จะได้เป็นบริษัทประกันภัยชั้นนำอยู่ไม่ไกลเกินฝันแล้ว
“อุ๊ย! พูดถึงก็เดินมาทางนี้พอดีเลยค่ะคุณไตร”
“น้องมินจ๊ะ น้องมิน” นิพาไม่ปล่อยให้จังหวะที่ดีนี้หลุดมือไป เมื่อเธอเห็นมินตรากำลังเดินตรงมาทางนี้พอดีจึงรีบเรียกให้น้องเล็กในทีมเข้ามาหา จุดประสงค์ก็คืออยากให้ไตรรัตน์รู้จักมินตราไว้เพื่อผลดีต่อการโปรโมทพนักงานในปีถัดไป นิพาอยากดันน้องจะพูดแบบนั้นก็ได้
‘เป็นน้องคนนี้สินะ’ ไตรรัตน์พอจะรู้ว่ามินตราคือเด็กจบใหม่ที่เข้ามาทำงานในบริษัทของเขาได้ไม่นานเหมือนเธอพึ่งจะผ่านโปรไปเมื่อเดือนหรือสองเดือนที่แล้วนี่เอง และที่เขาคุ้น ๆ เพราะจำได้ว่าพนักงานที่เขามาใหม่มีมินตราคนเดียวที่เป็นผู้หญิง
นั่นคือสิ่งที่ไตรรัตน์จำได้แบบคร่าว ๆ และก็ยอมรับว่าเขาจำใบหน้าที่ชัดเจนของมินตราไม่ได้เพราะเคยเห็นแต่ในรูปติดเอกสารสมัครงาน วันที่รับมินตราเข้าทำงานเขาก็มอบหน้าที่นี้ให้นิพาเป็นคนจัดการทั้งหมด หากหัวหน้าทีมเลือกแล้วเขาก็เชื่อใจตามนั้น
“คะ พี่นิพา” หญิงสาวในเรือนร่างอรชรเดินอย่างนอบน้อมเข้ามาใกล้ทั้งสองคนมากขึ้น
“คนนี้ไงคะคุณไตร น้องมินที่นิพาพึ่งพูดถึง” นิพาจับแขนของมินตราไว้แล้วดึงให้เข้ามายืนใกล้กันมากขึ้น
“สวัสดีค่ะ คุณไตรรัตน์”
มินตรายกสองมือขึ้นมาพนมไหว้เจ้าของบริษัท อาการประหม่าออกชัดจนไตรรัตน์สังเกตได้ มันน่าแปลกนะที่คนทำงานกระฉับกระเฉงไม่เขินอายตอนขายงานให้ลูกค้าแต่กลับมาทำตัวเกร็งต่อหน้าเจ้านายตัวเอง
“นิพาเล่าให้ผมฟังว่า คุณเป็นคนทำยอดตัวตึงของทีม”
“มะ ไม่ใช่มินคนเดียวหรอกค่ะ ที่ทีมมียอดขายสูงขึ้นก็เป็นเพราะพี่ ๆ ทุกคนทำงานกันเป็นทีมเวิร์คและทุกคนเก่งมากเลยค่ะ” มินตรารีบตอบออกไปเพราะเธอไม่อยากให้คุณเจ้าของบริษัทเข้าใจว่าทั้งหมดที่ได้มาเป็นเพราะเธอคนเดียวและที่พูดก็เป็นความจริง
การที่เธอทำยอดให้ทีมได้สูงกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาก็เพราะได้คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่อยู่กันมาก่อน เธอยังเป็นเด็กใหม่ไฟยังแรงก็เลยต้องขยันมากกว่าพี่ ๆ เป็นสองเท่า อยากทำงานเก่งก็ต้องขวนขวายอยู่เสมอ
‘สวย เก่ง และถ่อมตัว’ ทั้งหมดที่คิดอยู่ในหัวของไตรรัตน์ในขณะที่ยืนคุยกับมินตรา เขาไม่ปฏิเสธว่ารู้สึกสนใจในตัวพนักงานคนนี้และอยากผลักดันให้เด็กที่กำลังมีไฟเติบโตในอาชีพที่ทำอยู่ สิ่งที่คิดคือความหวังดี
และความหวังดีนี้เองได้ก่อเกิดความสัมพันธ์ระหว่างไตรรัตน์และมินตราขึ้น จากพนักงานในบริษัทเลื่อนขั้นมาเป็นคนคุย ความน่ารักและมองโลกในแง่ดีของมินตราทำให้ไตรรัตน์อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ความคิดอย่างมีแบบแผนและการทำงานเก่งของมินตราคือความตื่นเต้นและหน้าค้นหาสำหรับไตรรัตน์
เขาให้สถานะคนคุยกับเธอแต่ไม่เคยเอ่ยปากบอกว่าเป็นแฟน ทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้งแต่มินตราไม่เคยได้ยินคำว่ารักออกมาจากปากของเขา ที่ผ่านมาเธอคิดเสมอว่าเรามีหัวใจที่ตรงกันเพียงแค่นิสัยของไตรรัตน์เป็นคนไม่พูดหวานเลี่ยน ไม่ชอบทำอะไรที่โรแมนติกเขาเป็นคนตรง ๆ ชอบคือชอบไม่ชอบก็จะบอก
แต่แล้ววันที่เธอได้รู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วเขาไม่ได้รักเธอเหมือนที่เธอรักเขาก็คือวันที่มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในท้องของเธอ วันที่มินตราพบว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์
“ในเมื่อพี่ทำมินท้อง นั่นก็แปลว่าเด็กในท้องของมินเป็นลูกของพี่เหมือนกัน พี่ก็จะรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับมิน” ไตรรัตน์พูดออกมาด้วยเสียงราบเรียบขณะมองใบรับรองแพทย์ที่มินตราตั้งใจนำมาเซอร์ไพรส์เขา
“พี่ไตรไม่ดีใจเลยเหรอคะ เรากำลังจะมีลูกด้วยกันนะคะ” ในวินาทีที่ส่งใบรับรองแพทย์ให้ผู้ชายที่เธอรักสุดหัวใจ แต่เขากลับไม่มีสีหน้าของความดีใจหรือตกใจออกมาเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างยังคงนิ่งราวกับว่าเรื่องที่เธอบอกไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร มินตราคิดว่าเธออาจจะคาดหวังมากเกินไปที่จะได้เห็นใบหน้าตื่นเต้นดีใจจากเขาและก็คงใช่...เธอคาดหวังมากไปจริงๆ
“ไม่รู้สิ พี่ก็ไม่รู้ว่าพี่ควรจะดีใจหรือเปล่า” เสียงถอนหายใจดังตามมาหลังจากพูดประโยคนั้นจบ
“พี่ไม่พร้อมที่จะมีครอบครัวตอนนี้มิน” ไตรรัตน์ยอมรับออกมาตามตรง เขาไม่อยากพูดอะไรที่เป็นการขายฝันให้มินตรา เขารู้ว่าเธอกำลังดีใจที่จะมีลูกกับเขาแต่ภาพครอบครัวไม่เคยอยู่ในหัวของไตรรัตน์เลย
“ตะ แต่เราคบกันมาสักพักแล้วนะคะ”
“ก็ใช่ เราแค่คบ ๆ กันและพี่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้ขึ้น เอาเถอะ มินไม่ต้องคิดมากนะ ยังไงพี่ก็จะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับมิน”
การแต่งงานที่เกิดจากความรับผิดชอบไร้ซึ่งความต้องการของหัวใจ ในตอนนั้นเธอรักเขาจนตามืดบอดแยกไม่ออกว่าเขาแต่งเพราะแค่ตัดปัญหา ไม่ได้แต่งเพราะรักเธอ กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป กว่าหัวใจจะกระจ่างเธอก็ต้องอดทนประคองคำว่าครอบครัวไว้เพื่อลูก
หนึ่งปีต่อมา“สวยครับลูก สวยมาก” คำชมที่ออกมาจากปากของไตรรัตน์ไม่หยุดเพราะลูกและเมียของเขาสวยจริง ๆ และวันนี้ต้องชมตังเมเป็นพิเศษสักหน่อย เนื่องในโอกาสลูกสาวของเขาเรียนจบอนุบาล 3 แล้ว ตังเมตื่นเต้นมาก ๆ ที่ตัวเองได้ใส่ชุดบัณฑิตน้อย“พ่อไตรขา ตังเมอยากถ่ายรูปรวมค่ะ” เห็นคนอื่นได้ถ่ายรวมกับพ่อแม่ ตังเมเลยอยากจะถ่ายรวมบ้างและเรื่องนี้ไตรรัตน์กับมินตราก็ต้องการเหมือนกัน ก็แหม ลูกสาวของเราไม่ได้จะเรียนจบอนุบาล 3 บ่อย ๆ นี่นา เรื่องน่ายินดีแบบนี้ก็ต้องเก็บภาพความทรงจำเอาไว้และรูปนี้จะต้องได้ติดอยู่บนฝาผนังบ้านด้วย“มา ๆ เดี๋ยวป้าหวีคนนี้จะถ่ายรูปให้เอง” คุณฉวีคุณป้าบ้านตรงข้ามที่ไตรรัตน์ไหว้วานให้คอยดูแลมินตราและตังเม วันนี้ไตรรัตน์เลยถือโอกาสชวนคุณฉวีมาร่วมแสดงความยินดีกับลูกสาวของเขาด้วย“ป้าละเสียดายที่งานนี้จัดเร็วไปหน่อย ถ้าเลื่อนไปอีกสักสามเดือนได้คงจะดี เจ้าตัวน้อยในท้องหนูมินจะได้ออกมาถ่ายรูปรวมด้วยกัน” คุณฉวีแอบบ่นขณะที่ช่วยกดถ่ายภาพครอบครัวน่ารัก ๆ ให้ตังเม“มินก็เสียดายค่ะ” มินตรายกมือขึ้นมาลูบที่ท้องของตัวเองโดยมีมือของไตรรัตน์มาประกบทับด้านบน ทั้งสองมองไปยังท้องกลมโตที่ในนั้นมี
“ตังเมอายุเท่าไหร่ลูก” โทนเสียงที่แจ่มชัดขึ้น เมื่อได้เห็นหน้าหลานใกล้ ๆ และได้คุยกับหลานทำให้หัวใจของไตรภพกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากนี่จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิต เขาก็พร้อมแล้วที่จะจากไป“ตังเมอายุ 4 ขวบค่ะ” ภูมิใจกับอายุของตัวเองมากเพราะนี่เป็นการบอกว่าตังเมโตขึ้นแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก 3 ขวบแล้วค่ะ“คุณปู่อายุเท่าไหร่คะ”โถลูก ทั้งมินตราและไตรรัตน์ต่างพากันฉีกยิ้มออกกว้างเพราะเอ็นดูคำถามของลูกสาว ดูสิ มีถามปู่กลับด้วยนะว่าอายุเท่าไหร่ แล้วปู่จะจำได้ไหมนะ“ปู่ จำไม่ได้แล้วลูก” หากจำได้ก็เก่งแล้ว ล่าสุดที่ไตรภพรู้คือเขาอายุ 60 ปี แต่ก็ไม่รู้ว่าอายุ 60 มากี่ปีแล้วเรื่องนี้คงต้องถามยอดคนที่ดูแลเขาทุกวัน“คุณปู่ต้องอายุเยอะมาก ๆ แน่เลยค่ะ” เป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้องมาก ก็นะ ปู่ต้องอายุมากกว่าตัวเองอยู่แล้วแหละตังเม“ตังเมชอบบ้านหลังนี้ไหม”คนเป็นปู่ที่โดนหลานสาวตกเข้าให้ ตอนนี้อยากยกทุกอย่างให้ตังเมทั้งหมด เสียดายนะที่ไม่มีเวลาเหลือให้เขาได้เฝ้าดูตังเมเติบโต แต่แค่วันนี้ก็มากพอแล้ว ขอบคุณไตรรัตน์ที่ยังมีเมตตาให้พ่อคนนี้บ้าง ขอบคุณที่พาหลานมาพบเขา“อืม...” ต้องขอเวลาคิดสักหน่อย“ถ้ามีพ่อไตรกั
“เราจะผ่านช่วงเวลานั้นไปด้วยกันค่ะพี่ไตร เราทั้งสามคน” ความน่ารักของเธอทำให้ไตรรัตน์อดไม่ได้ที่จะดึงร่างบางเข้ามากอด เขากอดเธอแนบแน่นซุกใบหน้าเข้าหากลุ่มผมนุ่มหอม ช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เธอเป็นเมีย“พี่รักมินนะ ขอบคุณที่อยู่กับพี่เสมอ”บ้านไตรภพเสียงเปียโนที่ถูกอัดเป็นไฟล์คลิปเสียงในสมัยที่ครั้งหนึ่งเจ้าของบ้านอย่างไตรภพมักจะชอบเล่นเปียโนยามที่เขาว่าง เล่นเพื่อความผ่อนคลายและพักสมองจากการเล่นการเมือง ทุกเพลงที่เขาเล่นได้ถูกสั่งให้พ่อบ้านบันทึกเสียงเก็บเอาไว้เพื่อใช้เปิดในช่วงเวลาที่คฤหาสน์หลังนี้เงียบเหงาและคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้เปิดใช้บ่อยมากกว่าที่คิดไตรรัตน์มองภาพถ่ายคฤหาสน์หลังใหญ่โต ซึ่งก็เป็นหลังที่เขากำลังยืนอยู่ข้างเตียงเจ้าของบ้านอยู่ตอนนี้ ในใจก็คิดนะ ว่าผู้ป่วยบนเตียงหรูหรานอนมองภาพนี้ทั้งวันไปเพื่ออะไร หรือว่าภาพนี้คือความภูมิใจที่สุดในชีวิต ก็อาจจะเป็นอย่างนั้นเพราะมันคือหลักฐานแสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยและการมีอำนาจของไตรภพทว่า ไตรรัตน์มองว่ามันคือภาพตลกร้ายเสียมากกว่า แทนที่จะมีความสุขไฉนเลยถึงเห็นแต่คนนอนอมทุกข์แสนเดียวดายไร้ลูกหลานที่เขารักนักหนามาดูแล“คุณปู่” เสียง
“เขาเป็นอะไรครับ” ไตรรัตน์เริ่มถาม ครั้งสุดท้ายที่เขารู้เกี่ยวกับชีวิตผู้ชายคนนั้นคือตอนที่ไตรภพประกาศลาออกจากตำแหน่งในพรรคการเมือง เหมือนจะให้เหตุผลว่าต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบที่บ้าน หึ สงสัยจะไม่ใช้การเกษียณที่เต็มใจคงเป็นเพราะความจำเป็นเสียมากกว่า“นายท่านป่วยครับ ตรวจพบเนื้องอกในสมอง ด้วยขนาดที่ใหญ่เท่าลูกกอล์ฟทีมแพทย์เกรงว่านายท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็พากันยื้อไว้จนสุดความสามารถแล้วครับ” ความโศกเศร้าสะท้อนผ่านดวงตาทั้งสองข้างของยอด ชายคนนี้คงเป็นคนที่บิดาของไตรรัตน์ไว้ใจมากและได้อยู่ใกล้ชิดมากแน่ ไม่งั้นคงไม่มีความผูกพันจนคนนอกอย่างมินตราสัมผัสได้ขนาดนี้“นายท่านมีเรื่องอยากพูดกับคุณไตรรัตน์จริง ๆ นะครับ” ครั้งนี้ยอดแทบจะไหว้ขอร้องไตรรัตน์อยู่แล้วเพราะกลัวบุตรชายของเจ้านายจะรั้นไม่ยอมไป“เอาเป็นว่าผมรับทราบเรื่องที่คุณมาแจ้งแล้วครับ ขอบคุณมาก ส่วนเรื่องที่เขาอยากให้ผมไปพบนั้น ขอไม่รับปากนะครับ ผมของพิจารณาก่อน”“แต่คุณไตรรัตน์ครับ นายท่านอยากพบคุณมากจริง ๆ นะครับ ถือว่าเห็นแก่...”“ก็เห็นแก่เขาอยู่นี่ไงครับ ผมถึงได้ยังใจเย็นยอมรับฟังเรื่อ





