อีกเรื่องที่แอบสุดยอดคือ 'The Fall' งานภาพของหนังเรื่องนี้สวยจนอยากหยิบป๊อปคอร์นแล้วนั่งมองฉากเดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉากเล่าเรื่องผ่านสายตาของตัวละครเล่าให้ฉันฟังว่าการเดินทางในจินตนาการมีพลังมากกว่าที่คิด บทหนังกลับเป็นเสน่ห์อีกแบบหนึ่งที่ผสมความเป็นนิทาน คลาสสิก และความเจ็บปวดของตัวละครจริงจัง
ปิดท้ายด้วย 'The City of Lost Children' และ 'The Secret of Kells' สองเรื่องนี้คนละโทนแต่ต่างมีความเป็นงานศิลป์สูงสุด เรื่องแรกมืดมนและซ่อนรายละเอียดเล็กๆ ไว้ให้ค้นหา ขณะที่เรื่องหลังเป็นแอนิเมชันที่วาดด้วยสไตล์ไอริชโบราณ สีและลายเส้นทำให้ฉากเทพนิยายดูอบอุ่น ทั้งสองเรื่องทำให้ฉันคิดว่าความแฟนตาซีไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ตระการตาเสมอไป มันอาจเป็นการเย็บเรื่องราวจินตนาการเข้ากับความเป็นมนุษย์อย่างละเมียดละไม และนั่นแหละคือสิ่งที่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวหลังปิดเครดิต