พูดถึง 'ตี๋เหรินเจี๋ย' แล้วต้องบอกเลยว่าโลกของเรื่องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคแรกเท่านั้น แฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่มีพื้นฐานจากตำนานขุนนางนักสืบสมัยถังมีทั้งภาคต่อและสปินออฟที่น่าสนใจหลายชิ้น โดยเฉพาะแฟนที่ชอบความผสมผสานระหว่างปริศนา แอ็คชัน และฉากแฟนตาซีแบบฉากใหญ่ ในเชิงภาพยนตร์มีผลงานที่เด่น ๆ เช่น 'Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame' (ซึ่งมักถูกนับเป็นภาคเปิด) ต่อด้วยงานที่เป็นพรีเควลและภาคต่ออย่าง 'Young Detective Dee: Rise of the Sea Dragon' และภาคต่อที่มาในรูปแบบของบทใหม่อีกชิ้นคือ 'Detective Dee: The Four Heavenly Kings' ทั้งสามเรื่องให้โทนและมุมมองที่ต่างกัน แม้โครงเรื่องจะอิงตัวละครเดียวกัน แต่เนื้อหาและสไตล์การเล่าเรื่องทำให้รู้สึกเหมือนได้สำรวจจักรวาลเดียวกันจากมุมต่าง ๆ
แฟนหนังจีนโบราณคนหนึ่งบอกเลยว่าบทตี๋เหรินเจี๋ยในเวอร์ชันภาพยนตร์ที่คนพูดถึงกันมากที่สุดคือเวอร์ชันของ 'Detective Dee and the Mystery of the Phantom Flame' ซึ่งรับบทโดย Andy Lau (ลาว เต็กหวา) ที่แสดงให้เห็นภาพลักษณ์ของขุนนางสืบสวนผู้มีความเฉียบคมและสง่างาม
ผมชอบวิธีที่ Andy Lau เติมมิติให้ตัวละคร โดยไม่ใช่แค่เก่งสืบ แต่มีความเป็นผู้นำและความลึกลับบางอย่างที่ทำให้ตัวละครดูหนักแน่นบนจอ เขารับบทในภาพยนตร์ของผู้กำกับซุ่ยฮัคที่จัดเต็มงานสร้าง ฉากแอ็กชันกับการเปิดปมต่าง ๆ ทำให้เวอร์ชันนี้โดดเด่นและกลายเป็นภาพจำของคนสมัยใหม่ที่รู้จักตี๋เหรินเจี๋ยจากหนังมากกว่าจากนิยายประวัติศาสตร์
ถ้าชอบสไตล์งานภาพงาม ๆ และการเล่าเรื่องแบบหนังบล็อกบัสเตอร์ เวอร์ชันที่ Andy Lau เล่นคือตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด เพราะเขาทำให้ตัวละครมีทั้งความเท่และความเป็นมนุษย์ในเวลาเดียวกัน