ความพิเศษคือเพลงนี้ไม่ได้พยายามเป็นงานป็อปจ๋า แต่เลือกใช้พื้นที่ว่างของเสียงให้เวลากับภาพและบทพูด จนเวลาฉากสำคัญย้อนกลับมามันเหมือนเอาแผ่นฟิล์มภาพความทรงจำมาเปิดซ้ำ เสียงร้องมีน้ำหนักพอจะทำให้ใจสะเทือนโดยไม่ต้องเวิ่นเว้อ ฉันมองว่ามันคล้ายกับเพลงประกอบของบางซีรีส์เกาหลีอย่าง 'My Love from the Star' ที่ใช้ธีมซ้ำสร้างความผูกพันระหว่างเพลงกับฉาก ผลลัพธ์คือเพลงเปิดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเรื่อง และทุกครั้งที่มันดังขึ้น ฉันก็พร้อมจะดิ่งลงไปกับความรู้สึกของตัวละครอีกครั้ง
ตั้งแต่เวอร์ชันพากย์ไทยของ 'Shikimori's Not Just a Cutie' ออกฉาย ผมรู้สึกได้เลยว่ามันไม่ใช่แค่การแปลเสียงเท่านั้น แต่มันเป็นการแปลงอารมณ์ให้เข้ากับจังหวะการฟังของคนไทยด้วย