LOGINใครเลยจะรู้ว่างานอดิเรกของ ‘อัลวาโร อัลทาซา’ ทายาทมหาเศรษฐีพ่อค้าอาวุธสงครามแห่งโมร็อกโก ก็คือการเป็นโจรสลัด ออกจี้ปล้น อาละวาดจนชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทั้งคาบสมุทร แต่เป้าหมายของชายหนุ่มไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองหรือชีวิตคน หากเป็นผู้หญิง โดยเฉพาะหญิงสาวพรหมจรรย์ที่กล้าหาญพอจะขัดขืนความต้องการอันเร่าร้อนของเขา ‘หม่อมราชวงศ์หญิงอนามิกา’ ไม่เคยคิดว่าการล่องเรือสำราญในทะเลแคริบเบียนเพื่อพักผ่อนหลังสำเร็จการศึกษา จะกลายเป็นฝันร้าย เมื่อเธอต้องตกเป็นเชลยอยู่ในเงื้อมมือของโจรสลัดจอมหื่น มิหนำซ้ำยังปากเสียผิดกับหน้าตาที่หล่อเหลาจนแทบเคลิ้ม ทางเดียวที่เธอจะรอดพ้นจากการตกเป็นทาสบำเรอบนเตียงของเขา นั่นก็คือการคว้ามีดปอกผลไม้ แล้วแทงเขาให้ตายคามือ
View Moreเสียงเคาะประตูของซาคาเรียในตอนพลบค่ำบอกให้รู้ว่าถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว หลังจากอาศัยอยู่ในเรือซีเซอร์เพนต์มาหลายวัน หญิงสาวก็เริ่มเคยชินจนไม่คิดจะใส่ใจต่อการปรากฏตัวของบริกรประจำตัว เธอเพียงแค่เหลือบตาไปมองขณะที่ชายหนุ่มเดินผ่านปลายเตียงไป แทบจะไม่ขยับตัวเสียด้วยซ้ำ แต่วันนี้อนามิกาก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าซาคาเรียไม่ได้ถือถาดใบใหญ่เข้ามาในห้องเหมือนทุกครั้ง เขาแค่เข้ามาเก็บถ้วยชามใช้แล้วบนโต๊ะอาหารเพียงเท่านั้นอย่าบอกว่ากัปตันบ้านั่นแกล้งลงโทษเธอเรื่องเมื่อตอนเย็นด้วยการให้อดข้าวอดน้ำนะ...“เอ่อ...” ครั้นจะเอ่ยปากถามขึ้นมา หม่อมราชวงศ์หญิงก็ห้ามใจตัวเองเอาไว้เสียก่อน...เรื่องอะไรจะยอมเสียหน้าล่ะ... ไม่ให้กินเธอก็ไม่ง้อหรอก...“หิวข้าวหรือยัง มาดมัวแซลล์” ซาคาเรียหันมาถามราวกับรู้ทันความคิดเธอ อนามิกาส่ายหน้าปฏิเสธ ทั้งที่ในกระเพาะอาหารรู้สึกแสบร้อนจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว “กัปตันบอกให้เธออาบน้ำแต่งตัว... เสร็จแล้วจะให้คนมารับไปกินข้าว...” เขาบอกต่อด้วยสำเนียงแปร่งๆ ไม่ต่างจากทุกครั้ง“หมายความว่ายังไงคะ” หญิงสาวขมวดคิ้ว นึกฉงน“ที่ระเบียงท้ายเรือจัดโต๊ะเอาไว้... คืนนี้เธอไปกินที่น
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยาเกี่ยวกับผู้หญิงก็จริง แต่ท่าทีและคำพูดของหญิงสาวก็พอจะบอกอะไรให้เขารู้อยู่บ้าง“เป็นของฝากสำหรับแม่... เป็นคนไทยเหมือนกับเธอนั่นแหละ”“คนไทยเหรอคะ” หม่อมราชวงศ์หญิงเบิกตากว้าง คุณเป็นลูกครึ่งไทยอย่างนั้นเหรอ”“ไม่ใช่... นีนาเป็นเหมือนแม่ของฉัน เธอเลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เด็ก...”“แล้วพ่อแม่แท้ๆ ของคุณล่ะ”คิ้วของอัลวาโรขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจ เขาเคยคิดว่าตัวเองสนุกกับนิสัยช่างต่อปากต่อคำของอนามิกา แต่เวลานี้เขารู้สึกว่าเธอพูดมากจนเขาชักจะเกลียดน้ำหน้าเสียแล้วสิ...อัลวาโรเติบโตขึ้นมาโดยมีอัลเฟรโดเป็นบิดาเพียงคนเดียวที่เขารู้จัก ชายหนุ่มจดจำเรื่องราวในวัยเด็กได้ไม่มากนัก และนรินทร์นารถก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องประเทศอังกฤษหรือเรื่องบิดามารดาแท้ๆ ของเขาอีกเลย บางครั้งที่เขาลืมตัวเอ่ยถามกับเธอ หญิงสาวก็จะมีท่าทางเศร้าซึมไป และอัลเฟรโดก็จะโกรธเขามาก มันจึงกลายเป็นเรื่องต้องห้ามซึ่งเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่น้อย“ตายไปหมดแล้ว ฉันมีแค่นีนากับอัลเฟรโดเท่านั้นที่เป็นพ่อแม่”น้ำเสียงและสีหน้าของคนตรงหน้าบอกให้รู้ว่าอนามิกากำลังเปิดหีบแพนโดราโดยไม่ตั
คาซาบลังกาเป็นเมืองท่าที่สำคัญของโมร็อกโก เพราะนอกจากจะเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดแล้ว มันยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศอีกด้วยเรือซีเซอร์เพนต์เข้าจอดยังท่าเทียบของสโมสรเรือสำราญ นอติก เดอ ลา มารีน รอยัล ยอชต์คลับ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมือง บริเวณติดกันกับท่าเรือขนส่งสินค้าขนาดยักษ์ที่กินอาณาเขตตลอดแนวชายฝั่งเป็นระยะทางเกือบสองไมล์อัลวาโรนำเธอลงจากเรือและเดินไปขึ้นรถลิมูซีนที่จอดรอให้บริการอยู่ด้านหน้าสโมสร ก่อนจะสั่งให้คนขับพาทั้งสองไปส่งยังแหล่งจับจ่ายสินค้าภายในตัวเมืองอนามิกาค่อนข้างแปลกใจที่พบว่าเมืองแห่งความรักอันแสนโรแมนติกแห่งนี้ ช่างแตกต่างไปจากภาพในความคิดของเธอเหลือเกิน เพราะปัจจุบัน สภาพความเจริญทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนคาซาบลังกาให้เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องและผู้คน ดูไม่แตกต่างไปจากเมืองใหญ่ของประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปไม่ช้าความตื่นเต้นดีใจที่มีอยู่ลึกๆ ก็ค่อยๆ กลายเป็นความผิดหวัง... สิ่งเดียวที่พอจะปลอบประโลมความรู้สึกของหญิงสาวได้บ้างก็มีเพียงภาพหอคอยสูงสีขาวทรงสี่เหลี่ยมของมัสยิดกษัตริย์ฮัสซัน ที่ 2 ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทร
นับตั้งแต่อัลวาโรเดินผลุนผลันออกไปในตอนเย็นเมื่อวาน เป็นเวลาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วที่เขาไม่ได้กลับเข้ามาเหยียบห้องพักของเธออีก หม่อมราชวงศ์หญิงอนามิกาควรจะโล่งใจที่ไม่ต้องทนเจอผู้ชายหลงตัวเอง แถมยังคิดจะเอารัดเอาเปรียบเธออย่างนั้น แต่พอไม่ได้เห็นหน้าเขานานๆ หญิงสาวกลับรู้สึกเงียบเหงาและว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูกตามปกติแล้ว เธอมีพวงพะยอมเป็นเพื่อนคอยอยู่ใกล้ชิดเกือบตลอดเวลา แต่ในเวลานี้คนเดียวที่เธอพอจะพูดคุยด้วยได้ก็เหลือเพียงแค่ซาคาเรีย ชายหนุ่มซึ่งมีหน้าที่คอยส่งอาหารให้วันละสามมื้อ แล้วเขาเองก็ไม่ค่อยจะยอมพูดอะไรกับเธอด้วยอนามิกากลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียงนอนนานเกือบชั่วโมง กว่าจะลุกขึ้นมานั่ง แล้วพบว่าเรือซีเซอร์เพนต์กำลังแล่นเข้าใกล้ชายฝั่ง... ทีแรกหญิงสาวยังคิดว่ามันเป็นเพียงภาพหลอน ต้องขยี้ตาอยู่หลายครั้งจึงมั่นใจว่าสถานที่ที่เธอมองเห็นตรงหน้าก็คือเมืองท่าที่เคยงดงามที่สุดของชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก เท่าที่เธอเคยรู้จักจากหนังสือนำเที่ยวและโปสการ์ดต่างๆ ในร้านหนังสือที่ฝรั่งเศสไม่ผิดแน่ๆ... ที่นี่ก็คือคาซาบลังกา หรือ ‘บ้านสีขาว’ ตามความหมายชื่อภาษาสเปนของมัน...เธอมาถึงโมร็อกโกแล้วหรื
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น เหนือขึ้นไปบนห้องของหญิงสาว อัลวาโรกำลังนอนเหยียดกายหนุนแขนของตัวเองอยู่บนเตียงขนาดใหญ่ เขาไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าผู้หญิงที่เพิ่งพบหน้าไม่ถึงครึ่งวันจะทำให้เขาเกิดอาการกระสับกระส่าย เฝ้าคิดถึงแต่ใบหน้าของเธออยู่ได้ทุกวินาทีอย่างนี้ที่ผ่านมา แม้ว่าอัลวาโรจะไม่ใช่คนจดจ่ออยู่แ
หม่อมราชวงศ์หญิงอนามิกา เศวตวรรณ นั่งลงบนเตียงนอนหนานุ่มที่ตั้งอยู่กลางห้องด้วยท่าทีอ่อนล้า นาฬิกาสายหนังเรือนเล็กๆ บนข้อมือบอกเธอว่าตอนนี้เกือบสี่ทุ่มแล้ว หญิงสาวไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าในช่วงเวลาเพียงแค่สี่ชั่วโมงจะเกิดเรื่องราวต่างๆ กับเธอมากมายขนาดนี้ ตั้งแต่เรือนำเที่ยวของเธอถูกปล้น ถูกจับตัวมาขั
ในห้องพักส่วนตัวบนชั้นสามของเรือซีเซอร์เพนต์ อัลวาโรกำลังพันม้วนผ้ากอซไปรอบๆ เอวของตัวเองอย่างทุลักทุเล คิดถึงสิ่งที่เชลยสาวของเขาเพิ่งทำเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ชายหนุ่มก็ทั้งโมโหทั้งขบขันจนอดที่จะยิ้มออกมาคนเดียวไม่ได้ตั้งแต่ทำตัวเป็นโจรสลัด ปล้นเรือมาไมรู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หากพบเหยื่อที่หมายตา ไม่
“เก็บกวาดห้องนี้ให้สะอาดเหมือนเดิม...” อัลวาโรสั่งเสียงเรียบ จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งซึ่งล้มตะแคงอยู่ขึ้นมาวางตั้ง แล้วนั่งกอดอก ยกขาไขว่ห้าง เอนหลังมองไปที่เธอด้วยท่าทีสบายๆอนามิกายืนอึ้งด้วยความงุนงงไปชั่วอึดใจ...ทำความสะอาดห้องอย่างนั้นหรือ อย่าบอกว่านี่คือการลงโทษของเขานะ...“เ





