การดัดแปลง 'ง่อก๊ก' เป็นภาพยนตร์มักจะเป็นการกลั่นกรองมหากาพย์ยาวเป็นภาพเดียวที่จับต้องได้ นั่นคือสิ่งที่เห็นชัดเมื่อมองเปรียบเทียบกับต้นฉบับ: ฉบับนิยายมีพื้นที่ให้หมุนเวียนตัวละคร เหตุการณ์ และการเปลี่ยนผ่านทางอารมณ์ได้อย่างกว้างขวาง แต่ภาพยนตร์ต้องเลือกเส้นเรื่องหลักเพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น
ในมุมของผม วิธีการตัดต่อเนื้อหาและการจัดลำดับเหตุการณ์เป็นจุดที่ต่างกันชัดสุด นิยาย 'ง่อก๊ก' เล่าเป็นตอน ๆ พาเราไปทั้งการเมือง ยุทธศาสตร์ ปราชญ์ และชะตากรรมของทหารพลพรรค ส่วนภาพยนตร์—อย่างเช่น 'Red Cliff'—เลือกโฟกัสที่เหตุการณ์ชี้เป็นชี้ตาย เช่นยุทธการผาแดง แล้วขยายฉากการรบและแผนการรบให้เป็นภาพสวยงามติดตาแทนที่จะเปิดพื้นที่ให้ฉากย่อย ๆ เช่นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองท้องถิ่นหรือเรื่องราวเล็กๆ ของชาวบ้าน ภาพยนตร์มักตัด
บรรณาการของเล่าเรื่องเชิงปรัชญาหรือบทสนทนาที่ยาว ๆ ออกไป เพื่อแลกกับจังหวะภาพและอารมณ์ที่กระชับ
อีกประเด็นที่ผมชอบคิดคือการให้ค่าน้ำหนักตัวละคร นิยายมีแนวโน้มจะสร้างภาพยนต์ภายในจิตใจให้บุคคลหลายคน—ทั้งฮีโร่และตัวร้ายมีมิติทางศีลธรรมและถูกตัดสินจากมุมมองของผู้บรรยาย ภาพยนตร์มักเลือกให้ความสำคัญกับ 'จุดศูนย์กลาง' บางตัวละคร ทำให้บางคนถูกย่อยจนกลายเป็นสัญลักษณ์ เช่นผู้บัญชาการที่ดุดันหรือ
วีรบุรุษผู้สัจจะ การทำให้เหตุการณ์วิทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์และยุทธวิธีดูสมจริงในจอใหญ่ก็เป็นอีกสิ่งที่เปลี่ยนโทนของเรื่อง—สิ่งที่ในนิยายอาจถูกเล่าแบบเหนือจริงหรือมีอรรถรสเชิงเรื่องเล่าก็กลายเป็นรายละเอียดเชิงภาพและเสียงในภาพยนตร์ ผลลัพธ์คือทั้งสองเวอร์ชันให้ความสุขคนละแบบ: นิยายให้เวลาให้คิด ขณะที่ภาพยนตร์ให้ความรู้สึกและภาพที่ตราตรึงอยู่ในหัวผมได้นานเป็นพิเศษ