1 답변2026-07-02 00:39:06
เริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายการอ่านที่ชัดเจนก่อน แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้นกว่าที่คิด ฉันมักบอกเพื่อนๆ ว่าอ่านเร็วไม่ใช่แค่การกวาดสายตาให้เร็วขึ้น แต่คือการรู้ว่าจะจับจุดไหนของข้อความและเข้าใจสารหลักได้โดยไม่ต้องอ่านทุกคำ การฝึกแบบมีเป้าหมายช่วยให้รู้ว่าจะสแกนหาคำตอบในข้อสอบแบบไหน อ่านจับใจความหัวข้อย่อยสำหรับข้อสอบแบบจับใจความอย่างไร หรืออ่านอย่างละเอียดสำหรับบทความวรรณกรรมที่ต้องการวิเคราะห์ เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว ให้เริ่มฝึกเทคนิคพื้นฐานอย่างการใช้คอยด์หรือปลายนิ้วชี้เป็นตัวนำสายตา เพื่อช่วยให้สายตาเคลื่อนที่เป็นจังหวะ ลดการสะดุด และฝึกการอ่านเป็นกลุ่มคำแทนการอ่านทีละคำ เช่น ลองฝึกกวาดกลุ่มคำ 3-4 คำต่อการหยุดสายตาหนึ่งครั้ง
ลองตั้งเวลาสั้นๆ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นทุกวัน วิธีที่ฉันใช้คือแบ่งเวลาเป็นเซสชัน 20–30 นาที โดยมีเวลาอุ่นเครื่อง 3–5 นาทีทำแบบฝึกสายตา เช่น กวาดสายตาจากซ้ายไปขวาในเส้นตรง ทำซ้ำให้ความเร็วเพิ่มขึ้น จากนั้นอ่านบทความสั้นหรือย่อหน้าหนึ่งแล้วจับใจความสำคัญภายในเวลาที่กำหนด การจับเวลาทำให้จิตใจรีบขึ้นเล็กน้อยและบังคับให้ลดการอ่านเงียบในหัว (subvocalization) ที่มักทำให้ช้าลง สำหรับลดการอ่านในหัว ลองกระซิบหรือเคาะนิ้วเบาๆ ระหว่างอ่าน หรืออ่านพร้อมเสียงคลอจากหนังสือเสียง เพื่อให้จิตใจไม่ย้ำเสียงทุกคำ การฝึกซ้ำๆ แบบนี้จะช่วยให้ความเร็วเพิ่มขึ้นโดยที่ความเข้าใจยังคงดี
ผสมผสานการอ่านหลากหลายสไตล์และวัสดุให้เข้ากับการเตรียมสอบ วัสดุที่ควรมีคือข้อสอบเก่า บทความวิชาการสั้นๆ ข่าวเชิงวิเคราะห์ และนิยายสั้นๆ เพื่อฝึกทั้งการสแกน การจับใจความ และการวิเคราะห์เชิงลึก การอ่านแบบกว้าง (extensive reading) ด้วยหนังสือที่เข้าใจง่าย เช่น เลือกอ่าน ‘Harry Potter’ หรือเรื่องสั้นภาษาอังกฤษที่สนุก จะช่วยเพิ่มคลังศัพท์และความลื่นไหลของการอ่าน ส่วนการอ่านเชิงลึก (intensive reading) กับบทความสอบ ให้เน้นการทำแผนผังใจสรุปใจความหลักและคำเชื่อมเพื่อเชื่อมโยงไอเดีย การทำแบบฝึกหัดคำศัพท์แบบรายการสั้นๆ รวมถึงจำคำในบริบทจะได้ผลกว่าการท่องคำเดี่ยวๆ
สุดท้ายขอแนะนำเทคนิคจำลองสถานการณ์สอบอย่างจริงจัง คือกำหนดข้อจำกัดเวลา แยกสัดส่วนเวลาอ่าน-ทำข้อ และฝึกทำแบบทดสอบเต็มรูปแบบเป็นประจำ เพราะการเผชิญกับความกดดันเวลาจะช่วยหล่อหลอมวินัยการอ่านของเราเอง หากทำอย่างสม่ำเสมอ ความเร็วและความเข้าใจจะไปด้วยกันได้ ฉันรู้สึกว่าการเปลี่ยนจากอ่านทีละคำเป็นอ่านเป็นกลุ่มคำ และฝึกจับใจความบ่อยๆ นั้นทำให้ผลสอบดีขึ้นจริงๆ และมันให้ความมั่นใจแบบที่อ่านหนังสือสอบไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป
3 답변2026-02-25 07:51:58
มุมมองหนึ่งของฉันคือการจำคำศัพท์จีนไม่ได้เกิดจากการท่องซ้ำอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้คำศัพท์นั้นเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม
การเริ่มต้นที่ดีคือใช้การทบทวนแบบเว้นช่วงเวลาหรือ SRS โดยจัดคำศัพท์ใหม่ๆ ไว้วันละไม่กี่คำและกลับมาทบทวนตามช่องว่างเวลา วิธีนี้ช่วยให้สมองเก็บข้อมูลจากความจำระยะสั้นไปยังระยะยาวได้จริง ๆ และการทดสอบตัวเองด้วยการนึกความหมายก่อนเปิดดูคำตอบจะกระตุ้นการเรียกคืน (active recall) ให้แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้การเขียนอักษรจีนด้วยมือเป็นประจำช่วยให้จำรูปร่างและลำดับพินัยกรรมของเส้นได้ดีขึ้น เพราะการลงมือทำสร้างการเชื่อมต่อหลายทาง ทั้งสายตา กล้ามเนื้อ และความคิด
เทคนิคมโนภาพช่วยได้เยอะ เช่น สร้างเรื่องสั้นสั้น ๆ ให้กับคำยากๆ หรือแยกตัวอักษรเป็นรากคำ (radicals) แล้วเชื่อมกับความหมายที่เข้าใจได้ง่าย ตัวอย่างเช่นการมองรากคำเป็นภาพช่วยให้จำได้ไวขึ้น อีกวิธีคือฝึกใส่คำศัพท์ลงในประโยคสั้น ๆ ที่มีบริบทชัดเจน แทนที่จะจำคำแยกเดียวอย่างเดียว พอมีบริบทสมองจะเชื่อมความหมายและการใช้งานได้เร็วขึ้น
สิ่งที่ฉันทำเป็นกิจวัตรคือใช้แอปสำหรับบัตรคำที่ปรับช่วงทบทวนเองและพกบันทึกคำศัพท์เล็ก ๆ ติดตัว รวมถึงเปิดใช้พจนานุกรมแปลและฟังเสียง อ่านออกเสียงตาม พูดให้ชัด แล้วนำคำใหม่ไปใช้จริงทันที เช่น การเขียนประโยคสั้น ๆ หรือทักคนในแอปแลกภาษา วิธีนี้ไม่ใช่สูตรวิเศษ แต่เป็นการผสานกันของเทคนิคหลายอย่างจนเกิดนิสัย แล้วคำศัพท์มันจะค่อยๆคงทนอยู่ในหัวได้เอง
3 답변2025-12-21 22:04:54
การฝึกฟังจากซีรีส์จีนทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อเลย — นี่เป็นวิธีที่ฉันใช้จนรู้สึกเห็นความก้าวหน้าชัดเจนในเวลาไม่นาน
เริ่มด้วยการเลือกฉากสั้นๆ ก่อน เช่น ฉากสนทนา 1–2 นาทีจาก '陈情令' ที่มีประโยคไม่ยาว ฉันจะดูรอบแรกแบบมีซับไทยเพื่อจับเนื้อเรื่องและอารมณ์ จากนั้นดูรอบที่สองโดยเปิดซับจีนหรือปิดซับทั้งหมดและพยายามจับคำศัพท์ที่ได้ยิน ถ้าคำไหนพอเดาได้ว่าจะเป็นคำไหน ฉันจะหยุดแล้วจดประโยคสั้น ๆ นั้นไว้
เทคนิคที่ใช้ประจำคือ shadowing หรือการเลียนเสียงตามทันทีหลังประโยคจบ ทำให้จังหวะและโทนเสียงฝังในหู อีกอย่างคือการถอดคำพูด (transcribe) เพียง 30–60 วินาทีแรกของฉาก พอถอดเสร็จแล้วก็เทียบกับซับจีนเพื่อแก้จุดที่พลาด วิธีนี้ช่วยให้รู้จักการออกเสียงของคำเชื่อมและอนุประโยคที่มักจะถูกละเสียงเวลาเร็ว
จงทำให้การฝึกเป็นกิจวัตรสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ—สิบห้านาทีเช้า บ่ายหรือก่อนนอนมากกว่าจะยัดเรียนหนักครั้งเดียว สุดท้ายฉันมักจะเลือกฉากซ้ำเมื่อรู้สึกคุ้น เพราะการได้ยินซ้ำในบริบทเดิมจะทำให้สมองเชื่อมคำกับความหมายและอารมณ์ได้ดีขึ้น
4 답변2026-06-13 08:07:44
มุมมองนักเรียนต่างชาติที่เติบโตมาจากสังคมไทยอาจช่วยให้เลือกได้ชัดเจนขึ้น: เริ่มด้วย 'จีนตัวย่อ' จะสะดวกกว่าเมื่อโฟกัสที่การสื่อสารกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะสื่อ ข่าว หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ใช้ตัวอักษรตัวย่อ จึงอ่านข่าวหรือดูซีรีส์จากจีนได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลความหมายเพิ่ม
เส้นทางการเรียนของฉันมักเริ่มจากพินอินและคำพื้นฐาน เมื่อสามารถอ่านตัวย่อได้คล่อง การพิมพ์ การจดบันทึก และการสื่อสารในชีวิตประจำวันก็ง่ายขึ้นมาก จากมุมการทำงานหรือการศึกษาในจีนแผ่นดินใหญ่ การเลือกเรียนตัวย่อช่วยลดเวลาและเพิ่มแรงจูงใจ เพราะเห็นผลเร็วและใช้ได้จริงกับแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด
ข้อควรระวังคือถ้ามีแผนจะไปไต้หวัน ฮ่องกง หรือสนใจวรรณกรรมคลาสสิกและประวัติศาสตร์ ควรเตรียมใจว่าตัวย่อจะอ่านตัวเต็มได้ไม่ครบถ้วน ฉันจึงมักแนะนำให้ใช้วิธีผสม: เรียนตัวย่อเป็นหลักแล้วค่อยเสริมตัวเต็มในภายหลัง เมื่อเริ่มเข้าใจโครงสร้างตัวอักษรแล้ว การข้ามไปอ่านตัวเต็มจะไม่ยากเท่าที่คิด
4 답변2026-07-02 18:05:04
วิธีที่ทำให้ฉันจำคำศัพท์ภาษาจีนได้เร็วที่สุดคือการจัดหมวดแล้วทำทวนเป็นช่วงสั้นๆทุกวัน เพราะการ 'ทดสอบตัวเอง' บ่อยๆทำให้ความจำยาวนานขึ้น
การเริ่มจากหมวดที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เช่น คำเกี่ยวกับอาหาร สี เสื้อผ้า หรือการเดินทาง จะช่วยให้เชื่อมโยงคำศัพท์กับภาพหรือประสบการณ์จริงได้ง่ายขึ้น ฉันมักจะทำบัตรคำที่มีตัวอักษร พินอิน และเสียงอ่านบนด้านเดียว อีกด้านเขียนความหมายสั้นๆ และประโยคตัวอย่างหนึ่งประโยค การเพิ่มภาพหรือสัญลักษณ์เล็กๆ ทำให้บัตรคำดูน่าสนใจและช่วยกระตุ้นความจำเชิงภาพได้ด้วย
ระบบทวนซ้ำเป็นกุญแจสำคัญ โดยฉันใช้ 'Anki' เพื่อกำหนดช่วงทบทวนอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่อยากใช้แอป ก็สามารถทำตารางทบทวนมือด้วยการแบ่งวันเป็น 1 วัน, 3 วัน, 7 วัน, 14 วัน และ 30 วันได้ การฝึกทั้งการอ่านและการพูดพร้อมฟังเสียงต้นฉบับช่วยให้จำโทนเสียงและการออกเสียงได้ถูกต้อง การเขียนตัวอักษรซ้ำสลับกับการพิมพ์ก็ช่วยให้การจดจำตัวอักษรเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น จบด้วยคำแนะนำเล็กๆ ว่าอย่าเพิ่งตั้งเป้าหมวดใหญ่จนท้อ ให้เริ่มด้วยหมวดสั้นๆ สัก 20–30 คำแล้วขยายไปเรื่อยๆ จะรู้สึกถึงความก้าวหน้าเร็วขึ้นและสนุกกับการเรียนมากขึ้น
3 답변2025-10-29 05:36:55
ลองนึกภาพว่าคุณเปิดแอปอ่านการ์ตูนแล้วทุกตอนที่อยากอ่านถูกปลดล็อกทันที — นั่นแหละคือข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของการสมัครพรีเมียมสำหรับคนที่ชอบบิงก์จบรวดเดียว
ผมเคยใช้เวลาหลายเดือนตามอ่านย้อนหลัง 'One Piece' ทีละตอนโดยต้องรอปลดล็อกฟรีวันละ 1-2 ตอนจนรู้สึกอึดอัด พรีเมียมของบางแพลตฟอร์มให้สิทธิ์อ่านไลบรารีเต็มรูปแบบหรือปลดล็อกหมดเลย ทำให้สามารถไล่ให้ทันเหตุการณ์ภายในไม่กี่วันแทนที่ต้องรอเป็นสัปดาห์ ข้อดีอื่นๆ มักได้แก่การเอาโฆษณาออก การดาวน์โหลดเพื่ออ่านออฟไลน์ และการได้รับตอนใหม่ก่อนคนที่ใช้ระบบรอ
อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าพรีเมียมจะคุ้มสำหรับทุกคน บางแพลตฟอร์มยังคงมีระบบคอยซื้อโทเค็นต่อเนื่องหรือมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การปลดล็อกเมื่อมีการจ่ายเป็นตอนๆ ซึ่งถ้าคุณอ่านแค่เรื่องเดียวเป็นครั้งคราว ค่าเท่าพรีเมียมรายเดือนอาจจะแพงกว่าการซื้อเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์และพื้นที่ให้บริการ — บางเรื่องฟรีอยู่แล้วบน 'MangaPlus' แต่เล่มเต็มอาจต้องจ่ายบนที่อื่น ผมเลยมองว่าถ้าคุณชอบบิงก์ อ่านหลายเรื่องพร้อมกัน หรือต้องการสนับสนุนผู้แต่งเป็นประจำ พรีเมียมช่วยให้จบเร็วและสบายขึ้น แต่ถ้าเป็นสายอ่านช้า ๆ วันละตอนหรือสองตอน ก็อาจจะไม่คุ้มค่าเท่าที่คิด สุดท้ายเลือกตามพฤติกรรมการอ่านและงบประมาณของตัวเอง จะได้ไม่เป็นคนจ่ายเพื่อความรีบโดยเปล่าประโยชน์
4 답변2026-06-13 19:11:33
เริ่มจากแอปที่ทำให้การเริ่มเรียนภาษาจีนไม่น่ากลัวเลย อย่าง 'HelloChinese' — ระบบออกแบบมาเพื่อผู้เริ่มต้นโดยตรง มันสอนพินอิน การฟัง พูด และตัวอักษรตัวย่อไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ฉันรู้สึกว่าการเปิดบทเรียนทุกวันเป็นเรื่องสนุกมาก เหมือนเล่นเกมมากกว่าการท่องศัพท์
เนื้อหาแบ่งเป็นหน่วยสั้น ๆ ที่ไม่ยืดยาวเกินไป ระบบตรวจวัดการออกเสียงค่อนข้างแม่น ทำให้แก้ปัญหาการออกเสียงได้ทันที ฉันมักจับคู่การฝึกในแอปกับการดูคลิปสั้น ๆ ภาษาจีนเพื่อฝึกฟังเพิ่ม และใช้ฟีเจอร์ทบทวนคำศัพท์ของแอปทุกเย็น ผลลัพธ์คือความคืบหน้าแบบคงที่ ไม่หายไปกลางทาง ถ้าอยากได้ความสมดุลระหว่างความสนุกและความเป็นระบบ 'HelloChinese' น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยแตะภาษาจีนมาก่อน
2 답변2026-03-22 23:32:27
เริ่มจากมองโครงสร้างพหุนามก่อนเลย เพราะถ้าเข้าใจรูปแบบพื้นฐานของกำลังสอง มันจะทำให้การเลือกวิธีแก้าทำได้เร็วขึ้นและไม่ต้องเดาเยอะ
ฉันมักจะแบ่งการฝึกเป็นสามชั้น: ทำความเข้าใจ รูปแบบ และฝึกความเร็ว ชั้นแรกคือทบทวนหลักการ เช่น รูปแบบสำคัญ 3 แบบ—พหุนามมีตัวร่วม (common factor), พหุนามเป็นผลต่างของสองกำลัง (a^2-b^2) และพหุนามเป็นกำลังสองสมบูรณ์ เช่น x^2+6x+9 = (x+3)^2 การจดจำรูปแบบเหล่านี้ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นว่าควรแยกตัวประกอบหรือใช้สูตรกำลังสอง
ชั้นถัดมาคือฝึกเทคนิคที่ใช้บ่อย: การแยกตัวประกอบแบบเร็ว (มองหาคู่ตัวประกอบของ c ที่รวมได้เป็น b), การใช้สมบัติของราก (ถ้ารากเป็นจำนวนเต็ม ผลรวมและผลคูณของรากจะเป็น -b/a และ c/a ตามลำดับ), การคำนวณดิสคริมิแนนต์ (b^2-4ac) เพื่อตัดสินใจว่ารากเป็นจริงหรือไม่ และการกราฟคร่าวๆ เพื่อดูตำแหน่งรากถ้าต้องการความแน่ใจ การรู้ว่าสูตรกำลังสอง (x = [-b ± √(b^2-4ac)]/(2a)) ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อวิธีอื่นยากและต้องทำอย่างแม่นยำ
สุดท้ายเน้นการฝึกแบบมีเวลาและรีวิวข้อผิดพลาด: ทำเซ็ต 15–20 ข้อแบบผสม (แยกตัวประกอบ, เติมกำลัง, สูตรกำลังสอง) ตั้งเวลา 20–30 นาที แล้วเช็กคำตอบทันที มองหาจุดที่พลาดบ่อย เช่นเครื่องหมายลบที่หลุด การย้ายข้างผิด หรือการคูณผิด ถ้าผิดบ่อย ให้ทำชุดโจทย์เฉพาะปัญหานั้นๆ เช่น ถ้าติดเรื่องพหุนามที่มีสัมประสิทธิ์ไม่เท่ากัน ให้ฝึกแยกตัวประกอบของ ax^2+bx+c โดยเน้นการหา ca แล้วค้นคู่จำนวนที่รวมเป็น b นอกจากนี้ ฉันมักจะทำบัตรคำสั้น ๆ เขียนรูปแบบสำคัญและทริคไว้ พกไว้ดูระหว่างรอหรือก่อนสอบสั้น ๆ ผลที่ได้คือทำโจทย์เร็วขึ้น เพราะสมองเริ่มเห็นรูปแบบก่อนจะลงมือคำนวณ
3 답변2026-08-03 06:25:24
การทำให้พินอินทั้ง 23 ตัวชัดขึ้นต้องลงทุนกับเครื่องมือที่ฝึกฟังและเลียนเสียงจนเป็นนิสัยมากกว่าการท่องชื่อพยัญชนะเพียงอย่างเดียว
ผมชอบเริ่มจากแอปที่โฟกัสตรงพินอินโดยเฉพาะอย่าง Pinyin Trainer (โดย trainchinese) เพราะมันมีบทฝึกแยกเสียงทีละตัว ทำ 'ฟัง-จำแนก-พูด' ซ้ำๆ ได้เป็นรอบ ระบบจะแสดง waveform และให้เล่นช้า-เร็วได้ ทำให้จับความแตกต่างระหว่างเสียงที่ใกล้กันอย่าง z/zh, c/ch, s/sh หรือ j/q/x ง่ายขึ้น นอกจากนั้น Pleco เป็นเครื่องมือเสริมที่ดีมากสำหรับฟังตัวอย่างเสียงจากเจ้าของภาษา และมีคำอธิบายการวางลิ้นสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย
วิธีฝึกแบบที่ผมใช้คือ แบ่งการฝึกเป็นช่วงสั้นๆ 10–15 นาที: 1) ฟังตัวพยัญชนะทีละตัว 2) ทำแบบฝึกจำแนก (minimal pairs) ที่แอปให้มา 3) อัดเสียงตัวเองแล้วเทียบกับต้นฉบับ ทำอย่างนี้ทุกวันจนแต่ละเสียงจับตำแหน่งลิ้นและการหายใจได้เป็นธรรมชาติ การโฟกัสกับคู่ที่สับสนมากที่สุดก่อนจะช่วยให้พัฒนาเร็วขึ้น เช่น เริ่มจากแยก zh vs z แล้วค่อยขยับไปที่ ch vs c และ j/q/x เป็นลำดับ สรุปคือเลือกแอปที่ให้ฟังชัดๆ เล่นช้าได้ อัดเสียงเปรียบเทียบ และมีแบบฝึกแยกเสียง — ถ้าได้ทั้งสามอย่างนี้จะเห็นพัฒนาการชัดเจนในเวลาไม่นาน
3 답변2026-02-20 23:55:22
เราเคยเจอกับการต้องท่องคำศัพท์หมวดต่างๆ จนรู้สึกว่ามันเป็นภูเขา แต่สิ่งที่ช่วยจริงคือการจัดคำศัพท์เป็นชุดเล็กๆ แล้วทำให้แต่ละชุดมี 'ภาพ' ในหัวของเราเอง
เริ่มจากแยกหมวดเป็นหัวข้อย่อย เช่น ครอบครัว, อาหาร, สถานที่ แล้วเลือก 15–20 คำต่อชุด จากนั้นสร้างฉากสั้นๆ ในหัว เช่น โต๊ะอาหารที่มีแม่ (妈妈) ยืนถือช้อน (勺子) และขนม (点心) ยิ่งเชื่อมคำกับการกระทำหรือวัตถุจริงๆ ยิ่งจำดี การลงมือเขียนอักษรจีนด้วยมือช่วยยึดความทรงจำเชิงกลไก พอเขียนแล้วให้พูดออกเสียงช้าๆ สองรอบเพื่อเชื่อมการมองเห็นกับการได้ยิน
ผมชอบใช้แฟลชการ์ดที่มีภาพและประโยคตัวอย่าง สลับกับการ์ดแบบคีย์เวิร์ดที่ให้คำอธิบายสั้นๆ แล้วใช้เทคนิคทบทวนเป็นช่วงเวลา (เช่น ทบทวนวันที่ 1, 3, 7, 14) เพื่อให้คำศัพท์ย้ายจากความจำระยะสั้นไปยังระยะยาว เทคนิคการเล่าเรื่องก็มีประโยชน์มาก: เอาคำในหมวดเดียวกันมาร้อยเป็นเรื่องตลกหรือฉากสั้นๆ ที่เชื่อมกัน แล้วทดสอบตัวเองด้วยการพูดหรือเขียนเรื่องนั้นโดยไม่ดูโน้ต สุดท้ายอย่าลืมเอาคำศัพท์ไปใช้จริงโดยการอ่านบทสนทนา ฟังพอดแคสต์สั้นๆ หรือลองพูดกับเพื่อน เทคนิคน้อยๆ เหล่านี้รวมกันจะทำให้คำศัพท์หมวดต่างๆ ฝังแน่นขึ้นเรื่อยๆ