การปล่อยให้คนเป็นไปตามทางของตัวเองโดยไม่พยายามควบคุม เป็นแนวคิดที่เห็นได้ชัดใน 'The Shawshank Redemption' เมื่อแอนดี้ดูฟรีส์ไม่ยอมยอมจำนนต่อระบบคุกที่โหดร้าย แทนที่จะดิ้นรนต่อสู้กับมันโดยตรง เขาค่อยๆ สร้างเส้นทางของตัวเองอย่างเงียบๆ จนหลุดพ้น
ในทางตรงกันข้าม เรดเพื่อนของเขาพยายามปรับตัวให้เข้ากับระบบจนเกือบจะสูญเสียตัวเองไป แนวคิด Let Them Theory ในที่นี้แสดงให้เห็นว่าการยอมรับบางสิ่งไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการเปิดทางให้พบหนทางใหม่ที่เหมาะสมกว่า
หนังรักโรแมนติกอย่าง '500 Days of Summer' ให้บทเรียนเรื่อง Let Them Theory ได้ดีมาก เมื่อทอมเข้าใจว่าไม่สามารถบังคับให้ซัมเมอร์รักเขาได้ แม้จะพยายามทุกวิถีทาง จุด转折สำคัญคือเมื่อเขาเรียนรู้ที่จะปล่อยเธอไป
ในโลกอนิเมะ 'Neon Genesis Evangelion' แสดงให้เห็นว่าเมื่อชินจิพยายามบังคับให้ผู้อื่นยอมรับตัวเอง เขากลับพบแต่ความทุกข์ การเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าแต่ละคนมีทางของตัวเองต่างหาก ที่ช่วยให้เขาพบความสงบภายในใจ สะท้อนถึงแก่นแท้ของ Let Them Theory ได้อย่างลึกซึ้ง
"I can not love anyone." ฉันรักใครไม่ได้หรอก
"If you not okay, I'll stop."
"We will not meet again. So Let me have a moment to remember you forever"
"Please do not stop it" ได้โปรด..อย่าหยุดมันเลยคะ
การฝึก Let Them Theory ควรเริ่มจากการสังเกตความรู้สึกของตัวเองก่อนว่าการพยายามควบคุมทุกอย่างมักนำมาซึ่งความเครียดหรือเปล่า
เคยรู้สึกไหมว่าพยายามจี้ไลน์ถามเพื่อนว่าทำไมไม่ตอบ? หรือพยายามโน้มน้าวให้คนรักเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง? สิ่งที่ได้มักไม่คุ้มกับพลังงานที่เสียไป Let Them Theory ช่วยให้ยอมรับว่าเราไม่สามารถบังคับใครได้จริงๆ เริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น เมื่อส่งข้อความไปแล้ว ไม่ต้องตามซ้ำ ถ้าเขาไม่ตอบ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ สิ่งนี้ฝึกได้จากชีวิตประจำวันเลย