โลกของ 'Hard-Boiled Wonderland and the End of the World' เหมือนประตูสองบานที่เปิดไปยังส่วนหนึ่งของจิตใต้สำนึกและความเป็นจริงที่แยกจากกันอย่างคมชัด ฉันพอชอบการเล่าเรื่องแบบแยกบทบาทสองเส้นเรื่องของฮารุกิ มูราคามิ ที่ทำให้ทุกฉากมีความเงียบและความแปลกประหลาดในตัวเอง แต่กลับมีเส้นเชื่อมที่บางเบาแต่ทรงพลัง เขาใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ — เหมือนเพลงที่ทุ้ม ๆ เล่นอยู่เบื้องหลัง เหตุการณ์ธรรมดาได้รับน้ำหนักพิเศษเมื่อถูกวางเคียงกับสิ่งเหนือจริง
ถ้าพูดถึงซีรีส์แนวหลังวันสิ้นโลกที่ชอบล่ะก็ ต้องยกให้ 'The Last of Us' ที่สร้างจากเกมสุดคลาสสิก แม้จะออกอากาศเพียงแค่ 1 สารคติ แต่ความเข้มข้นในแต่ละตอนทำเอาคนดูอย่างเราติดงอมแงม
แต่ละตอนของซีรีส์นี้เหมือนถูกคัดสรรมาให้คมกริบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องที่ค่อยๆ คลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่างโจเอลกับเอลลie หรือฉากแอ็กชันที่ตื่นเต้นเร้าใจ สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างจากซีรีส์แนวเดียวกันคือการให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ในโลกที่ไร้ซึ่งอารยธรรม
แม้จะไม่ใช่ซีรีส์ที่ยาวที่สุด แต่ทุกตอนของ 'The Last of Us' กลับมีความหมายในตัวเอง บางตอนอาจจะดูช้าไปสักหน่อยสำหรับคนที่ชอบแอ็กชัน แต่สำหรับคนที่ชอบความลึกซึ้งทางจิตวิทยาและพัฒนาการของตัวละคร รับรองว่าคุ้มค่าแก่การติดตามทุกวินาที