ยกตัวอย่างจากงานศิลปะอย่างหนังสยองขวัญบางเรื่องที่เล่าเรื่องผีปกป้องลูก เช่นในฉากบางฉากของ 'A Tale of Two Sisters' จะเห็นการผสมของความเสียใจและความต้องการคุ้มครองจนกลายเป็นความเชื่อที่ผิดเพี้ยน แต่ในชีวิตจริง สิ่งที่ควรใส่ใจคือการมองเห็นอาการของการสูญเสียอย่างละเอียดและให้การสนับสนุนทางอารมณ์ การเปิดพื้นที่ให้คนเล่าเรื่อง การยอมรับความเศร้า และการดูแลจิตใจจะช่วยลดความกลัวและความเชื่อที่อาจนำไปสู่การแยกตัวหรือพฤติกรรมเสี่ยง สรุปไม่ได้จะลบความเชื่อโบราณเหล่านี้ แต่เลือกที่จะเข้าใจที่มาของมัน และคอยยืนอยู่ข้างคนที่ต้องการความอบอุ่นนั้นแทนการตัดสิน
เคยสงสัยไหมว่าเรื่องผีที่โฆษณาว่า 'มาจากเรื่องจริง' นั้นจริงแค่ไหนและทำไมมันถึงน่ากลัวกว่าของแต่ง
มีหลายเรื่องที่ถูกอ้างอิงจากเหตุการณ์จริง เช่น 'The Exorcist' ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเคสของเด็กคนหนึ่งที่มักถูกอ้างว่าเป็น Roland Doe (หรือ Robbie Mannheim) เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไสยศาสตร์บนจอ แต่ยังสะท้อนความสั่นคลอนทางศรัทธาและวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยด้วย
อีกตัวอย่างคือ 'The Exorcism of Emily Rose' ซึ่งอิงจากกรณีจริงของ Anneliese Michel ทำให้ภาพยนตร์ผสมระหว่างคดีความและความเชื่อ เรื่องแบบนี้ชอบเล่นกับช่องว่างระหว่างหลักฐานกับความเชื่อใจ ส่วน 'The Conjuring' เล่าเรื่องครอบครัว Perron ที่อ้างว่าเจอปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ขณะที่ 'The Amityville Horror' และ 'The Haunting in Connecticut' ก็มีทั้งผู้เชื่อและผู้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเต็มจริงของเหตุการณ์เหล่านี้
ความชอบส่วนตัวทำให้ฉันมองว่าความน่าสยดสยองไม่ได้มาจากผีเสมอไป แต่เกิดจากการที่หนังดึงเอาความไม่แน่นอนในเหตุการณ์จริงมาเล่น จบแบบคลุมเครือหรือมีรายละเอียดที่ทำให้คนดูเอาไปคิดต่อได้มากกว่าฉากกรี๊ดเพียงอย่างเดียว