เฝิงไฉ่เวยตายแล้ว สำหรับเซียวจิ่งจาวแล้ว เขารู้สึกคล้ายได้ปลดภาระหนึ่งออกจากอกมิใช่ว่าเขาไม่คิดจะใช้เฝิงไฉ่เวยมาต่อกรกับชีหยวนและเซียวอวิ๋นถิง ทว่าหลังจากร่วมมือกันอยู่หลายครั้ง เขากลับล้มเลิกความคิดนั้นโดยเฉพาะในวันนี้ เมื่อเขาพบว่าเฝิงไฉ่เวยมองข้ามเหตุการณ์ความโหดร้ายที่สุนัขบ้ากัดผู้คน ทั้งยังมุ่งหวังเพียงอยากให้เรื่องบานปลาย ยิ่งสุนัขกัดตายคนได้มากเท่าไรยิ่งดี เขาก็พลันตระหนักขึ้นมาทันทีร่วมมือกับเฝิงไฉ่เวย เขาย่อมไม่มีวันเป็นผู้ชนะเขาหลับตาลงเบา ๆอ๋องโจวยังเข้าใจผิด คิดว่าเขาเจ็บปวดใจเกินกว่าจะเผชิญได้ จึงอดไม่ได้ที่จะตบไหล่เขาแล้วปลอบ “ช่างเถิด จิ่งจาว เรื่องนี้…... ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยนะ สุนัขพวกนี้มันมีมากเกินไปจริง ๆ จะเฝ้าดูก็เฝ้าไม่ไหว แถมสุนัขพวกนี้ยังฝึกจนสามารถเปิดกรงเองได้…...”เฝิงไฉ่เวยก็ช่างโชคร้ายเหลือเกิน......เซียวจิ่งจาวเอ่ยเสียงถามราบเรียบ “ที่นี่เป็นสถานที่ขังสุนัขที่จับมา เหตุใดไฉ่เวยกับสาวใช้ของนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”อ๋องโจวชะงักไปทันที ไม่ทันตอบสนองไปชั่วขณะพอเข้าใจได้ เขาก็อ้าปาก อดไม่ได้ที่จะถาม “จิ่งจาว เจ้าหมายความว่ายังไงกัน? เจ้าหมายความ
ถึงครานั้น ผู้ที่ต้องเคราะห์ร้ายจะมิใช่บุตรีของเขาเองหรือ?เขาหลับตาลง ถอนหายใจยาวหนึ่งเฮือก เอามือกุมหน้าอกของตนไว้ ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินจากไปทันทีเถียนป๋อจือยืนค้างอยู่กับที่ สายตากวาดมองเรือนพักนอกเมืองแห่งนี้เมื่อก่อนร่างกายของเถียนเป่าซื่อไม่แข็งแรง ทางบ้านจึงซื้อเรือนพักน้ำพุร้อนแห่งนี้ไว้โดยเฉพาะ เพื่อจะได้ให้เขามาแช่น้ำพุร้อน ขี่ม้า ล่าสัตว์ที่นี่ภายหลังเถียนเป่าซื่อกลับเริ่มหลงใหลการเลี้ยงสุนัข พวกเขาจึงไปเสาะหาสุนัขหลากสายพันธุ์มาให้เถียนเป่าซื่อทว่าเถียนเป่าซื่อไม่สนใจสุนัขเลี้ยงเล่นพวกนั้นแม้แต่น้อย เขาชื่นชอบเพียงสุนัขล่าเนื้อเท่านั้นในหมู่สุนัขล่าเนื้อ พันธุ์ที่เขาชอบที่สุดก็ยังเป็นสุนัขล่าเนื้อพันธุ์จีน[1]รูปร่างงดงาม ทว่าดุดันไม่แพ้ใคร เวลาออกล่าเหยื่อก็งามสง่าเกรียงไกรเหตุใดเรื่องราวถึงได้กลายเป็นเช่นนี้เล่า?เขาทรุดตัวนั่งลงกับพื้น กลั้นไม่ไหวจนร้องไห้ออกมาด้วยความปวดร้าวใจเขารู้ดีว่าบุตรชายทำผิดทว่าเขาก็จนปัญญาลูกชายคนนี้ได้มาด้วยความยากลำบากเหลือแสน บรรดาลูกชายของพี่ชายเขาล้วนตายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเขาผู้เดียว ที่กว่าจะได้ให้กำเนิดลูกชายคน
องครักษ์ยังไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เขารู้เพียงแต่ว่าเรื่องร้ายครั้งนี้กลับยิ่งบานปลายใหญ่โตขึ้นทุกที จึงรีบร้อนวิ่งไปหาเซียวจิ่งจาวขณะนี้เซียวจิ่งจาวกำลังถูกเถียนป๋อจือทำให้ขุ่นเคืองโกรธาอย่างถึงที่สุด เถียนป๋อจือไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น เอาแต่ดึงรั้งเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ต้องการให้ไปเบื้องหน้าไทเฮาเพื่อทูลขอคำชี้ขาดอ๋องโจวที่ยืนอยู่ด้านข้างฟังแล้วถึงกับปวดหัว คิดว่าเถียนป๋อจือนั้นช่างอวดอำนาจโอหังจนเกินขอบเขตเสียแล้ว ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเถียนเป่าซื่อจึงได้ลำพองใจไม่เกรงกลัวผู้ใดถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วต้นเหตุมันก็เน่าเสียมาตั้งแต่รากเดิมนี่เองลองดูเถียนป๋อจือนี่สิ! เซียวจิ่งจาวเคยกล่าวแล้วว่า เพียงเพราะโทสะจึงลงมือชกเถียนเป่าซื่อไปสองสามหมัด ถึงกระนั้น ตอนเขาจากไปเถียนเป่าซื่อก็ยังดีอยู่ไม่เป็นอันใดแม้เถียนเป่าซื่อจะถูกเซียวจิ่งจาวตีตายจริง ๆ พูดตามตรงก็ยังมิอาจกล่าวโทษได้มากนัก ลองไปดูลานเลี้ยงสุนัขนั่นสิ! วันนี้มีคนตายไปกี่คน บาดเจ็บอีกกี่คนกันเล่า?!เถียนเป่าซื่อแท้จริงแล้วช่างเป็นผู้มีโทษมหันต์เขาทนไม่ไหวอีกต่อไป เอื้อมมือคว้าตัวเถียน
ตอนนี้เรื่องแค่นี้จะนับประสาอะไร?ใบหน้าชีหยวนสงบนิ่ง “ข้าไม่ได้กลัว ท่านพ่อ เรื่องนี้จำต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน”ชีเจิ้นมองลานสุนัขที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า เขาก็คิดเช่นเดียวกัน จึงฮึดฮัดเสียงเย็นชา “ใช่แล้ว ตระกูลเถียนอย่าหวังว่าจะจบเรื่องได้ง่าย ๆ!”การทำสิ่งใดก็ต้องทำให้ถึงที่สุดนี่คือสิ่งที่ชีหยวนคิดมาโดยตลอดไหน ๆ ก็ขัดแย้งกันแล้ว เช่นนั้นก็ลากทั้งตระกูลเถียนไปลงนรกเสียเลยเถียนเป่าซื่อไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้ได้คนเดียว คนพวกนั้นถูกเถียนเป่าซื่อพามาที่นี่ได้อย่างไร เขาไม่เชื่อว่าผู้ใหญ่ในตระกูลเถียนจะไม่มีใครรู้เห็นเลยชีหยวนรับคำในลำคอ แล้วหันมองชีเจิ้น “ท่านเขียนฎีกาทูลเรื่องนี้เถิด”ชีเจิ้นตอบรับทันที หากยังมีจิตสำนึกความเป็นคนอยู่บ้าง ก็ไม่มีทางนิ่งเฉยเขากำลังพูดคุยกับชีหยวนอยู่นั้น ก็พลันได้ยินเสียงคำรามโหยหวนมาจากไกล ๆ จนเขาสะดุ้งเฮือก รีบหันไปถาม “เกิดอะไรขึ้น?!”องครักษ์ของเซียวจิ่งจาวรีบวิ่งออกมา สีหน้าตื่นตระหนก “สุนัขกัดคนตายอีกแล้ว กัดคนตายอีกแล้ว!”ชีเจิ้นพ่นลมหายใจหนัก ๆ ออกมาทีหนึ่งเขาเกลียดชังเถียนเป่าซื่อจนถึงขีดสุดแล้วจึงตะโกนเสียงดังลั่นว่า “รี
ชีหยวนมองตามมือชีเจิ้นไป เห็นได้ชัดว่าทางทิศตะวันออกของลานสุนัขมีกองกระดูกกองพะเนินสูงขึ้นราวเนินเขาลูกเล็ก ๆ จริงดั่งคำกล่าวยากจะจินตนาการได้ว่า กระดูกที่กองระเกะระกะเหล่านั้นล้วนเคยเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตมาก่อนไม่แปลกใจเลย เพียงเพราะเตะสุนัขของเขาตอนเดินผ่าน เถียนเป่าซื่อก็ตามราวีไม่เลิกรา แม้แต่ตอนที่ชีอวิ๋นจื่อแสดงตัวว่าเป็นใคร เถียนเป่าซื่อยังไม่สนใจแม้แต่น้อยใช่แล้ว เมื่อคนคนหนึ่งฆ่าคนมากพอ เขาก็ไม่ใช่คนปกติอีกต่อไปคนปกติย่อมรู้จักหวั่นเกรง แต่เถียนเป่าซื่อหาได้มีสิ่งนั้นไม่ชีหยวนหรี่ตาลง สีหน้าปรากฏความรังเกียจชัดเจนนางนึกถึงชาติก่อนที่เถียนเป่าซื่อพาสุนัขล่าเนื้อกลุ่มใหญ่ไปล้อมล่าสัตว์กับอ๋องฉี ปรากฏว่าเพราะนางกำนัลขององค์หญิงเป่าหรงหวาดกลัวสุนัขของเขาจึงใช้ไม้ตะบองขับไล่ คืนนั้นเอง นางกำนัลคนนั้นก็ถูกพบเป็นศพอยู่ในคอกสุนัขเถียนเป่าซื่อยังปฏิเสธ บอกว่านางกำนัลผู้นั้นคงอยากเล่นสนุก เลยไปหยอกล้อสุนัขสุดท้ายถึงถูกมันกัดตายอ๋องฉีรังเกียจการกระทำเช่นนี้อย่างยิ่ง ถึงกับสั่งห้ามเขานำสุนัขเข้าเมืองหลวงอีกแต่หลังจากถูกห้ามเข้าเมือง เถียนเป่าซื่อกลับเลี้ยงสุนัขเพิ่มขึ้นเรื
ซิ่วอี๋แทบจะกรีดร้องออกมาในทันใด แต่ทว่าชีหยวนลงมือไวกว่า ฉีกผ้าส่วนหนึ่งจากเสื้อของนาง แล้วก็ยัดเข้าไปอุดปากนางไว้แน่นหนา จากนั้นก็หัวเราะเย้ยหยันอย่างไร้อารมณ์ “คิดจะปล่อยสุนัขของข้าออกไปกัดคนใช่หรือไม่?”ซิ่วอี๋ตกใจจนมือเท้าเย็นเฉียบ แทบจะไร้สติก่อนหน้านี้นางอุตส่าห์รอโอกาสที่ไร้ผู้คน แต่ยามนี้เมื่อรอบด้านไร้ผู้ใดจริง ๆ กลับกลายเป็นว่านางไม่มีทางรอดเสียแล้วนางอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอู้อี้ด้วยความหวาดกลัวแต่ชีหยวนหาได้สนใจไม่นางไม่เคยเชื่อคำสำนึกผิดของศัตรู เพราะนางเห็นมามากเกินพอแล้วพวกนั้นจะร้องไห้ อ้อนวอน เล่าว่าชีวิตตนช่างน่าสังเวชเพียงใด ถูกบีบบังคับเพียงไร จะสาบานว่าจะไม่ทำความชั่วอีกแต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงกลอุบายที่พวกเขาใช้เอาตัวรอดหากหลงเชื่อพวกเขา คราวหน้า พวกเขาก็จะใช้วิธีการที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมมาจัดการเจ้าอีกดังนั้นชีหยวนจึงจับตัวซิ่วอี๋เหวี่ยงขึ้นบ่า นางพาร่างนั้นอ้อมเลี้ยวไปยังห้องที่ขังสุนัขไว้ แล้วเปิดประตูออก โยนร่างนั้นเข้าไปอย่างแรง ปิดประตูเสียงดังปังทันทีสุนัขตัวที่กระโจนออกจากกรงเข้าฉีกกัดเฝิงไฉ่เวยจนเละเทะไปแล้ว พอได้ยินเสียงก็หันขวับมา ทัน