Share

บทที่ 8

แม้ร้านค้าของพวกเขาจะยังเต็มไปด้วยผู้คนและเสียงพูดคุยคึกคัก แต่เมื่อวัตถุดิบชุดสุดท้ายถูกขายหมด ครอบครัวเหอ กับหลิวซิงก็ช่วยกันเก็บร้านด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าปนตื่นเต้น

“หมดจริง ๆ ด้วย…” ซินเยว่ยังดูเหมือนไม่อยากเชื่อขณะมองตะแกรงว่างเปล่าหน้าตน ส่วนทางด้านเสี่ยวเป่า เด็กหนุ่มก็หัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี

“ขนาดมีเรื่องพวกเราก็ยังขายได้!”

“แต่อย่ามีเรื่องดีที่สุด” เหอจื้อเหวินส่ายหน้าให้กับคำพูดของบุตรชายทั้งที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ฉันว่ารีบกลับบ้านกันเถอะค่ะ ดึกแล้ว”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยทันทีกับคำพูดนี้ของหลิวซูอวี้ เพราะแม้จะตื่นเต้นแค่ไหน แต่การยืนขายของหลายชั่วโมงก็เล่นเอาเมื่อยไปทั้งตัว

ไม่นานรถเข็นไม้คันเดิมก็ถูกเข็นกลับไปตามถนนสายเล็กของเมืองริมทะเล ท่ามกลางลมกลางคืนที่เริ่มเย็นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางเสี่ยวเป่ายังคงไม่หยุดพูด

“พี่ใหญ่! ตอนผมตะครุบเด็กหนุ่มคนนั้นนะ ผมตื่นเต้นมากเลย!”

“อืม ทำไมพี่ไม่พูดตอนที่พี่ยืนหน้าซีดบ้างล่ะ” ซินเยว่รีบแทรกอย่างไม่ไว้หน้า

“ซินเยว่! ตอนนั้นฉันแค่ยังไม่ทันตั้งตัว!”

เสียงเถียงกันของน้องทั้งสองทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แม้แต่หลิวซิงที่เดินเข็นรถช่วยเหอจื้อเหวินก็ยังเผลอหลุดยิ้มออกมาเป็นระยะ จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน ทันทีที่วางของเสร็จ เสี่ยวเป่าก็รีบลากเก้าอี้มานั่งที่โต๊ะไม้กลางบ้านทันที

“เร็ว ๆ! นับเงินกัน!”

ท่าทางตื่นเต้นของเขาทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะอีกครั้ง หลิงซีจึงหยิบกระป๋องเหล็กใบเก่าออกมาวางบนโต๊ะ ก่อนค่อย ๆ เปิดฝา แกร๊ง… เสียงเหรียญดังขึ้นก่อนที่พวกเขาจะเห็นธนบัตรหลายใบอัดแน่นอยู่ด้านใน

ซินเยว่ถึงกับสูดลมหายใจ

“เยอะขนาดนี้เลย…”

แม้แต่หลินซูอวี้ก็ยังนิ่งไป เพราะปกติเงินที่บ้านพวกเขาแทบไม่เคยเหลือเก็บมากขนาดนี้มาก่อน

“หนึ่ง… สอง… สาม…”

ทุกคนช่วยกันนับเงินอย่างตั้งใจ กระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ ซินเยว่จึงเงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย

“รวมทั้งหมด… หนึ่งร้อยหกสิบสามหยวน!”

“เท่าไหร่นะ!?” เสี่ยวเป่าตาโตทันที “คืนเดียวเนี่ยนะ!”

เหอจื้อเหวินเองก็ยังดูตกใจไม่แพ้กัน “มากกว่าที่พ่อออกเรือหลายวันอีก…”

คำพูดนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วครู่ หลิงซีมองมือหยาบกร้านของพ่อ ก่อนหัวใจจะบีบรัดเบา ๆ เพราะชาติที่แล้ว มือคู่นี้เคยเต็มไปด้วยบาดแผลจากทะเลและงานหนัก แต่ครั้งนี้…

ทันใดนั้นเอง

ติ๊ด…

เสียงสั่นของเพจเจอร์พลันดังขึ้นอีกครั้งในกระเป๋ากางเกง… เด็กสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนรีบใช้มือปิดมันไว้โดยอัตโนมัติ โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนกำลังสนใจกับกองเงินบนโต๊ะ จึงไม่มีใครทันสังเกต ก่อนที่เธอจะหยิบเครื่องมือสื่อสารชิ้นเล็กนี้ออกมาและเหลือบมองหน้าจอเล็ก ๆ ใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว

[ภารกิจหลักเริ่มต้น ช่วยเหลือ “สวี่เล่อ” หลานชายวัย 7 ขวบของสารวัตรสวี่ เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 17 ชั่วโมง 00 นาที สถานที่เกี่ยวข้อง: อ่างเก็บน้ำเมืองเหยียนสุ่ย รางวัลภารกิจ: คะแนนระบบ 500 เงินรางวัลสุ่ม ปลดล็อกข้อมูลเบาะแสเครือข่ายค้ามนุษย์ระดับต้น]

ดวงตาของหลิงซีหรี่ลง ‘สวี่เล่อ…’ เธอจำเรื่องนี้ได้ดี เพราะชาติก่อน ข่าวเด็กหายคดีนี้ดังไปทั้งเมืองเหยียนสุ่ย เนื่องจากเด็กคนนี้เป็นหลานชายของ “สารวัตรสวี่เจิ้งกั๋ว” นายตำรวจที่ขึ้นชื่อเรื่องไม่ยอมอ่อนข้อให้พวกอิทธิพลมืด

‘สารวัตรสวี่อย่างนั้นเหรอ!’

“พ่อคะ ลุงสวี่ที่พ่อพูดถึงอยู่บ่อย ๆ ว่าเป็นรุ่นพี่เขามีหลานชายอยู่คนหนึ่งใช่ไหมคะ” จู่ ๆ หลิงซีก็โพล่งขึ้นทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับทำหน้างงไปชั่วขณะ เนื่องจากสมองยังคงจดจ่ออยู่กับเรื่องเงินตรงหน้า

เหอจื้อเหวินมองใบหน้าของลูกสาวเมื่อได้ยินคำถามนี้ ชายวัยสี่สิบขมวดคิ้วพลางพยักหน้ารับทั้งที่ยังสับสน

“ใช่ มีคนหนึ่ง อายุประมาณเจ็ดขวบ เหมือนจะชื่อสวี่เล่อ ทำไมเหรอ”

หลิงซีเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะทำทีเหมือนถามไปเรื่อย

“เปล่าค่ะ… หนูแค่เคยได้ยินคนพูดถึง”

“อ้อ” คนเป็นพ่อพยักหน้า ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

“พ่อได้ยินมาจากคนรู้จักว่าช่วงนี้แกกำลังปวดหัวเรื่องหลานอยู่เหมือนกัน”

“ปวดหัว?” หลินซูอวี้ถามขึ้นอย่างใคร่รู้

“อืม ลูกชายกับลูกสะใภ้ของสารวัตรสวี่งานยุ่งทั้งคู่ คนหนึ่งอยู่จิงเฉิง อีกคนต้องเดินทางบ่อย เลยต้องฝากเด็กไว้กับคุณปู่” เขาอธิบายก่อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“สุดท้ายแกเลยหาพี่เลี้ยงมาช่วยดูแล”

หลิงซีชะงักทันที

“พี่เลี้ยง?”

“ใช่” เหอจื้อเหวินพยักหน้า “ได้ยินว่าตรวจประวัติแล้วปกติดี เป็นผู้หญิงต่างเมือง ดูเรียบร้อย ขยันพูดน้อย”

ติ๊ด…

เพจเจอร์สั่นขึ้นอีกครั้งราวกับตอบรับคำพูดนี้ของบิดา

[อัปเดตข้อมูล: บุคคลเป้าหมาย “พี่เลี้ยง” มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลักพาตัว ระดับภัยคุกคาม: ต่ำ สถานะ: นกต่อ]

ดวงตาของหลิงซีเย็นวาบลงเมื่ออ่านประโยคนี้ ‘นกต่อ…’ หมายความว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้เป็นตัวการหลัก แต่เป็นคนพาเด็กออกไปส่งให้ขบวนการค้ามนุษย์และสุดท้าย… คงถูกโยนทิ้งเป็นแพะรับบาป หลิงซีสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองพ่อ

“พ่อคะ”

“หือม์?”

“พรุ่งนี้ตอนบ่ายสองโมง พวกเราไปที่อ่างเก็บน้ำกันหน่อยได้ไหมคะ”

“หา!? ไปทำไมล่ะลูกแถวนั้นร้อนจะตาย”

บรรยากาศภายในบ้านที่เดิมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพลันเงียบลง ทุกสายตาหันมามองหลิงซีพร้อมกัน แม้แต่หลิวซิง เองก็ยังขมวดคิ้วอย่างสงสัย หลิงซีเม้มริมฝีปากแน่นเธอรู้ดีว่าไม่สามารถพูดเรื่อง “ระบบ” ออกไปได้ ดังนั้นสิ่งเดียวที่ใช้เป็นข้ออ้างได้… ก็คือเรื่องความฝัน

เด็กสาวก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเบา “เมื่อคืนนอกจากฝันเรื่องของพ่อแล้ว” ทันทีที่ทุกคนได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเหอจื้อเหวินกับหลินซูอวี้ก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน เพราะความฝันของลูกสาวเพิ่งช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากเหตุเรือประมง

“ฝันว่าอะไรจ๊ะ” คนเป็นแม่ถามเสียงเบาลงอย่างไม่รู้ตัว

หลิงซีแสร้งสูดลมหายใจลึก เหมือนพยายามเรียบเรียงภาพในหัว

“หนูฝันว่า… มีเด็กคนหนึ่งร้องไห้อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำ แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งพาเขาเดินออกไป หลังจากนั้น… ก็มีรถตู้สีเทาคันหนึ่งมาจอด” คำพูดของเธอทำให้เสี่ยวเป่าถึงกับขนลุก

“ฟังแล้วน่ากลัวชะมัด…”

หลิวซิงเมื่อได้ยินคำพูดนี้เจ้าตัวจึงได้โพล่งออกมาบ้าง เพราะเขาไม่คิดว่าหลิงซีพูดเหลวไหล

“เห็นทะเบียนรถไหม”

คนถูกถามชะงักไปก่อนส่ายหน้า “เห็นไม่ชัด” เธอเอ่ยปฏิเสธ “แต่จำได้ว่า… เหตุการณ์เกิดตอนบ่าย” เธอทำหน้าครุ่นคิดไปเล็กน้อย “ประมาณช่วงบ่าย ๆ จนเกือบเย็น”

เหอจื้อเหวินเริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้นเรื่อย ๆ แม้มันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เขากลับไม่สามารถมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระได้อีกแล้ว ชายวัยกลางคนเงียบไปพักหนึ่ง ในหัวเริ่มเกิดการโต้แย้งกันไปมา สุดท้าย

“ตกลงพรุ่งนี้พวกเราจะไปอ่างเก็บน้ำด้วยกัน”

หลังพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย หลิวซิงก็เตรียมตัวลุกขึ้นเพื่อจะกลับบ้านของตนเช่นกัน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเดินออกไป หลิงซีกลับรีบหยิบธนบัตรส่วนหนึ่งจากกองเงินบนโต๊ะแล้วยื่นให้เขาทันที

“เดี๋ยวก่อน” หลิวซิงชะงัก “นี่ของนาย” เด็กหนุ่มมองธนบัตรในมือเธอ ก่อนขมวดคิ้วทันที

“นี่มันไม่เยอะไปเหรอ”

“ไม่เยอะไปหรอกครับ” เสี่ยวเป่ารีบพูดแทรก “พี่ซิงช่วยตั้งเยอะ!”

“ใช่ค่ะ” ซินเยว่พยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง “ทั้งหาที่ ทั้งช่วยขาย ทั้งเข็นรถอีก รวมถึงยังจับคนไม่ดีด้วย”

หลิวซิงยังคงยืนนิ่ง “นั่นเป็นเรื่องที่พี่ควรทำอยู่แล้ว”

“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ” หลิงซีพูดขึ้นช้า ๆ ดวงตาสบกับเขานิ่ง “นายลืมเหรอว่าตัวเองก็เป็นหุ้นส่วนด้วย”

คำว่า “หุ้นส่วน” ทำให้หลิวซิงนิ่งไปทันที เด็กหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะถูกนับรวมอยู่ในคำว่า “พวกเรา” จริง ๆ หลินซูอวี้ที่นั่งอยู่เห็นดังนั้นจึงยิ้มอ่อนโยนเอ่ยออกมาบ้าง

“รับไว้เถอะลูก” หล่อนยังคงพูดต่อเมื่อเห็นว่าเด็กตรงหน้ายังคงนิ่ง “เอาไว้ซื้อยาให้ยาย”

ทันทีที่ได้ยินคำว่า “ยาย” ดวงตาที่มักนิ่งเฉยเสมอของเขาพลันสั่นไหวขึ้นมาวูบหนึ่ง สุดท้ายเจ้าตัวจึงค่อย ๆ ยื่นมือมารับเงินที่หลิงซีส่งให้

“ขอบใจ…” เสียงของเขาเบากว่าปกติ

“พรุ่งนี้พี่ซิงต้องมาช่วยอีกนะ!” เสี่ยวเป่าอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น

“ใช่!” ซินเยว่รีบเสริม “มีพี่ชายซิงอยู่ ร้านของเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ดีและมีคนมาหาเรื่อง”

“ตกลง” เด็กหนุ่มรับคำขณะกำเงินในมือเอาไว้แน่น เขารู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนวัยเด็กพูดเมื่อกลางวันดูเหมือนจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

เช้าของวันต่อมา...

หลิงซีลืมตาขึ้นแทบจะทันทีที่แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านสีซีดเข้ามาในห้อง เด็กสาวนั่งนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนรีบคว้าเพจเจอร์ที่วางไว้ข้างหมอนขึ้นมาดู

ติ๊ด…

[เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 9 ชั่วโมง 41 นาที]

ดวงตาของเธอหรี่ลงทันที ‘ไม่ใช่ความฝัน’ เธอคิดพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัว โดยที่ในหัวยังคงเต็มไปด้วยภาพจากชาติก่อน ข่าวเด็กหาย… เสียงร้องไห้ของครอบครัว… รวมถึงภาพสวี่เจิ้งกั๋วที่เหมือนจะแก่ลงไปหลายปีเพียงชั่วข้ามคืน

“พี่ใหญ่! ตื่นหรือยัง!” เสียงเสี่ยวเป่าดังมาจากด้านนอกพร้อมเสียงเคาะประตูรัว ๆ

ปัง! ปัง! ปัง!

“ถ้านายเคาะแรงกว่านี้อีกนิด บ้านเราคงได้เปลี่ยนประตูใหม่ก่อนรวยแน่!” หลิงซีตะโกนกลับไป

คนเป็นน้องหัวเราะแหะ ๆ อยู่หน้าประตู ก่อนรีบพูดขึ้น

“พ่อให้มาตาม บอกว่าเดี๋ยวจะออกไปดูอ่างเก็บน้ำก่อน”

คนเป็นพี่รีบลุกขึ้นมาเปิดประตู “ตอนนี้เลยเหรอ”

“อือ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแรง ๆ “พ่อบอกว่าถ้าเป็นเรื่องจริง จะได้ดูเส้นทางไว้ก่อน”

หัวใจของหลิงซีพลันอุ่นวาบเพราะดูเหมือน… พ่อจะเชื่อเรื่องความฝันของเธออย่างที่เขาพูดไว้ ไม่นานนักเธอก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องที่ตอนนี้บนโต๊ะอาหารไม้เก่ากลางบ้านถูกจัดวางอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่หลินซูอวี้กำลังตักโจ๊กใส่ถ้วย ส่วนเหอจื้อเหวินนั่งขมวดคิ้วดูแผนที่เมืองเหยียนสุ่ยอย่างเคร่งเครียด แม้แต่หลิวซิงก็มาแล้วเช่นกัน

เด็กหนุ่มยืนพิงกำแพงนิ่งแต่ในมือมีสมุดเก่าเล่มหนึ่งที่เขาใช้จดเส้นทางรอบเมือง เมื่อเห็นหลิงซีออกมา เขาก็เงยหน้าขึ้น

“ฉันลองไปถามคนแถวอ่างเก็บน้ำมาแล้ว” ทุกคนล้วนมองเขาเป็นทางเดียวเมื่อได้ยินคำพูดนี้

“ช่วงบ่ายจะมีคนไม่เยอะ เพราะอากาศร้อน” เขาพูดต่อเสียงเรียบ “ถ้ามีรถตู้เข้าไปจอดจริง อาจจะไม่มีคนสนใจ”

สีหน้าของเหอจื้อเหวินเริ่มเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ส่วนหลิงซี… ดวงตาของเธอก็เริ่มเย็นลงเช่นกัน ดูเหมือนครั้งนี้พวกเขาจะต้องมีแต่เผชิญหน้าเพียงอย่างเดียว

“ถ้าอย่างนั้นมาแบ่งงานกันค่ะ” อดีตผู้ช่วยนิติเวชสาวเอ่ยทำลายความเงียบออกมาก่อน

“เสี่ยวเป่า นายกับเสี่ยวเยว่ช่วยแม่เตรียมของขาย ส่วนพี่กับพ่อและอาซิงจะไปที่นั่น”

“ได้เลย!” คนเป็นน้องรับคำอย่างรวดเร็ว แม้สีหน้าจะอยากตามไปมากกว่าก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเจ้าตัวก็สามารถแยกแยะได้

เหอจื้อเหวินพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้องก่อนมองหลิวซิง

“เสี่ยวซิง… ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ลุงคงต้องพึ่งสายตากับสติของเธอด้วย”

เด็กหนุ่มนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึงที่ตัวเองถูกฝากความหวัง ก่อนตอบรับเสียงเบา

“ครับ”

หลิงซีเหลือบมองเพื่อนที่โตมาด้วยกันแล้วก็อดที่จะคิดถึงเรื่องอดีตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ชาติก่อนหลิวซิงไม่เคยมีโอกาสเรียนต่อ เพราะหลังเรียนจบมัธยม เขาต้องออกทำงานหาเงินรักษายายทันที สุดท้ายจึงเข้าไปพัวพันกับโลกมืดทีละนิดเพื่อหาเงินจนกระทั่งตาย

พอคิดมาถึงตรงนี้หัวใจของเธอก็จมลง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จู่ ๆ ภาพหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ภาพของหลิวซิงในเครื่องแบบตำรวจสีเข้ม ดวงตานิ่งเฉยแต่เฉียบคม เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟไซเรน ไม่ใช่ในตรอกสกปรกอย่างชาติที่ผ่านมาบางที…

“อาซิง!”

“ว่า?”

“นายอยากเป็นตำรวจไหม”

คำถามของเธอทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงชั่วขณะ แม้แต่เหอจื้อเหวินยังเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวอย่างแปลกใจ ส่วนหลิวซิงเองก็ดูจะมีสีหน้าเปลี่ยนไปเหมือนไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้ขึ้นมา

“ตำรวจ?” เด็กหนุ่มทวนเสียงต่ำ

“อือ” หลิงซีพยักหน้า “นายสายตาดี ใจเย็น สังเกตเก่ง แล้วก็กล้ากว่าคนทั่วไปอีก”

เสี่ยวเป่าที่นั่งซดโจ๊กอยู่รีบพยักหน้าตามอย่างเห็นพ้องเต็มที่

“จริง! ผมเห็นด้วย อย่างเมื่อวานตอนที่พี่ซิงตะครุบตัวคนร้ายผมรู้สึกว่าเขาเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบเลย!”

“หนูเห็นด้วย…” ซินเยว่รีบเสริมอย่างเห็นพ้อง

ส่วนผู้ที่ถูกพูดถึงกับนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างจนใจ ซึ่งท่าทางเช่นนี้ของเขา หลิงซีรู้ดีว่าเพื่อนผู้นี้กำลังกังวลเรื่องอะไร

“นายไม่ต้องคิดเรื่องเงิน ฉันบอกแล้วว่าพวกเราจะช่วยกันหา อีกอย่างโรงเรียนตำรวจมีทุน”

“พ่อเห็นด้วยนะ” เหอจื้อเหวินผู้เคยเลือกเส้นทางนี้มาก่อนพูดขึ้น “ลองดูก็ไม่เสียหายนี่ จบออกมามีงานทำ ต่อไปเธอกับยายจะได้ไม่ลำบาก ตอนนั้นหากลุง...” เจ้าตัวกลืนคำพูดลงคออย่างยากลำบาก

“พ่อครับ อนาคตผมจะเป็นตำรวจแทนพ่อเอง” เสี่ยวเป่าที่เห็นสีหน้าของผู้ให้กำเนิดโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ดีมาก! เจ้าลูกชาย” เหอจื้อเหวินยกขึ้นตบบ่าของเขา หากสังเกตให้ดีในดวงตาของชายผู้เป็นพ่อคล้ายมีน้ำตากลอกกลิ้งอยู่จาง ๆ

หลิวซิงมองภาพตรงแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง แสงแดดยามเช้าสาดผ่านหน้าต่างไม้เก่า ตกกระทบบนใบหน้าของคนในครอบครัวเหอ เขาได้ยินเสียงหัวเราะ ได้กลิ่นหอมของโจ๊กแม้ว่ากลิ่นอาหารเหล่านี้จะดูธรรมดาแต่กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกอุ่นอย่างประหลาด ความรู้สึกแบบนี้ เขาแทบลืมไปแล้วว่ามันเป็นอย่างไร

เด็กหนุ่มก้มหน้าลงแล้วกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว “ถ้ามีโอกาส…” เจ้าตัวเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ “ฉันก็อยากลองดู”

ทันทีที่สิ้นเสียง เสี่ยวเป่าก็ร้องเฮออกมาทันที “เยี่ยมเลย! ถ้าอย่างนั้นบ้านเราจะมีตำรวจตั้งสองคน!”

“ยังไม่ได้สอบเลยนะพี่รอง…” ซินเยว่รีบพูดดัก แต่รอยยิ้ม บนใบหน้ากลับปิดไม่มิดเช่นกัน

หลิงซีมองเพื่อนของเธอก่อนริมฝีปากจะแย้มบางออกมา ท่ามกลางความอบอุ่นของยามเช้า

ติ๊ด…

เสียงเพจเจอร์ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอหยิบมันออกมาอ่านอย่างไม่รอช้า

[เวลาคงเหลือก่อนเหตุการณ์ลักพาตัว: 8ชั่วโมง 58 นาที]

เหลือเวลาไม่มากแล้ว เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทุกคน

“พวกเรากินข้าวก่อนเถอะค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ “จะได้มาวางแผนกัน ว่าจะทำยังไงดี”

น้ำเสียงของเธอทำให้บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เหอจื้อเหวินพับแผนที่เก็บในกระเป๋าเสื้อก่อนจะทำตามที่ลูกสาวบอก

“ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง…” ชายวัยกลางคนพูดเสียงต่ำ “พ่อจะไม่มีวันปล่อยให้เด็กคนนั้นหายไปต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด”
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 134

    “ระยะ?”ชายหนุ่มตอบตามข้อมูลที่มี จากนั้นทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ก็ทำงานร่วมกันต่อไปโดยไม่เร็วนัก จากหมายเลขห้าไปยังหมายเลขหก และจากหมายเลขหกไปยังหมายเลขเจ็ด ข้อมูลของแต่ละร่างถูกแยกออกจากกันอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครนำสิ่งที่พบในร่างก่อนหน้ามาตั้งเป็นคำตอบล่วงหน้าให้ร่างถัดไป จนกระทั่งผ่านไปหลายร่าง รูป

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 133

    ในทางนิติเวช การพบร่างผู้เสียชีวิตภายในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้ ไม่ได้หมายความว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะต้องเป็น “ถูกไฟคลอก” เสมอไป และสิ่งแรกที่แพทย์นิติเวชต้องตอบให้ได้คือ ผู้เสียชีวิตยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่เกิดเพลิงไหม้หรือไม่ เพราะร่างกายของคนเป็นกับร่างของผู้ที่เสียชีวิตไปก่อนแล้ว ย่อมตอบสนองต่อควันแล

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 132

    คราวนี้คำตอบมาช้ามากกว่าเดิม “ไม่มีครับ”ปลายปากกาของเจ้าหน้าที่หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจดประโยคดังกล่าวลงไปโดยไม่แสดงความเห็น ในเวลาเดียวกัน อีกห้องหนึ่ง ผู้รอดชีวิตซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังตรวจอาการเบื้องต้นก็กำลังให้ปากคำกับตำรวจเช่นกันชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าที่ใบหน้ายังคงซีด ดวงตาแดงช้

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 131

    ในทางจิตวิทยามีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกว่า “normalcy bias” (นอร์-มัล-ซี ไบ-อัส) หรืออคติที่ทำให้มนุษย์ประเมินภัยต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะสมองมักใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นหลักในการตัดสินสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหากสถานที่แห่งหนึ่งเปิดกิจการมาสิบปีโดยไม่เคยเกิดไฟไหม้ คนจำนวนหนึ่งจึงไม่ได้คิดว่า “วันนี้อา

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 130

    “นี่แหละคืองานของพวกเขา... และของพวกเรา” สุดท้ายผู้เป็นอาจารย์ก็เลือกกล่าวออกมาเพียงเท่านี้คำพูดสั้น ๆ กลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน เพราะต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามปกป้องเมื่อคืนไม่ใช่อาคารหรือทรัพย์สิน หากแต่เป็นชีวิตของผู้คนที่ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาทดแทนได้ เพราะสำหรับคนที่

  • 18 อีกครั้ง    บทที่ 129

    หลังฟังจบหัวคิ้วของหลัวเหวินโจวก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ก่อนถามต่อ “แล้วมีการเคลื่อนย้ายร่างหรือยังครับ?”“ยังครับ พวกเรายังไม่ได้เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากสภาพร่างบางส่วนเสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งยังอยู่ใกล้ชิดกันมาก จึงต้องรอให้เจ้าหน้าที่นิติเวชเข้าตรวจสอบก่อนครับ”“ดีครับ” ชายวัยกลางคน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status