Masukชาติก่อน 'หลินอัน' คือลูกสาวที่พ่อแม่ไม่รัก ถูกกักขังและเปรียบเทียบกับน้องสาวจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เธอกลับอยู่ในร่างของ 'จงลู่ชิง' องค์หญิงใหญ่ผู้เอาแต่ใจในนิยายที่เคยอ่าน! นอกจากจะมีพลังสายฟ้าที่อ่อนปวกเปียกยังไม่พอ เธอยังมี 'พันธะ' กับสวามีหนุ่มรูปงามถึง 4 คนที่พร้อมใจกันมอบค่าความเกลียดชังให้เธอเต็มพิกัด! เหยียนจวิ้น: ราชาเพลิงผู้ดุดันที่จ้องจะปลิดชีพเธอทุกครั้งที่เผลอ เฟิงอี้: สุภาพบุรุษจอมวางแผนที่เก็บงำความแค้นไว้ภายใต้รอยยิ้มเย็นชา มั่วอิ่ง: นินจาหนุ่มผู้เย็นชาที่พยายามตีตัวออกห่างและมองเธอเป็นเพียงขยะ หลีหาน : หนุ่มน้อยขี้สงสารที่ผูกพันธะเพียงเพราะคำว่าบุญคุณ ท่ามกลางโลกที่เงินคือพระเจ้าและสตรีเป็นใหญ่ หลินต้องเอาตัวรอดด้วย 'ระบบนำโชค' และ 'ระบบอ่านใจ' สุดกวน พร้อมกับภารกิจปราบพยศ เหล่าสามีที่เกลียดเธอเข้าไส้ ให้กลายเป็นคนคลั่งรักจนโงหัวไม่ขึ้น!
Lihat lebih banyak"ผูก... พัน... ธะ..." เหยียนจวิ้นทวนคำช้าๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงไปด้วยความหึงหวงที่ปิดไม่มิด"ไอ้หน้ากากนั่นมันพูดหมายความว่าอย่างไรจงลู่ชิง? เจ้าไปรับคำท้าอะไรมันมา!""เอ่อ... คือว่า... มันเป็นแค่กลยุทธ์น่ะเหยียนจวิ้น!" หลินอันรีบแก้ตัวพลางส่งยิ้มแห้งๆ"ข้าก็แค่... แกล้งยั่วให้เขาเขินเล่นๆ เขาจะได้ยอมปล่อยข้ากลับมาหาพวกท่านไง ใครจะคิดว่าเขาจะบ้าจี้คิดเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้น""แกล้งยั่ว?" เฟิงอี้เลิกคิ้วสูง พลางหุบพัดดัง ฉับ"การแกล้งยั่วถึงขั้นจะผูกพันธะวิญญาณเนี่ยนะ? ลู่ชิง... เจ้ารู้หรือไม่ว่าการผูกพันธะในอาณาเขตอีกาดำหมายถึงการมอบกายถวายชีวิตให้แก่กัน? เจ้าเห็นพวกเราเป็นอะไร ถึงได้กล้าล้อเล่นกับเรื่องแบบนี้""ข้า... ข้าขอโทษ" หลินอันเริ่มรู้สึกถึงภัยพิบัติที่กำลังคืบคลาน"ข้าแค่ห่วงพวกท่านมากเกินไป ข้าอยากกลับมาช่วยพวกท่าน...""ห่วงพวกเรา หรือห่วงจะไม่ได้มีสวามีคนที่ห้ากันแน่?" หลีหานก้าวเข้ามาใกล้ นัยน์ตาที่เคยขี้อ้อนบัดนี้ครุกกรุ่นด้วยความงอน“เจ้าคนหน้ากากนั่นน่ะ... ทั้งอุ้ม ทั้งประคองแถมยังกระซิบกระซาบต่อหน้าพวกเราอีก! เห็นหัวพวกเราบ้างไหม!"มั่วอิ่งไม่พูดอะไร แต่การที่เขาค่อยๆ
หนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ที่จงลู่ชิงถูกกักบริเวณอยู่ในอาณาเขตอีกาดำดินแดนที่ดูเหมือนสรวงสวรรค์แต่นางกลับรู้สึกเหมือนอยู่ในกรงทองที่แสนหรูหรา ร่างกายของนางฟื้นฟูจนกลับมาเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิมด้วยไอปราณทิพย์ที่ชายลึกลับมอบให้ทุกเช้าค่ำ ทว่าสิ่งเดียวที่นางยังไม่เคยได้เห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียวคือใบหน้าภายใต้หน้ากากโลหะนั่น"นี่! ท่านหน้ากากอีกา! ข้าบอกรอบที่แปดหมื่นแล้วไงว่าข้าจะกลับวัง!" หลินอันยืนเท้าสะเอวอยู่กลางอุทยานผลึกแก้ว ตะโกนใส่ร่างสูงที่กำลังยืนนิ่งดูฝูงนกกระเรียนหยก"กลับไปหาเจ้าพวกอ่อนแอนั่นน่ะหรือ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง"ข้าอุตส่าห์ใช้ปราณบริสุทธิ์รักษาดวงวิญญาณเจ้า แต่เจ้ากลับเอาแต่พร่ำเพ้อเรียกหาผู้ชายสี่คนที่ปล่อยให้เจ้าเกือบตายเนี่ยนะ?""พวกเขาไม่ได้ปล่อยให้ข้าตาย! พวกเขาปกป้องข้าสุดชีวิตต่างหาก!" หลินอันเถียงสู้ตาย"ท่านมันคนไม่มีหัวใจ ไม่เข้าใจหรอกว่าความผูกพันมันยิ่งใหญ่กว่าพลังปราณของท่านแค่ไหน ปล่อยข้ากลับไปเดี๋ยวนี้!"หน้ากากอีกาดำหันกลับมาอย่างช้าๆ รังสีความกดดันแผ่ซ่านออกมาจนนกกระเรียนหยกบินหนีหายไปหมด"ความผูกพันงั้นหรือ? เจ้าอยู่กับข้าที่นี่ มีทาสรับใช้เป็
ท่ามกลางหุบเขาที่เงียบงัดในยามโพล้เพล้ เส้นทางสายเก่าที่มุ่งหน้ากลับสู่วังหลวงกลับกลายเป็นกับดักมรณะ รถไม้ที่จงลู่ชิงประทับอยู่ถูกล้อมกรอบด้วยกองกำลังเงาสังหารนับร้อยที่สวมชุดเกราะอาคมสีม่วงเข้ม พลังปราณที่แผ่ออกมานั้นหนาวเหน็บและกดดันเสียจนม้าศึกถึงกับล้มพับ"พวกมันมาจากไหนกันมากมายขนาดนี้!" เหยียนจวิ้นคำรามพลางกวัดแกว่งดาบอัคคีเข้าปะทะกับศัตรูที่พุ่งเข้ามาประดุจคลื่นมนุษย์การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ทว่าศัตรูครั้งนี้ต่างจากกบฏทั่วไป พวกมันไร้ชีวิต ไร้ความเจ็บปวด และมีพลังปราณที่แข็งแกร่งจนน่าขนลุก มั่วอิ่ง, เฟิงอี้ และหลีหานต่างทุ่มสุดตัวจนร่างกายเริ่มชุ่มไปด้วยเลือด แผลเก่าที่ยังไม่หายดีเริ่มปริแตกจนกระทั่งทั้งห้าคน รวมจงลู่ชิงที่พยายามใช้ปราณที่หลงเหลือเข้าช่วยเริ่มทรุดลงด้วยความเหนื่อยล้าในวินาทีที่เงาสังหารตนสุดท้ายถูกเหยียนจวิ้นฟันขาดเป็นสองท่อน ทั่วทั้งหุบเขาก็เงียบสงัดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจจะดังขึ้นจากยอดหน้าผาจ้านเก้อและจงอวี่ปรากฏตัวขึ้นในสภาพที่ดูอวดดีและบ้าคลั่งกว่าเดิม ทั้งสองไม่ได้หนีไปไหน แต่กลับซุ่มรอโอกาสสุดท้ายเพื่อปลิดชีพนาง"ในที่สุ
หน้ากากอีกาดำนั่งอยู่บนบัลลังก์ไม้ดำขลับด้วยท่าทีราวกับพระเจ้าผู้กุมชะตาชีวิต โดยมีจงลู่ชิงนั่งจิบชาอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าที่กลั้นขำจนแก้มตุ่ย ส่วนเบื้องล่างนั้น... สี่สวามีผู้ยิ่งใหญ่บัดนี้อยู่ในสภาพที่หากทหารในกองทัพมาเห็นคงต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเวทนา“เมื่อพวกเจ้าอยากจะพานางกลับไปนัก ข้าก็ได้ไตร่ตรองดูแล้ว..." หน้ากากอีกาดำเอ่ยเสียงทุ้มพลางเคาะนิ้วกับพนักพิง"ข้าจะยอมปล่อยนางไป หากพวกเจ้าสามารถทำภารกิจ 'สามวิถีสวามีดีเด่น' ที่ข้าเพิ่งคิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อครู่นี้ให้สำเร็จ""ด่านไหนก็ว่ามา! ข้าจะซัดให้เละ!" เหยียนจวิ้นตะโกนพลางถกแขนเสื้อขึ้นอย่างฮึกเหิม"ภารกิจแรก..." หน้ากากอีกาดำสะบัดมือเบาๆ ทันใดนั้นบนโต๊ะเบื้องหน้าสี่สวามีก็ปรากฏเข็ม ด้าย และผ้าไหมผืนบาง"พวกเจ้าต้องปักผ้าเป็นรูปนกอีกาคู่ชมจันทร์ให้สวยงามและประณีตที่สุด ใครปักเบี้ยวหรือด้ายพันกัน... สอบตก!""อะไรนะ! ให้ข้าจับเข็มเนี่ยนะ!?" เหยียนจวิ้นเบิกตากว้างมองดูนิ้วมือที่หนาเท่าขวดเหล้าของตนเอง"ข้าจับแต่ดาบหนักร้อยชั่งนะ!""นั่นคือเหตุผลที่ข้าให้เจ้าทำ" หน้ากากอีกาดำหัวเราะในลำคอ"เจ้ามือหนักเกินไป หากกลับไปดูแลนางแล้วเผลอไป
กลิ่นสุราทิพย์นับสิบไหอบอวลไปทั่วตำหนักของจงลู่ชิง เสียงดนตรีบรรเลงเพลงพื้นเมืองที่แสนรื่นเริงดังสลับกับเสียงหัวเราะของเหล่านางกำนัลและองครักษ์ที่ได้รับประทานอนุญาตให้ร่วมฉลองชัยชนะเหนือตระกูลจ้านและแผนชั่วของจงอวี่บนโต๊ะเสวยเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสที่หลินอันทุ่มไม่อั้น สั่งตรงจากเหลาชื่อดังที่สุดในเ
กลิ่นหอมของกำยานมังกรอบอวลอยู่ในห้องบรรทมกว้างขวาง ทันทีที่ฝีเท้าของนางก้าวพ้นธรณีประตูห้องนอน แผ่นหลังยังไม่ทันได้สัมผัสฟูกนุ่มๆ ประตูหยกสลักก็ถูกผลักโครมเข้ามาอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับการปรากฏตัวของสี่สวามีที่เดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาด้วยสีหน้าปั้นยากยิ่งกว่าการออกไปกู้ชาติหลินอันยืนกะพริบตาปริบๆ
บรรยากาศในท้องพระโรงวังหลวงบัดนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงแดดที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างหยกเข้ามาปะทะกับชุดเครื่องเพชรของจงลู่ชิงจนเกิดแสงวิบวับระยิบระยับไปทั่วห้อง จนเหล่าขุนนางต้องพากันหรี่ตา แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่าแสงเพชร คือเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของสตรีในชุดขาวที่คุกเข่าอยู่กลางพรมแดง"เสด็จแม่
[ติ๊ง! ของรางวัลจากระบบ: 'ชุดเครื่องเพชรพันปีดาราจักร' (ระดับ SSS) ][คุณสมบัติ: เปล่งประกายประดุจดาวฤกษ์ในระยะ 5 กิโลเมตร และเพิ่มค่า 'ความน่าหมั่นไส้' ต่อศัตรูอีก 200%!]"อุ๊ยตาย! ระบบแกนี่มันรู้ใจจริงๆ!" หลินอันไม่รอช้า รีบกระโดดลงจากเตียงเรียกนางกำนัลมาประโคมโฉมทันทีผ่านไปหนึ่งชั่วยาม... หลินอ






Ulasan-ulasan