Masukตำรวจสาวจับพลัดจับผลูข้ามเวลามาในยุคโบราณ เธอยังซวยข้ามมาตอนที่ร่างเดิมกำลังเข้าพิธีแต่งงานกับจิ้งอ๋องจอมเย็นชาด้วย เธอจะเอาตัวรอดในยุคสมัยนี้ได้หรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป
Lihat lebih banyakณ จวนจิ้งอ๋อง บรรยากาศยามนี้มีแต่เสียงแสดงความยินดีดังไปทั่วตามมารยาท เหล่าขุนนางและลูกน้องมากมายถึงจะรู้ว่าจิ้งอ๋องไม่เต็มใจแต่งกับบุตรีขุนนางเจียงก็ตามที แต่ด้วยเพราะอุบัติเหตุในวังหลวงเมื่อเดือนก่อนทำให้พระองค์จำใจรับราชโองการพระราชทานสมรสนี้มา
หนึ่งเดือนก่อน
งานเลี้ยงในวังหลวงวันนี้มีขุนนางมากมายเข้าร่วมพร้อมกับคนในครอบครัวตามประเพณี เจียงหว่านเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้มาด้วยเช่นกัน นางเป็นเพียงบุตรีฮูหยินเอกที่ตายไปแล้วของจวนขุนนางเจียงเท่านั้น แต่ตามธรรมเนียมแล้วนางเองก็มีสิทธิที่จะเข้าร่วมงานนี้ด้วย ขุนนางเจียงจึงได้พานางกับน้องสาวต่างมารดาอย่างเจียงม่านหรูมาเข้าร่วมด้วย เจียงหว่านหน้าตาสวยก็จริงอยู่ เพียงแต่นิสัยนางทั้งขี้ขลาดและโง่เขลา ทำให้ไม่เป็นที่ต้องตาของบุตรชายขุนนางที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
ขณะที่งานเลี้ยงผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เจียงหว่านก็ขอตัวออกไปเดินเล่นสูดอากาศ เจียงม่านหรูเห็นพี่สาวออกไปจึงติดตามไปห่าง ๆ ด้วย นางอาศัยตอนที่เจียงหว่านเผลอ ผลักเจียงหว่านตกสระบัวที่อยู่ติดกับห้องโถงจัดงานเลี้ยง ด้วยความที่เจียงหว่านเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอ นางจึงไม่สามารถว่ายน้ำขึ้นมาเองได้ ประจวบเหมาะกับเป็นตอนที่จิ้งอ๋องเดินผ่านมาพอดี พระองค์ไม่เห็นใครอยู่ใกล้ ๆ จึงตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยเจียงหว่านขึ้นมาอย่างไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก น่าเสียดายที่พอจิ้งอ๋องพาเจียงหว่านขึ้นมานอนที่ข้างสระบัวอยู่นั้น กลับมีกลุ่มฮูหยินและพระสนมเดินมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี
“ว้าย เกิดอะไรขึ้นเพคะจิ้งอ๋อง” ฮูหยินฉานร้องขึ้นเสียงดังเมื่อเดินเข้าไปใกล้
“นางตกสระบัว เราเพิ่งช่วยนางขึ้นมา เจ้าเข้าไปดูหน่อยสิว่านางยังหายใจอยู่หรือไม่ เราไม่สะดวกที่จะเข้าไป” จิ้งอ๋องเซี่ยจิ่น องค์ชายรองบุตรชายคนเดียวของกระสนมหรงผู้ที่ฮ่องเต้รักมากที่สุดกล่าวขึ้น พระองค์เองก็เปียกปอนไม่ต่างจากเจียงหว่านเช่นเดียวกัน
“เพคะ เพคะ” ฮูหยินฉานรีบเดินปรี่เข้าไปนั่งข้างร่างของเจียงหว่าน นางยื่นมือไปที่ใต้จมูกเจียงหว่านพักหนึ่ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นรายงานจิ้งอ๋องว่าเจียงหว่านยังคงหายใจอยู่
“เช่นนั้นรบกวนเจ้าดูแลนางต่อด้วย เราจะไปเปลี่ยนอาภรณ์” จิ้งอ๋องไม่อยากให้เรื่องราววุ่นวายไปมากกว่านี้ เพราะตอนนี้เริ่มมีคนเดินมาทางนี้มากขึ้นอีกแล้ว จิ้งอ๋องผู้เย็นชาอย่างพระองค์ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตนเองนั้นเป็นคนแข็งนอกอ่อนในจนแอบช่วยเหลือหญิงสาวนางหนึ่งเช่นนี้
“พะ..เพคะ” ฮูหยินฉานอึกอักตอบ นางได้แต่คิดว่าจิ้งอ๋องแตะต้องเจียงหว่านไปแล้ว แบบนี้เจียงหว่านจะออกเรือนได้อย่างไร
“ฮูหยินฉาน จิ้งอ๋องไปที่ใดแล้วเล่า” พระสนมหรงได้ยินว่าลูกชายของพระนางเป็นคนช่วยเด็กสาวคนหนึ่งขึ้นจากสระบัวจึงเดินตามมาดูเหตุการณ์
“อะ..เอ่อ..พระองค์ไปเปลี่ยนอาภรณ์แล้วเพคะ” ฮูหยินฉานที่เกรงบารมีของพระสนมหรงกล่าวรายงานด้วยสีหน้ากล้า ๆ กลัว ๆ นางเป็นเพียงฮูหยินขุนนางตำแหน่งไม่สูงนัก พระสนมที่มาเดินเล่นกับพวกนางก็เป็นเพียงพระสนมที่อยู่หางแถวในหกตำหนักหลังก็เท่านั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นางได้พบปะใกล้ชิดกับคนมีอำนาจอย่างพระสนมหรง
“อะไรกัน เหตุใดเขาจึงรีบไปนักเล่า เราอยากถามที่มาที่ไปของเรื่องนี้อยู่พอดี เจ้าปลุกนางขึ้นมาให้เราสิ” พระสนมหรงขมวดคิ้วมุ่น พระนางไม่รู้ว่าเหตุใดอยู่ดี ๆ ลูกชายของพระนางจึงยื่นมือช่วยหญิงสาวคนนี้ เพราะพระนางรู้นิสัยของลูกชายเป็นอย่างดีว่าเขาไม่ชอบใกล้ชิดกับผู้หญิง
ฮูหยินฉานพยักหน้ารับคำและเขย่าร่างของเจียงหว่านอยู่พักใหญ่ก่อนที่เจียงหว่านจะบ้วนน้ำออกมาจำนวนมากหลังจากทนแรงเขย่าไม่ไหว
“อะ...อือ… ข้า..ข้าเป็นอะไรไปเจ้าคะ” เจียงหว่านปรือตามองก็เห็นว่าตรงหน้ามีฮูหยินผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านข้างตัวของนาง
“เจ้าพลัดตกน้ำได้อย่างไรกัน พระสนมหรงต้องการทราบเรื่อง” ฮูหยินฉานไม่ได้คิดจะถามไถ่ที่มาที่ไปของเจียงหว่านเลยแม้แต่น้อย
“ข้าก็ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้าเดินเล่นอยู่ดี ๆ ก็เหมือนกับมีคนผลักข้าตกลงไป พอข้าตกลงไปแล้วก็ไม่เห็นใครอยู่รอบ ๆ เลยเจ้าค่ะ ข้ายังคิดว่าตัวเองจะตายไปแล้วเสียอีกเจ้าค่ะ เป็นท่านที่ช่วยข้าหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าขอบคุณมาก” เจียงหว่านที่ยังคงใจสั่นอย่างหวาดกลัวไม่ลืมที่จะเอ่ยปากขอบคุณผู้ช่วยชีวิตนาง
“ไม่ใช่ข้าหรอก” ฮูหยินฉานไม่กล้าเอ่ยปากว่าใครเป็นคนช่วย
“ฮึ่ม! ในเขตพระราชฐานแท้ ๆ แต่กลับมีคนกล้าลงมือทำร้ายคน ขันทีเยว่ เจ้าส่งคนไปสืบมาสิว่าก่อนหน้านี้มีใครมาเดินอยู่แถวนี้บ้าง จับตัวมาให้ข้าด้วยเล่า ข้าอยากรู้นักว่าใครกันบังอาจถึงเพียงนี้” พระสนมหรงที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ หันไปสั่งการอย่างรวดเร็ว พระนางยังคิดไม่ตกว่าจะจัดการเรื่องลูกชายกับหญิงสาวผู้นี้อย่างไรดี เพราะตามธรรมเนียมแล้วนั้น ชายหญิงที่ไม่ใช่คู่หมั้นคู่หมายกันนั้นต้องเว้นระยะห่างกันให้ดี ห้ามแตะเนื้อต้องตัวกันเป็นอันขาด
“พะย่ะค่ะพระสนม” ขันทีเยว่รีบรับคำเสียงดังก่อนจะหันหลังจากไป
ไม่นานเรื่องที่เกิดขึ้นก็ดังเข้าไปในงานเลี้ยง ขุนนางเจียงที่เห็นเพียงบุตรีคนรองอยู่ในงานก็อดจะกังวลใจขึ้นมาไม่ได้ เขารู้ดีว่าลูกสาวคนโตนั้นโง่เง่ามากเพียงใด เขาจึงรีบเดินตามกลุ่มขุนนางไปดูเหตุการณ์เช่นกัน พอเห็นว่าคนที่นั่งอยู่บนพื้นข้างสระบัวเป็นลูกสาวคนโตของตนเองจริง ๆ เขาก็รีบปรี่เข้าไปตบหน้านางฉาดใหญ่จนเจียงหว่านหน้าหันไปด้านข้างพร้อมกับปื้นแดงขนาดใหญ่เท่ากับรอยฝ่ามือของเจียงซุนเจ๋อผู้เป็นพ่อ
“ฮึก...ท่านพ่อตบหน้าข้าทำไมกันเจ้าคะ” เจียงหว่านหันกลับมามองหน้าบิดาที่ยืนทำหน้าถมึงทึงใส่พร้อมน้ำตาที่ไหลรินลงมาด้วยความเศร้าใจ
“ยังจะมาถามข้าอีก! ข้าพาเจ้ามาเพื่อดูตัว แต่เจ้ากลับก่อเรื่องจนวุ่นวายไปหมด เจ้านี่มันโง่เง่าเสียจริง!” เจียงซุนเจ๋อตวาดใส่ลูกสาวเสียงดัง
“ฮึก..ฮือ...ฮึก..ข้าเปล่านะเจ้าคะ มีคนผลักข้าตกลงไป” เจียงหว่านสะอึกสะอื้นกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ว่าตัวนางเองผิดอันใด ทั้งที่มีคนทำร้ายนางแท้ ๆ แต่ท่านพ่อของนางกลับไม่หาตัวคนทำผิด แต่เขากลับมาทำร้ายนางแทน
“เจ้ายังกล้าเถียงข้าอีก! อยากโดนตบอีกใช่ไหมฮะ!” เจียงซุนเจ๋อง้างมือขึ้นสูง
“หยุดนะ!! ต่อหน้าเราเจ้ายังกล้าทำร้ายคน” พระสนมหรงทนดูไม่ไหวจึงได้ตรัสขึ้นมาเสียงดัง นางยิ่งมองก็ยิ่งสงสารเจียงหว่านมากขึ้นไปอีก
“อะ...ถวายพระพรพระสนมหรงพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่รู้ว่าพระองค์ก็อยู่ที่นี่ด้วย เป็นความผิดของกระหม่อมที่สั่งสอนบุตรสาวไม่ดีเอง” เจียงซุนเจ๋อรีบคุกเข่าลงทันที เขามัวแต่โมโหเจียงหว่านจนลืมดูรอบข้างไปเสียสนิท
“ฮึ! ลูกสาวเจ้าผิดอะไร นางก็บอกอยู่ว่ามีคนผลัก” พระสนมหรงตรัสอีกครั้ง
“เอ่อ… นางผิดที่เดินออกมาที่นี่คนเดียวจนถูกคนทำร้ายพะย่ะค่ะ” เจียงซุนเจ๋อยังคงอ้างข้าง ๆ คู ๆ เขารู้สึกหวาดกลัวสายตาดุร้ายของพระสนมหรงจึงต้องหาข้อแก้ตัวให้ตนเองเสียก่อน
“ฮึ่ม! แล้วเจ้าเป็นพ่อประสาอะไร เหตุใดจึงไม่ดูแลลูกเล่า” พระสนมหรงอดโมโหขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้ฟังสิ่งที่เจียงซุนเจ๋อเอ่ย
“กระหม่อม...กระหม่อมผิดไปแล้วพะย่ะค่ะ” เจียงซุนเจ๋อไม่กล้าหาข้อแก้ตัวขึ้นมาอีกจนทำให้พระสนมหรงไม่พอพระทัย
เจียงม่านหรูที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้ได้แต่ยืนตัวสั่นอย่างหวาดกลัว นางแค่จะกลั่นแกล้งพี่สาวต่างมารดาเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายจนกลายมาเป็นเช่นนี้ได้ เจียงม่านหรูจึงกลัวว่าสิ่งที่ตนเองทำจะมีคนอื่นพบเห็นเข้าจนนำภัยมาสู่ตัวเอง
ขันทีเยว่กลับมาจากสอบสวนคนในงานเลี้ยง เขาได้แต่ส่ายหน้ากับพระสนมหรงว่าไม่พบผู้ต้องสงสัยเลย คนอื่นก็ไม่เห็นเช่นกันว่ามีใครเดินตามเจียงหว่านมาที่สระบัวด้วยหรือไม่ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่คนกำลังเดินคุยกันไปมาอยู่ในงานเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ทำให้นางกำนัลไม่ทันสังเกตว่ามีคนหายออกไปจากงานเลี้ยงในช่วงเวลานั้นพอดี
“เฮ้อ ในเมื่อหาตัวคนร้ายไม่พบก็ช่างมันเถอะ ส่วนเรื่องที่จิ้งอ๋องทำลงไป เราจะให้จิ้งอ๋องรับผิดชอบเองก็แล้วกัน เจ้าพานางกลับจวนได้แล้ว ดูแลนางให้ดีด้วยเล่า หากเรารู้ว่าเจ้าทำร้ายนางอีก เจ้าต้องถูกลงโทษ” พระสนมหรงจำต้องจัดการเรื่องให้ลูกชายตัวดีเสียก่อน พระนางกลัวว่าข่าวลือของลูกชายจะทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยเอาได้ ช่วงนี้ลูกชายนางยิ่งขัดรับสั่งเรื่องแต่งงานอยู่
ทหารรักษาการประจำเมืองหลวงต่างพาตัวขุนนางที่เข้าร่วมกับฮองเฮาในท้องพระโรงรวมทั้งคนบงการไปขังเอาไว้ที่คุกหลวงทั้งหมด องค์หญิงเป่ยโม่ที่นำทหารมาด้วยก็ไม่รอดพ้นจากการถูกจับไปพร้อมองค์ชายใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนทหารแคว้นเป่ยเซียงที่ขัดขืนล้วนตกตายไป เหลือแต่เพียงทหารที่ยอมจำนนไม่กี่คนเท่านั้น นับว่าครานี้องค์หญิงเป่ยโม่สูญเสียกำลังสนับสนุนพระองค์ไปจนแทบหมดสิ้นแล้วด้านขุนนางแคว้นเป่ยโม่ที่เคยเข้าพบองค์หญิงก่อนหน้านี้ก็หนีออกจากเมืองหลวงไปหลังจากส่งข่าวให้ทหารเสร็จ พวกเขาลอบเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นพ่อค้าและรีบนั่งรถม้าออกจากเมืองหลวงไปตั้งแต่เมื่อวาน ก่อนหน้าที่ทหารจะปิดเมืองเพื่อเตรียมพร้อมจับกุมผู้ก่อความไม่สงบในราชสำนักช่วงเช้าวันนี้ ขุนนางแต่ละคนรู้ตัวดีว่ากลับแคว้นไปจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักอย่างแน่นอน พวกเขาจึงตัดสินใจหาคนส่งจดหมายกลับไปให้คนในครอบครัวโยกย้ายถิ่นฐานมายังชายแดนแคว้นเซี่ยเพื่อความปลอดภัย ขุนนางแต่ละคนคิดได้ว่าแคว้นเป่ยเซียงนั้นอันตรายยิ่งกว่าถ้ำเสือ พวกเ
“ฮึ! ขุนนางพวกนี้ช่างใจเสาะนัก จะก่อการใหญ่แต่กลับใจปลาซิวเสียนี่ เสียแรงที่เสด็จพ่อส่งทหารมาให้พวกเขาตั้งมากมาย” องค์หญิงเป่ยโม่ปรามาสอย่างอารมณ์ไม่ดี พระองค์อยากให้ขุนนางพวกนี้เข้าไปมีส่วนสนับสนุนองค์ชายใหญ่กับองค์หญิงด้วยอีกแรงหนึ่ง น่าเสียดายที่พวกเขากลับไม่เห็นค่า นางกำนัลข้างกายองค์หญิงได้แต่เหงื่อตกกับสิ่งที่ได้ยิน นางเองก็กลัวไม่ต่างจากขุนนางเหล่านั้น เพียงแต่นางไม่สามารถหนีออกจากที่นี่ได้เหมือนกับพวกเขา เพราะองค์หญิงคงต้องพานางเข้าวังไปด้วยในวันพรุ่งนี้แน่“หืม? เสด็จแม่จะให้เราเข้าวังเช้าตรู่พรุ่งนี้หรือ? พระองค์มีเรื่องด่วนอันใดกันเหตุใดไม่ฝากบอกเจ้ามาเลยเล่า” องค์ชายใหญ่ที่กำลังรักษาตัวอยู่ไ
“ลูกทราบแล้วพะย่ะค่ะ” จิ้งอ๋องพยักหน้ารับคำจบก็เสด็จออกไปสั่งการพ่อบ้านที่รอรับใช้อยู่หน้าห้องโถงรับแขก ไม่นานพระองค์ก็เสด็จกลับมานั่งข้างเจียงหว่านเพื่อรอให้บ่าวเตรียมอาหารและตั้งโต๊ะ“เสด็จพี่ไปตรวจงานเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” พระสนมหรงหันไปตรัสถามฮ่องเต้ที่ออกไปข้างนอกอยู่นานเกือบสองชั่วยาม“ทุกอย่างราบรื่นดีมาก รอแค่พวกเขาทำตามแผนผังของขุนนางหร่วนเสร็จ ทุกอย่างก็น่าจะไม่มีปัญหาให้ต้องเป็นห่วงแล้วล่ะนะ” ฮ่องเต้ตรัสตอบอย่างที่พระองค์ทรงเห็นด้วยสายพระเนตรของพระองค์เอง“อืม...เช่นนั้นก็ดีมากเลยนะเพคะ นับว่าพวกเรามาไม่เสียเที่ยว” พระสนมหรงทรงห่วงใยราษฎรไม่ต่างจากฝ่าบาทมานานแล้ว“เ
“หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ เสด็จพี่ไม่ต้องกังวล พวกเราไปรอรับทั้งสองพระองค์ที่หน้าจวนเจ้าเมืองกันดีไหมเพคะ” เจียงหว่านคิดว่าการนั่งรอที่ห้องโถงรับแขกในเรือนหลักของจวนเจ้าเมืองดูจะไม่เหมาะสมนัก“ตกลง พี่ประคองน้องหญิงเอง” จิ้งอ๋องรีบลุกขึ้นประคองเจียงหว่านให้เดินไปช้า ๆ อย่างไม่เร่งร้อน เพราะเวลาเจียงหว่านไม่มีคนคอยประคอง นางก็มักจะเดินเร็วจนคนที่เห็นต่างเป็นห่วงว่านางจะหกล้มเข้าจิ้งอ๋องกับเจียงหว่านยืนรอกันพร้อมกับเจ้าเมืองฝูเซิงที่ได้รับข่าวจากเหล่าขุนนางจีงรีบกลับมาเฝ้ารับเสด็จเช่นเดียวกัน ส่วนทหารที่ได้รับหน้าที่ก็ยังคงทำงานกันอยู่ตามหมู่บ้านและบ่อน้ำโดยไม่ต้องละทิ้งงานของตนเอง“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” เสียงถวายพระพรดังไปทั่วบริเวณด้านหน้าจวนเจ้าเมืองจนทำเอาชาวเมืองที่อยู่ใก
ตำหนักเฟิ่งหวง“คิดไม่ถึงว่าจิ้งอ๋องถึงกับไม่พานางมาพบเราก่อน” ฮองเฮาจิกเล็บลงบนฝ่ามือด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ พระนางอุตส่าห์แต่งตัวรอให้พวกเขามาพบตามธรรมเนียม
“พระสนมชมเกินไปแล้วเพคะ” เจียงหว่านกล่าวอย่างถ่อมตัว“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าไปนั่งเถอะ จากนี้เจ้าก็เรียกเราว่าเสด็จแม่เหมือนจิ่นเอ๋อก็ได้นะพระชายา อย่าได้เรียกเราห่างเหินนัก
“เพคะ” เจียงหว่านพยักหน้ารับคำ นางเห็นสภาพสามพ่อแม่ลูกตรงหน้าแล้วก็ได้แต่คิดว่ากงกรรมกงเกวียน พวกเขาเคยรังแกร่างเดิมมาอย่างไร ตอนนี้ก็ถูกจิ้งอ๋องจัดการไม่ต่างกันสองเค่อต
“เชิญท่านอ๋องเสวยชาก่อนพะย่ะค่ะ บ้านกระหม่อมมีเพียงชาธรรมดาเท่านั้น หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ทรงถือสา” เจียงซุนเจ๋อรีบเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับอนุหวัง“





