Masukวันเวลาผันผ่านเผลอแป๊บเดียวซินซินก็ได้อายุสามหนาวแล้ว ซานซานตัวน้อยปีนี้ก็อายุได้เจ็ดขวบและก็ได้ไปเข้าโรงเรียนที่อยู่ในเขตสีซือซึ่งเป็นโรงเรียนประถมแห่งเดียวในเขตหมู่บ้านของเขา
ทางด้านอาฮัวเหมยก็ได้แต่งงานไปแล้วเมื่อตอนซินซินอายุได้สองหนาว อาเขยของซินซินทำงานเป็นเลขาให้กับพรรคการเมืองในท้องถิ่นชื่อว่าจางหยาง ครั้งแรกที่ซินซินได้เห็นหน้าอาเขยของตัวเองบอกได้เลยว่านี่มันพ่อแกะน้อยอดีตสามีในฝันของเธอชัดชัด
“ซินซินลูกมานั่งทำอะไรอยู่หน้าบ้านคนเดียวคะ” แม่เหมยของหนูน้อยเอ่ยถามลูกสาวของตน ฝ่ายซินซินเมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาหาเธอคือผู้เป็นแม่เจ้าตัวน้อยก็ได้แต่ยิ้มหวานจนตาปิดพร้อมแก้มที่บุ๋มลงไปทั้งสองข้างเล็ก ๆ นั้นก็ได้ปรากฎออกมา
“วาดรูปค่ะ” ซินซินตัวน้อยได้ชูแท่งดินสอในมือพร้อมกับสมุดวาดรูปที่เธอมักจะวาดอะไรต่าง ๆ ลงไปให้ผู้เป็นแม่ได้ดู
“เอาอาหารกลางวันไปให้คุณย่ากับพ่อกันค่ะลูก” ซูเหมยก็พูดชวนลูกสาวของตนขึ้นมา เด็กน้อยเมื่อได้ยินก็ยืนขึ้นบนโต๊ะพร้อมทั้งกางแขนที่สั้นป้อมของตัวเองออกเพื่อให้ผู้เป็นแม่อุ้มลงจากโต๊ะ
“จิวจิวไปกับซินซินไหมจ๊ะ” ซินซินหันไปถามเพื่อนผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งแต่อยู่บนสวรรค์ด้วยกัน ตอนนี้ทุกคนที่บ้านได้รู้จักจิวจิวกันหมดแล้ว และต่างก็หลงในความน่ารักของเจ้าตัวเล็กนี้กันทุกคนเลย
“ไปฮับ” จิวจิวตอบขึ้นมาพร้อมกับเด้งตัวเองมานอนแปะอยู่บนหัวกลางกลุ่มผมทรงซาลาเปาสองลูกของเพื่อนรักตน
“แม่จ๋า ที่ทุ่งนาน่าจะต้องมีกระต่ายใช่ไหมจ๊ะ เพราะช่วงนี้เป็นหน้าเก็บเกี่ยว หากเราจับได้เรานำมันมาเลี้ยงได้ไหมจ๊ะ” ซินซินตัวน้อยเอ่ยถามแม่ของตนพร้อมเงยหน้ามองแม่ด้วยดวงตากลมโตฉ่ำน้ำเหมือนลูกแมว
“ได้สิจ๊ะ ถ้าหากบ้านเราเป็นคนจับได้ก็จะถือว่าเป็นของบ้านเราไงคะลูกสาว หนูอยากเลี้ยงเอาไว้ดูเล่นเหรอลูก” ฝ่ายแม่ที่จับมือลูกน้อยอยู่ก็ก้มหน้าลงมามองลูกของตนเช่น เดียวกัน
“เปล่าจ้ะกระต่ายมันมีลูกเร็วมาก หนูจะเอามาขายจ้ะ” ฝ่ายลูกสาวก็ตอบผู้เป็นแม่อย่างเสียงใส แต่ทางผู้เป็นแม่เมื่อได้ฟังก็ถึงกับพูดไม่ออกกับความคิดลูกของตนเลยทีเดียว
สองแม่ลูกพากันเดินมาได้สักพักก็ถึงบริเวณทุ่งนาที่แม่สามีและสามีของตนทำงานอยู่ เมื่อสองแม่ลูกหาร่มไม้ใหญ่นั่งได้แล้วเสียงกริ่งสัญญาณพักเที่ยงก็ดังขึ้น
“จุณพ่อ จุณย่าทางนี้จ้ะ” ซินซินรีบตะโกนโบกไม้โบกมือเรียกผู้เป็นพ่อและย่าของตนทันที พ่อและย่ารีบเดินมาหาหลานตัวน้อยที่แสนฉลาดและรู้ความเกินเด็กทั่วไปของตนอย่างเร่งรีบ
“พ่อจ๋าข้าว ย่าจ๋าจินข้าว” ซินซินพูดออกมา ในบางครั้งซินซินก็สามารถพูดได้ชัดแต่ในบางครั้งก็ไม่สามารถพูดได้ชัดเหมือนอย่างตอนนี้แต่ทุกคนก็เข้าใจที่เธอสื่อสาร ดังนั้นก็ช่างมันเถอะโตมากกว่านี้ก็ดีขึ้นเองแหละ
หลังจากแม่และลูกชายล้างมือจากน้ำที่ซูเหมยส่งมาให้แล้วก็พากันลูบหัวน้อย ๆ ของลูกและหลานรักของตน โดยหลีกเลี่ยงเจ้าจิวจิวที่กำลังนอนผึ่งพุงน้อย ๆ ของมันอยู่
พวกเขาทั้งครอบครัวรู้สึกภูมิใจในตัวลูกทั้งสองของเขามากโดยเฉพาะลูกสาวตัวน้อยคนนี้เพราะซินซินไม่เคยงอแงเลยตั้งแต่เกิดมา แถมยังรู้ความมากกว่าเด็กวัยเดียวกันเป็นอย่างมาก
รวมถึงเรื่องความเป็นอยู่ในบ้านด้วยต่างก็ได้อาศัยสิ่งของที่ซินซินเสกออกมาจากความว่างเปล่าทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ซินซินก็อายุได้สามหนาวแล้วสิ่งของที่เสกออกมาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมด จนเขาและภรรยารวมทั้งผู้เป็นแม่ก็กังวลใจว่าสิ่งเหล่านี้จะมีผลอะไรกับร่างกายของลูกสาวตัวน้อยที่แสนจะน่ารักนี้หรือไม่ พวกเขาก็ได้แต่รอและเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง หากลูกเขามีอะไรผิดปกติก็จะได้รีบพาไปหาหมอ
แต่พวกเขาก็ได้รู้สึกโล่งใจเมื่อตอนที่ซินซินอายุได้หนึ่งหนาวลูกสาวของเขาก็พูดขึ้นมา เขาถึงได้รู้ว่าลูกสาวเขารู้ถึงความกังวลใจนี้มาโดยตลอด แต่ตอนนั้นยังเป็นเด็กทารกจึงไม่สามารถบอกได้
พอพูดได้ลูกสาวของเขาก็ได้พูดถึงคำตอบของเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนแทนที่จะเรียกแม่เรียกพ่อก่อนเหมือนเด็กคนอื่น ๆ เขาก็คิดว่าลูกสาวเขาต้องเป็นเทพธิดามาเกิดจริง ๆ เป็นแน่ ทั้งเขาและครอบครัวต่างก็ได้คุกเข่าอยู่ที่พื้นและก็ทำความเคารพไปยังสวรรค์เบื้องบนที่ยอมให้เทพธิดามาเกิดเป็นลูกของเขา
“ป๋อจ๋า จะต่ายจ๊ะ หนูอยากเลี้ยงกระต่าย” ซินซินพยายามเรียกพ่อของตนหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เห็นพ่อของตนตอบตัวเองสักที จึงได้ใช้แขนสั้น ๆ ป้อม ๆ ของตนมาเขย่าแขนที่มีแต่กล้ามเนื้อของพ่อตนอีกแรง
“ห๊ะ! ละลูกว่าอะไรนะครับ” ผู้เป็นพ่อถามลูกขึ้นมาด้วยเสียงไม่แน่ใจ ฝ่ายเจ้าตัวน้อยตอนนี้ก็ได้อมลมจนแก้มป่องยกมือกอดอกมองพ่อของตนด้วยอาการงอน พ่อที่เห็นลูกของตนเหมือนจะงอนตนไปแล้วก็เริ่มที่จะร้อนรน
ทางด้านผู้เป็นแม่และย่าที่มองเห็นภาพนี้ก็ได้แต่อมยิ้มกับการช่างกลั่นแกล้งของลูกและหลานสาวของตน คนในครอบครัวต่างก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้ชอบแกล้งผู้เป็นพ่อและพี่ชายเป็นที่สุด ก็คงจะมีแต่สองคนนี้เท่านั้นแหละที่มองไม่เห็น
“กระต่าย หนูอยากได้กระต่ายจ๊ะป๋อจ๋า” ซินซินพยายามพูดออกเสียงให้ช้าลงและค่อย ๆ เอ่ยอย่างชัด ๆ เมื่อผู้เป็นพ่อได้ฟังก็ไม่อยากขัดความปรารถนาของลูกสาวตัวน้อย แต่กระต่ายมันปราดเปรียวมากและมันจะอยู่นิ่ง ๆ ให้เขาจับได้อย่างไรกัน
“พ่อจะพยายามนะลูก หากพ่อเห็นมันและมันยอมให้พ่อจับพ่อก็จะจับมันมาให้หนู” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นอย่างกลาง ๆ ออกมาเพราะเขาก็ไม่อยากให้ลูกสาวของเขาผิดหวังเช่นกัน
“ได้แน่นอนจ้ะ” ซินซินตัวน้อยกล่าวขึ้นพร้อมยืดอกน้อย ๆ ของตนด้วยความมั่นใจ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสามคนเห็นต่างก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความเอ็นดูเจ้าตัวน้อยนี้เป็นอย่างมาก
เมื่อสัญญาณกริ่งเริ่มงานดังขึ้นพ่อและย่าก็เดินลงไปทำงานในแปลงนาต่อทันที ตอนนี้ย่าเยว่จินอายุสี่สิบสองปีแล้วแต่รูปร่างและใบหน้ายังคงเหมือนคนอายุแค่สามสิบกว่า ๆ เท่านั้น ถึงแม้ว่าจะทำงานในทุ่งนาก็ไม่ได้มีผลอะไรมากระทบความงามของผู้เป็นย่าของตนได้เลย
ทางด้านแม่และลูกสาวก็ต่างพากันจูงมือเดินกลับบ้าน หากถามว่าทำไมแม่ถึงไม่ขี่จักรยานออกมาทั้ง ๆ ที่ก็มีจอดอยู่ถึงสองคัน นั่นก็เพราะจักรยานมันสูงเกินไปแม่กลัวว่าตอนที่แม่ขี่ซินซินอาจจะพลัดตกลงมาได้ และอีกอย่างแปลงนาก็อยู่ไม่ไกลการเดินก็เหมือนเป็นการออกกำลังกายไปในตัว
เมื่อเดินเข้าบ้านมาเรียบร้อยแม่ก็พาลูกสาวที่ตาปรือแทบจะปิดอยู่ร่อมร่อมาล้างมือล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วหลังจากนั้นก็พาเจ้าตัวน้อยเข้านอนกลางวัน
หน้านี้เริ่มที่จะเข้าหน้าฝนแล้วอากาศจึงไม่ร้อนเท่าใดนัก ซินซินตัวน้อยจึงหลับสบายตอนนี้ที่บ้านก็มีไฟฟ้าเข้ามาแล้วเช่นกัน ซินซินเองก็ได้เอาเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่าง ๆ ออกมาอย่างมากมายและได้เคยให้อากับพ่อของตนเอาไปขายมาหลายอย่างแล้วด้วย
ทางด้านฮัวเหมยที่แต่งงานออกไปก็ต้องไปอาศัยอยู่กับสามีที่บ้านในเมืองสีซือทำให้ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยนักแต่มาทีก็มักจะมาคุยเล่นแต่กับเจ้าตัวน้อยนี้อย่างเดียว ทั้งสองอาหลานต่างก็สนิทกันมาก ดูอย่างตอนที่ฮัวเหมยแต่งงานซินซินก็นำสินเดิมที่ควรจะมีก็นำมาให้อาของตนอย่างมากมายรวมทั้งพัดลมและตู้เย็นด้วยจนคนที่มาในงานแต่งนั้นไม่กล้าที่จะดูถูกฮัวเหมยอีกเลยว่าเป็นแค่ลูกชาวนา ถึงแม้ว่าตัวฮัวเหมยเองจะทำงานเป็นถึงรองผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในเหมืองก็ตาม
เมื่อฮัวเหมยได้รู้ความจริงเรื่องหลานของตนอีกคนก็ได้แต่ตกตะลึงและคิดว่าตนจะต้องปกป้องหลานเทพธิดาน้อยของตนจากคนที่คิดไม่ดีให้จงได้
สาเหตุที่ฮัวเหมยตัดสินใจแต่งงานกับจางหยางก็เพราะนอก จากที่เขาเป็นผู้ชายที่ดีแล้ว เธอเองก็ต้องการอำนาจของเขาเพื่อที่จะได้นำมาปกป้องคนในครอบครัวของเธอได้ ถึงใครเขาจะพูดว่าลูกสาวแต่งงานไปแล้วก็เหมือนกับน้ำที่สาดออกไปก็ตาม
แต่สำหรับครอบครัวเธอไม่ใช่อย่างนั้นจะมีใครกันที่สามารถมอบสินเดิมให้กับลูกสาวได้เหมือนอย่างบ้านของเธอซูเหมยก็ได้แต่นั่งระลึกถึงความหลังขึ้นมา แล้วก็เย็บเสื้อที่ตัดค้างเอาไว้ให้ลูกชายของตนไปด้วย ส่วนของลูกสาวนั้นเธอเย็บเสร็จหมดแล้วจนต้องแก้ก็หลายรอบเพราะลูกสาวของเธอโตเร็วมากกินก็เก่ง เผลอแป๊บ ๆ กระดุมเสื้อกระเด็นหลุดบ้าง กางเกงคับบ้าง เจ้าตัวเองก็ไม่ได้เคยสงสัยในตัวเองเลยว่ากินจนตัวกลมแทบจะกลิ้งได้อยู่แล้ว
ซูเหมยได้มองลูกสาวตัวเองที่ตอนนี้กำลังหลับพร้อมกับเกาพุงและน้ำลายไหลยืดออกมาด้วย เธอจึงได้แต่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำลายเจ้าตัวน้อยเพียงเท่านั้น
“แม่ครับ ผมกลับมาแล้วครับ” ซานซานตะโกนเรียกผู้เป็นแม่อยู่หน้าบ้านเพราะเขารู้ว่าแม่ต้องอยู่กับน้องแค่สองคนเป็นแน่
แอ๊ด เสียงเปิดประตูจากด้านในดังขึ้น
“ปีจายมาแย้ว” แต่เสียงที่พูดขึ้นมาต้อนรับเขาคือน้องน้อยผู้น่ารัก
“ทำไมวันนี้น้องตื่นเร็วจังครับ” ซานซานก็ถามน้องสาวของตนด้วยความแปลกใจ
“น้องจะไปจับกระต่าย” ซินซินพยายามพูดขึ้นชัด ๆ ผู้เป็นแม่ที่ยืนอยู่ด้วยต่างก็ฟังสองพี่น้องที่สนทนากันด้วยความเอ็นดู
“เข้าบ้านก่อนลูก หนูมีการบ้านหรือเปล่าครับ” ผู้เป็นแม่ถามลูกชายของตน
“มีครับแม่ เดี๋ยวผมจะรีบทำให้เสร็จเพื่อที่จะได้พาน้องไปที่ทุ่งนา แม่ไปทำกับข้าวเถอะครับเดี๋ยวผมดูน้องเอง” ซานซานก็บอกกับผู้เป็นแม่พร้อมกับจูงมือน้องของตนไปยังห้องของเขาเอง ฝ่ายผู้เป็นน้องก็เชื่อฟังพี่ชายจับจูงไปก็ไปเมื่อมาถึงห้องพี่ชายก็หยิบการบ้านของตนขึ้นมาวางบนโต๊ะ
“น้องนั่งรอพี่ก่อนนะ พี่จะรีบทำการบ้านให้เสร็จแล้วเดี๋ยวเราไปจับกระต่ายกัน” ฝ่ายพี่ชายพูดขึ้น
“ใจแล้ว” น้องสาวก็ตอบรับคำพร้อมกับหยิบอุปกรณ์วาดรูปของตนออกมาวาดรูประหว่างรอพี่ชายทำการบ้าน ทั้งสองพี่น้องต่างก็จมอยู่กับในโลกของตนเอง
“พี่ทำการบ้านเสร็จแล้วครับเราจะไปกันเลยไหม ตอนนี้พ่อและย่าน่าจะยังไม่เลิกงาน” ซานซานพูดขึ้นขณะที่เก็บการบ้านที่ทำเสร็จแล้วลงกระเป๋านักเรียนของตนที่น้องสาวนำออกมาให้ตอนที่เขาเริ่มไปโรงเรียน
“ไปกันจ้ะ” ซินซินก็เก็บอุปกรณ์ของตนเข้ามิติไปแล้วเงยหน้าตอบพี่ชายพร้อมส่งรอยยิ้มหวานให้ด้วย สองพี่น้องได้เดินจูงมือกันมาหาผู้เป็นแม่ในครัวแล้วผู้เป็นพี่ชายก็เป็นคนขออนุญาตแม่ตัวเองออกมา
“แม่ครับผมพาน้องไปทุ่งนานะครับ เดี๋ยวผมกับน้องจะกลับมาพร้อมย่ากับพ่อ” ซานซานพูดขอกับผู้เป็นแม่
“พาน้องเดินไปดี ๆ นะลูก อย่าทิ้งน้องไปไหนเด็ดขาดเข้าใจไหมครับ” ผู้เป็นแม่กล่าวย้ำถึงแม้จะรู้ว่าลูกสาวของตนฉลาดก็ตามแต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กเท่านั้น
“ครับ/ค่ะ หนูจะไม่ดื้อด้วย” พี่ชายและน้องสาวตอบรับขึ้นมาพร้อมกัน และเจ้าตัวน้อยก็เอ่ยสำทับออกมาอีกครั้งเพื่อว่าแม่จะได้มั่นใจ
เมื่อมาถึงทุ่งนาก็มองไปที่พ่อและย่าเห็นทั้งสองต่างก็ทำงานกันอย่างขะมักเขม้นแล้วเสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงนี้ทุกคนที่อยู่ในทุ่งนาก็เริ่มทยอยพากันออกมา
แต่ยกเว้นพ่อและย่าที่ตอนนี้กำลังมองจ้องกระต่ายสองตัวที่อยู่ต่อหน้าตน กระต่ายเหมือนจะยืนรอเขาและแม่ให้เดินเข้าไปจับมันอย่างเชิญชวนว่ามาจับฉันสิ มาจับฉัน เมื่อพ่อและย่าเห็นแบบนั้นจึงได้จับมันขึ้นมาทันทีและมันทั้งสองตัวก็ไม่หนีซะด้วย
เขากับแม่ได้นำกระต่ายมาผูกเชือกที่ขากระต่ายทั้งสองตัวแล้วก็นำไปใส่ไว้ในตะกร้าแล้วเอาเศษหญ้ามาคลุมปิดไว้อีกชั้น เมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้วก็เพิ่งจะเห็นว่าลูกน้อยของตนมายืนรอตนอยู่ ฝ่ายพ่อก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่ากระต่ายสองตัวนี้คงเป็นฝีมือของลูกสาวตัวน้อยเป็นแน่
หลังจากซินซินกับมู่หลงเฉินเดินทางกลับมายังมณฑลของตัวเอง เด็กน้อยไท่ไท่ผู้ฉลาดแสนซนก็ได้เข้าโรงเรียนระดับประถมซึ่งเป็นการเข้าเรียนทั้งที่อายุยังน้อยทำให้ครูในโรงเรียนได้ให้เขาทำแบบทดสอบมากมายเด็กชายก็ทำทุกวิชาได้เป็นอย่างดี ที่เป็นอย่างนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับจิวจิวผู้ที่คอยสอนสั่งเด็กน้อยในเรื่องต่าง ๆ ตามที่เจ้าตัวได้รู้มาจากซินซินในครั้งอดีตส่วนพี่เลี้ยงอีกสามนั้นก็ต่างสั่งสอนในเรื่องที่พวกเขาถนัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต่อสู้ เรื่องการวางแผน การใช้มารยาต่าง ๆ ทำให้เด็กน้อยทั้งฉลาดและเจ้าเล่ห์เกินกว่าใครส่วนพ่อกับแม่ของเจ้าตัวนั้นตั้งแต่กลับมาจากไร่ชาพวกเขาก็ต่างยุ่งอยู่กับการทำงานแม้จะมีลุงและอาคอยช่วยก็ตาม“ไท่ไท่แม่กับพ่อจะยุ่งสักพักนะ เมื่อไหร่ที่กิจการของเราอยู่ตัว แม่จะอยู่กับลูกอย่างเต็มที่เลย” หญิงสาวกล่าวกับบุตรชายหลังมืออาหารเย็น“พ่อเองก็จะอยู่กับลูกเหมือนกัน” มู่หลงเฉินอุ้มบุตรชายยกขึ้นสูงทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างถูกใจไม่ว่าคนทั้งสองจะยุ่งและเหนื่อยขนาดไหนแต่สิ่งที่สองสามีภรรยาต่างทำไม่เคยขาดก็คือการเข้ามาหอมแก้มบุตรชายต
“ซินซินลูกเป็นอะไรครับ ทำไมร้องไห้ไม่หยุดเลย” มู่หลงเฉินพยายามกล่อมบุตรชายเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมเงียบ ชายหนุ่มจึงได้ถามภรรยาสาวอย่างจนใจ“ส่งลูกมาให้ซินซินเถอะค่ะ แล้วพวกเราไปห้องคุณปู่กัน” ซินซินกล่าวออกมาอย่างยากลำบากเพราะรู้ว่าสามีรักผู้เป็นปู่มากขนาดไหน“หมายความว่า” มู่หลงเฉินกล่าวเพียงแค่นั้น หลังจากที่ชายหนุ่มส่งลูกให้ภรรยาแล้วเขาก็รีบวิ่งจากห้องนอนของตนไปหาผู้เป็นปู่ทันที“คุณปู่” มู่หลงเฉินตะโกนเรียกปู่ชราเสียงดัง แต่ไร้ซึ่งการตอบรับทำให้ชายหนุ่มรู้ทันทีว่าปู่ได้จากเขาไปแล้วจากไปตลอดกาลมู่หลงเฉินมีเพียงดวงตาที่แดงก่ำเพียงเท่านั้น แม้อยากจะหลั่งน้ำตามากทว่าเขาไม่อาจทำได้เนื่องจากผู้เป็นปู่ไม่ชอบให้ลูกผู้ชายร้องไห้ แม้จะทุกข์ใจมากขนาดไหนก็ตามจงห้ามหลั่งน้ำตาชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงช่วงหัวค่ำ ปู่พูดกับเขาคล้ายเป็นการสั่งเสีย “แกโตแล้วมีครอบครัวที่ดีแล้วจงใช้ชีวิตให้ดี ตอนนี้ปู่ก็หมดห่วงแล้วจะได้ไปอย่างสบายใจหลังจากปู่ไม่อยู่ แกเข้าไปในห้องหนังสือของปู่นะ ปู่ได้เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว”ในตอนนั้นเขาพยายามจะแย้ง แต่ปู่ก็ยกมือห้าม เขาจึงได้แต
และหลังจากที่ครอบครัวของซินซินรู้ว่าบุตรหลานของตนตั้งครรภ์ พวกเขาต่างก็พากันทำอาหารบำรุงให้ซินซินกินทุกวัน จนทำให้หญิงสาวตื้นตันในความเอาใจใส่ของคนรอบตัวเป็นอย่างมากรวมถึงน้องชาย และพี่ชายก็ไม่ให้พี่สาวน้องสาวต้องทำงานหนักเหมือนเคยอีก ส่วนซานซานก็ได้ทำการยื่นเรื่องขอเรียนจบแล้ว จากนั้นเจ้าตัวก็กลับมาทำงานที่บ้านโดยที่ซินซินได้แนะนำให้เขาได้รู้จักกับลี่มี่ทางโทรศัพท์ จากนั้นคนทั้งคู่ก็มักจะติดต่อกันแทบจะตลอดเวลา“พี่ชาย พี่คิดยังไงกับพี่สาวลี่มี่อย่างนั้นเหรอ” ซินซินผู้กินผลไม้รสเปรี้ยวอยู่ถามไถ่พี่ชายผู้ยังโสดด้วยความอยากรู้หลังจากได้รู้มาว่าผู้เป็นพี่มักจะไปเจอกับลี่มี่มาแล้วหลายครั้งจากมู่มู่“เขาก็เป็นผู้หญิงเก่ง น่ารัก โก๊ะ ๆ ดูตลกดีคล้ายกระต่าย น้องถามทำไม” ซานซานละจากงานในมือมองหน้าผู้เป็นน้องอย่างสงสัย“พี่ไม่รู้สึกพิเศษอะไรอย่างอื่นบ้างเลยหรือคะ อย่างเช่นอยากเจอหน้าเขาบ่อย ๆ คิดถึงอะไรทำนองนี้” ซินซินถามไปก็ก้มหน้ากินผลไม้ของตนต่อไป“พี่ก็คุยกับเขาอยู่ทุกวันนะ คิดถึงอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มผู้พี่นิ่งคิดก่อนที่เขาจะถามตนเองวนไปมาว่าคิดอย่างไ
เสียงพิธีกรบนเวทีได้ประกาศถึงเวลาส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ทำให้มู่หลงเฉินรีบอุ้มหญิงสาวข้างกายขึ้นในวงแขนแกร่งทันทีอย่างไม่รีรอ“พี่เฉิน!” ซินซินส่งเสียงเรียกชื่อชายหนุ่มอย่างตกใจการกระทำอันใจร้อนของชายหนุ่มได้ทำให้แขกในงานเลี้ยงต่างส่งเสียงโห่แซวเขาโดยเฉพาะอดีตลูกน้องเก่าของชายหนุ่มผู้ไม่เคยคิดว่าอดีตเจ้านายของตนจะเป็นคนใจร้อนภายในห้องหอของคู่บ่าวสาวซึ่งอยู่กันตามลำพังในตอนนี้ ซินซินได้แต่บีบมือเข้าหากันแน่นด้วยความตื่นเต้นหัวใจเต้นรัวเร็วแทบจะทะลุออกจากอกส่วนมู่หลงเฉินเขามองหญิงสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่บนริมขอบเตียงนิ่งด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนที่หายากของเจ้าตัว“ซินซินน้องจะไม่เงยหน้ามองพี่สักนิดเลยหรือครับ” เสียงทุ้มของบุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นหลังจากที่เขานั่งลงข้างกายหญิงสาว“เอ่อ” ซินซินประหม่าเกินกว่าจะพูดออกมามู่หลงเฉินยกยิ้มด้วยความเอ็นดูภรรยาตัวน้อย ดังนั้นชายหนุ่มจึงได้ก้มหน้าอันหล่อเหลาของตนลงไปทางด้านหน้าของหญิงสาวทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนและกลิ่นกายของชายหนุ่มเข้ามาปะทะจมูกของซินซินจากนั้นชายหนุ่มจึงได้นำมือของตนจับปลายคางเล็กข
ภายในรถพยาบาลซึ่งได้เปิดประตูหลังเอาไว้ ซินซินตอนนี้ก็กำลังช่วยทำแผลให้กับคู่หมั้นหนุ่มอย่างตั้งใจ“พี่เฉินเจ็บมากไหมคะ” ซินซินถามเขาในระหว่างที่ตัดเสื้อของชายหนุ่มออกและเห็นแผลยาว ที่แม้ว่าเลือดจะหยุดแล้วแต่ปากแผลที่เปิดออกก็ยังคงให้ความน่ากลัวอยู่ดี“ไม่เจ็บครับ ยาที่น้องให้พี่กินได้ผลดีมาก” ชายหนุ่มตอบหญิงสาวที่มีน้ำตาคลอหน่วย“จะไม่เจ็บได้ยังไงกัน ตอนซินซินเห็นมีดของคนร้ายหันมาทางพี่น้องหัวใจแทบหยุดเต้น” ซินซินพูดไปมือก็ทำแผลไปอย่างระมัดระวัง“พี่ขอโทษที่ทำให้น้องเป็นกังวล ต่อไปนี้พี่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกน้องวางใจได้” มู่หลงเฉินเอามือลูบศีรษะของหญิงสาวกล่าวปลอบโยนเสียงอ่อน“พี่ยังคิดว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้อีกหรือคะ” ซินซินสูดจมูกของตนกล่าวพร้อมส่งตาเขียวให้ชายหนุ่มด้านหน้า“ไม่มีแล้วครับ ต่อไปจะไม่มีแล้วพี่คะ..คิดว่า” “พี่เฉินเราแต่งงานกันเถอะค่ะ ซินซินไม่รอจนอายุยี่สิบแล้ว” ซินซินพูดโพล่งขึ้นมา โดยที่มู่หลงเฉินยังกล่าวไม่ทันจบว่าเขากำลังจะทำเรื่องลาออกชายหนุ่มนิ่งงันคล้ายถูกสาป เขาจ้องมองใบหน้าสวยหวานของหญิงคนรักนิ่ง
“เสี่ยวเฉินนายต้องใจเย็น ๆ นะเข้าใจไหมไม่อย่างนั้นแผนของเราพังแน่” ชุนเอามือตบบ่าพร้อมกล่าวกับว่าที่หลานเขยเสียงหนัก“ทราบ” ชายหนุ่มรับคำแม้ในใจจะรู้สึกไม่เป็นสุขก็ตาม“หัวหน้าเราจับหล่อนมาได้แล้ว นำไปหมู่บ้านเลยไหม” รองหัวหน้าของโจรชั่วพูดด้วยความดีใจที่มันสามารถจับตัวหญิงสาวผู้งดงามมาได้“พาไปเลย รีบหน่อยก็ดี หน้าตาหญิงผู้นี้ดูดีเสียด้วย อย่างนี้น่าจะขายได้ราคางามอยากจะเรียกค่าไถ่แต่ไม่มีข้อมูลช่างน่าเสียดาย” หัวหน้าของพวกมันกำลังจะเอามือหยาบลูบใบหน้าของซินซินแต่มันก็ได้ถูกขัดจังหวะโดยนกตัวหนึ่งที่ถ่ายมูลรดหัวของมันอย่างตั้งใจ“ไอ้นกบ้าที่ตั้งมากมาขี้ใส่หัว...” ถ้อยคำอันหยาบคายถูกพ่นออกจากปากของมันอย่างต่อเนื่อง ส่วนลูกน้องของมันก็รีบพาซินซินหนีห่างจากผู้เป็นหัวหน้าของตนด้วยกลัวว่าจะโดนลูกหลงจนพวกมันพาตัวซินซินมาถึงรถจากนั้นพวกมันก็นำตัวซินซินใส่เข้าไปภายในรถที่พวกมันหาซื้อมาได้อย่างผิดกฎหมายด้วยเงินจำนวนสูงและหญิงสาวที่พวกมันได้จับมา“เสี่ยวเฉินขับตามไปได้ ทิ้งระยะห่างไกล ๆ ด้วยล่ะ” ชุนกล่าวย้ำกับว่าที่หลานเขยชายหนุ่มพยักหน้ารับด







