Mag-log in“พรุ่งนี้วาฬจะเข้ารับน้องอีกมั้ย” นั่นสิ ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอยากจะเข้ารับน้องดีมั้ย
“ไม่รู้” ฉันส่ายหน้าให้ไกด์
เพราะพวกพี่ระเบียบเผด็จการพวกนั้นทำให้ฉันเริ่มลังเลใจแล้วว่าการรับน้องระบบโซตัสที่จำกัดสิทธิ์ของฉันมันทำให้ฉันไม่เป็นอิสระเอาซะเลย ต้องคอยเดินตามกรอบที่รุ่นพี่วางไว้ให้ โต้แย้งอะไรก็ไม่เคยได้
“เราว่าจะเข้าจนจบเลย” ไกด์บอกด้วยท่าทางจริงจัง
ฉันขมวดคิ้วจ้องมองเขาด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วระบบแบบนี้จะไม่ค่อยมีใครชอบ ทำไมเขาถึงได้อยากเข้าจนกว่ากิจกรรมจะจบล่ะ
“ทำไม” ฉันอดถามออกไปไม่ได้จริงๆ
“เราคิดว่ามุมที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ มันอาจจะซ่อนบางมุมเอาไว้ก็ได้” มุมเหรอ? มุมอะไรของเขา
“มุม?” ฉันทวนคำของไกด์งงๆ
“เราก็บอกไม่ถูกหรอกว่าทำไมถึงอยากเข้ารับน้องจนกว่าจะจบ เรารู้แค่ว่าเราอยากเห็นว่าจุดจบของการรับน้องจะเป็นยังไง มันอาจจะมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี เราว่ามันอยู่ที่การเปิดใจมากกว่าว่าจะเปิดใจรับกับกิจกรรมบ้าๆ นี้ได้มากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยก็ถือว่าได้เรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้นนะ”
อืม... มีเหตุผล ข้อนี้ฉันเห็นด้วยกับเขา ฉันอ่านบทความในการทำสิ่งที่ไม่ชอบมาแล้ว
“อ่อ...” ฉันพยักหน้ารับ ก่อนจะก้มลงกินข้าวต่อเงียบๆ
“…” ไกด์ก็เช่นเดียวกัน
11 : 30 น.
เพราะถูกพี่ระเบียบอบรมไปชุดใหญ่เมื่อเช้า ตอนนี้บรรดาปีหนึ่งเลยรู้ว่าต้องมาก่อนเวลานัดของรุ่นพี่ ไม่รู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่โดนรุ่นพี่สั่งไปวิ่งรอบสนามจะเป็นยังไงบ้างเหมือนกัน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่เอารุ่นแล้วก็ได้
“น้องๆ ปีหนึ่งทุกคนคะ เดี๋ยวเรียงแถวกันออกมาเอาเสื้อกิจกรรมได้เลยนะ พรุ่งนี้มีลงลานช่วงเย็นนะคะ” พี่ๆ สันทนาการตะโกนขึ้นหลังจากที่ฉันหย่อนก้นลงนั่งได้เพียงสามวินาทีเท่านั้น
ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเรียน วันที่อธิการบดีพูดเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ฉันกับเพื่อนๆ ปีหนึ่งถูกเรียกให้ไปเขียนไซส์เสื้อกิจกรรมต่างๆ ที่บูธตรงลานกิจกรรม มีทั้งเสื้อกิจกรรมรันเกียร์ เสื้อกิจกรรมลงลานรับน้อง เสื้อกาวน์สำหรับแลปเคมี และยังมีเสื้อเข้างานดาวเดือนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้อีกด้วย
เมื่อทุกคนลุกขึ้นเรียงแถวกันเดินออกไป ฉันก็ลุกเดินตามแถวไปด้วย
“วาฬ!” เสียงเรียกกระตือรือร้นด้านข้าง ทำให้ฉันเบนความสนใจไปมอง ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร
“…” กระถินจากอุบลนั่นไง
“ไปกินข้าวที่ไหนมา ทำไมหาไม่เห็นเลย”
“โรงอาหาร” อย่าว่าแต่กระถินเลยที่ไม่เห็นฉัน ฉันก็ไม่เห็นเธอเหมือนกัน ก็ปีหนึ่งที่มาวันนี้มันเกือบพันคนเลยนี่นา แต่ก็นะ หลังจากนี้ประชากรการเอารุ่นอาจจะเหลือครึ่งเดียวก็ได้
“พรุ่งนี้ยังจะเข้ารับน้องอยู่ไหม”
“…” ฉันนิ่งคิดแป๊บหนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากและตอบกระถินไป “เข้า”
“เหรอ... เราว่าจะไม่เข้าแล้วล่ะ เราไม่ชอบ”
“…” ฉันนิ่งเงียบฟังเธอพูด ในระหว่างที่แถวยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ
ฉันเข้าใจความรู้สึกของเธอนะ บางครั้งการฝืนทนทำอะไรที่ไม่ชอบจริงๆ มันก็ไม่สามารถอดทนได้ ฉันไม่คิดหรอกว่ากระถินไม่มีความอดทน มันเคยมีประโยคที่ว่า ‘ความอดทนของเรามันมีขีดจำกัด’ ซึ่งฉันว่ามันก็จริงอย่างที่ประโยคนี้ว่า ขีดจำกัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน และขีดกำจัดของกระถินก็คงจะหมดลงแล้ว
“ยินดีที่ได้รู้จักนะวาฬ” เธอยิ้มให้ฉันด้วยรอยยิ้มที่เป็นกันเอง วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วใช่ไหมที่จะเห็นหน้ากัน
“ยินดีที่ได้รู้จัก” ฉันพยายามฉีกยิ้มที่กว้างที่สุดของตัวเองส่งให้กระถิน
จนกระทั่งแถวเดินมาถึงคิวรับเสื้อของฉัน ฉันก็เดินออกไปรับเสื้อกิจกรรมลงลานมาจากรุ่นพี่ และกลับมานั่งยังที่เดิมของตัวเอง ประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงทุกคนก็ได้รับเสื้อกิจกรรมลงลานกันครบ
“ปีหนึ่งเงียบ!” และแล้วกลุ่มรุ่นพี่ระเบียบเสื้อดำก็เดินเข้ามา
ตามแบบฉบับการรับน้องที่เห็นในซีรีส์แบบเป๊ะๆ เลย...
“พวกคุณคงได้เสื้อลงลานกันครบแล้ว พรุ่งนี้ผมขอนัดพวกคุณเวลาหกโมงเย็นที่ลานกิจกรรม และให้ประธานรุ่นเช็กยอดคนเอารุ่นส่งให้ผมภายในวันนี้ก่อนเที่ยงคืนด้วย!” สิ้นเสียงของเฮดระเบียบหน้านิ่งปานน้ำแข็งขั้วโลก เพื่อนที่นั่งอยู่รอบตัวฉันก็ถึงขั้นถอนหายใจกันออกมาแบบไม่ปิดบัง “อ้อ... ผมขอรายชื่อที่ชัดเจนด้วย ถ้าไม่มีชื่อใคร ผมจะถือว่าคนนั้นไม่ได้อยากได้รุ่นจากผม!”
“…”
“ตอนนี้... ผมขอให้คนที่มีรายชื่อต่อไปนี้ลุกออกมาด้านหน้าด้วย!”
“…”
“ปลาวาฬ ปาริตา ทรัพย์อนันต์ การบินและอวกาศ ปีหนึ่ง!”
นั่นมันชื่อฉัน... เรียกออกไปแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง
ใจกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ มีปลาวาฬขี้เหงาอยู่ตัวหนึ่ง มันเอาแต่ส่งเสียงร้องออกไปทุกทิศทางที่แหวกว่ายผ่านน้ำทะเลสีฟ้าสดใส แต่ไม่ว่าจะเปล่งเสียงออกไปดังแค่ไหนก็ไม่มีวาฬตัวไหนที่หันมาให้ความสนใจมันเลย มันเอาแต่ว่ายวนเวียนไปเรื่อย ๆ ทั่วทั้งมหาสมุทร เฝ้าส่งเสียงของตัวเองออกไปเพื่อหวังว่าจะมีวาฬสักตัวสามารถสื่อสารตอบสนองตัวเองได้บ้างมันพูดกับตัวเองว่า “เหงาจัง...” ในขณะที่สายตาก็เอาแต่สอดส่ายมองหาเพื่อนปลาวาฬของตัวเองจนนานวันเข้า... ปลาวาฬตัวนี้ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงของตัวเองออกไปสื่อสารกับวาฬตัวไหนได้ ความเดียวดายตลอดหลายปีจึงหล่อหลอมขึ้นเกิดเป็นความเคยชินมันพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร... อยู่คนเดียวก็ได้นี่นา”เพราะความโดดเดี่ยวก็ไม่ได้ทำให้มันเกิดภัยอันตรายแก่ชีวิตของตัวเอง เพียงแค่สร้างความเหงาให้กับตัวเองอย่างมหาศาลเท่านั้น มันยังคงแหวกว่ายไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงของตัวเองออกไปอีก เพราะคิดว่ายังไงก็ไม่มีใครสื่อสารกับมันได้อยู่แล้วจนกระทั่งวันหนึ่ง... มันรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่เอาแต่แหวกว่ายดูความสวยงามของท้องทะเล มันจึงตะโกนออกไปสุดเสียงว่า “มีใครได้ยินบ้างมั้ย”สิ่งที่
เขาปิดประตูห้องของตัวเองลง เอาถุงหนังสือที่ถือให้ฉันและของเขาไปวางไว้ตรงโซฟากลางห้องรับแขก จากนั้นก็เดินมาเอาแก้วตรงโซนห้องครัวเทน้ำโค้กพร้อมกับน้ำแข็งมาให้ฉันกิน ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งลงบนโซฟา ยังคงใช้สายตาประเมินมูลค่าของห้องพักของเขาไปด้วย“…” แพง... ค่าเช่าแพงมากแน่“ก็พ่อแม่พี่ทำโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก ก็พออยู่พอกินแหละ”“…” ฉันหันมาเบิกตาโตจ้องมองพี่ปลื้มเมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา พออยู่พอกินบ้าบออะไร ถึงขนาดมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกของที่บ้าน แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าพออยู่พอกินนะ ฉันเรียกว่ารวยเลยต่างหาก“เป็นอะไร จ้องพี่จนตาจะหลุดออกจากเบ้าแล้ว” พี่ปลื้มถามปนขำขันแต่ฉันไม่ขำนะ นอกจากจะหล่อ เรียนดี นิสัยโอเคพอใช้ได้ ยังจะรวยมากอีกเหรอ เขาใช้สิทธิพิเศษอะไรมาเกิดบนโลกใบนี้เนี่ย ดีไปหมดทุกอย่างเลยนะชีวิต“พี่ปลื้มรวยขนาดนี้ ทำไมไม่ขับรถยนต์ไปมหาวิทยาลัยเลยล่ะ”“ขี้เกียจขับไง ขับมอเตอร์ไซค์มันสะดวกกว่า อีกอย่างก็หาที่จอดง่ายด้วย รถยนต์วนหาที่จอดยาก”อ่า... นี่เป็นวิธีการคิดของคนรวยแบบเขาสินะ“แล้วเรามาที่นี่กันทำไมเหรอ” ฉันเอ่ยถามถึงเหตุผลที่เขาพามาที่นี่ทันที ดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีกิจกรรมอะไรทำเ
เมื่อเข้ามาภายในร้าน พี่พนักงานคนเดิมที่แซวฉันในตอนที่มาซื้อหนังสือ ‘จีบยังไงให้ได้ผล’ ก็ยังทำงานอยู่ ฉันจึงดึงมือพี่ปลื้มให้เดินตามไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่พนักงานคนดังกล่าว พอพี่พนักงานเห็นฉันและพี่ปลื้ม เธอก็เผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มออกมาแถมยังเอ่ยแซวฉันว่า “โห... จีบติดแล้วเหรอ คนนี้ใช่มั้ยเนี่ย หล่อมากเลยนา...”“…” ฉันพยักหน้ารัวเร็วตอนนั้นพี่พนักงานบอกว่าให้พาตัวพี่ปลื้มมาให้ดูบ้างถ้าหากว่าจีบติดแล้ว ตอนนี้ฉันก็เลยพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูว่าฉันมีความสามารถในการจีบผู้ชายด้วย ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้ฉันมีลูกเล่นในการจีบพี่ปลื้มจนเขายินยอมพร้อมใจตกเป็นของฉันแบบนี้ แต่อันที่จริงจุดมุ่งหมายที่ฉันมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่การพาตัวพี่ปลื้มมาโชว์ให้พี่พนักงานดูหรอก ฉันพาพี่ปลื้มมาเพราะตัวเองอยากมาซื้อหนังสืออ่านเล่นต่างหาก เพราะฉันเห็นในเพจสำนักพิมพ์มีหนังสือออกใหม่หนึ่งเล่ม ดังนั้นวันนี้เลยจะมาหาซื้อไปอ่านน่ะฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดรูปหนังสือที่แคปเอาไว้แสดงให้พี่พนักงานดู “วาฬมาหาเล่มนี้”“โห... พี่เพิ่งจัดลงเชลฟ์ไปเมื่อวานเลย มานี่...” พี่พนักงานกวักมือเรียกฉันให้เดิมต
“คบแล้วครับ” ประโยคนี้เป็นพี่ปลื้มที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบคำถามของป๊า ส่วนฉันได้แต่นั่งเงียบเพราะไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี“ป๊าไม่ห้ามเรื่องคบกันหรอกนะ” ป๊าว่ายิ้ม ๆ ก่อนที่มือใหญ่จะหยิบเอาที่คีบเนื้อจากเตาปิ้งย่างไปคีบเนื้อในส่วนของตัวเองลงมาปิ้งบนเตาบ้าง “แต่ว่าป๊ามีลูกสาวคนเดียว ป๊าก็ห่วงนั่นแหละ”“ผมเข้าใจครับ ผมจะดูแลปลาวาฬเป็นอย่างดีครับคุณอา”“มาเรียกองเรียกอาอะไร เรียกป๊าสิ”ฉันกับพี่ปลื้มหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เอาเรื่องเหมือนกันนะป๊า เพิ่งคบกันได้แค่วันเดียวเอง ให้พี่ปลื้มเรียกว่าป๊าได้เลยเหรอ“วาฬปวดฉี่ ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เป็นคำอ้างน่ะ ฉันไม่ได้จะไปเข้าห้องน้ำเพราะปวดฉี่หรอก ก็แค่จะไปเดินเล่นเพื่อถ่วงเวลาให้สองหนุ่มเขาคุยกันเท่านั้นเอง สองหนุ่มที่ว่าก็ป๊ากับพี่ปลื้มนั่นแหละ ถึงป๊าจะห่างไกลคำว่าหนุ่มมาสักพักแล้วก็เถอะPleum Talks.หลังจากปลาวาฬขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้อยู่ตามลำพังกับพ่อของเธอแล้ว พ่อของปลาวาฬดูใจดีมาก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกันท่านก็พาผมไปเลี้ยงข้าวแล้ว ปกติคนเป็นพ่อจะค่อนข้างหวงลูกสาวของตัวเองอยู่มากโข แต่กับพ่อของปลาวาฬท่านดูใจดีกับผมมากจริง ๆ ไม่ได้แสดงท่าทีหวง
Plawan Talks.เปลือกตาของตัวเองค่อย ๆ เปิดออกรับกับแสงสว่างของเช้าวันใหม่ แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาทักทายกัน ฉันค่อย ๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางง่วงงุน ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้อง ในขณะที่สมองยังไร้การประมวลผล‘พี่ปลื้มล่ะ?’ นั่นเป็นคำถามแรกที่เกิดขึ้นในความคิดฉันฉันกวาดสายตามองรอบห้องของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะพบว่าภายในห้องตอนนี้ไม่มีร่างของพี่ปลื้มอยู่แล้ว หรือว่าเขาจะกลับไปแล้วนะ ฉันรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อจะไปตรวจสอบในห้องน้ำว่าพี่ปลื้มอยู่ในนั้นหรือไม่ แต่ทว่าตอนที่มือกำลังจะแตะลงบนลูกบิด เสียงกดชักโครกก็ดังขึ้นจากทางด้านใน ฉันจึงหยุดการกระทำของตัวเองลง จากนั้นก็เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมานั่งที่เตียงเหมือนเดิมก็นึกว่าหายไปไหน ที่แท้เขาเข้าห้องน้ำอยู่นี่เองฉันสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามปรับสภาพของร่างกายหลังตื่นนอนให้รู้สึกตัวเหมือนตอนปกติ ก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดู แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วกับแจ้งเตือนทางไลน์ที่แจ้งว่ามีคนสร้างกลุ่มไลน์และดึงฉันเข้ากลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วยกี๋ ออม หนึ่ง และฉัน ใช้ชื่อกลุ่มไลน์ว่า ‘อยากรู้
Pleum Talks.ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนในอ้อมกอดนั้นนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว เรายังไม่ทันได้อาบน้ำกันเลยด้วยซ้ำ เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของปลาวาฬทำให้ทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายกับท้องมหาสมุทรเลย เหมือนผมกำลังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลลึก โดยที่มีปลาวาฬตัวโตกำลังนอนหลับอยู่ผมอุทานคำว่าน่ารักไปล้านรอบแล้วมั้ง...ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดเปิดรูปที่เพิ่งจะกดชัตเตอร์ถ่ายเมื่อหลายนาทีก่อนขึ้นมาดู จากนั้นก็ส่งเข้าไลน์กลุ่มครอบครัวของตัวเอง ในนั้นมีพ่อมีแม่และพี่ชายของผมอยู่ ผมอยากจะอวดสักหน่อยว่าตอนนี้ตัวเองมีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาแล้วปลื้ม: ส่งรูปภาพพ่อ: โห...พ่อ: ร้ายนักนะไอ้เสือพ่อ: มีแฟนแล้วเหรอแม่: แฟนปลื้มเหรอลูกพี่ปั้น: พี่ยังไม่ทันมีเลย แกชิงมีก่อนแล้วเหรอวะไอ้น้องชายปลื้ม: พี่ช้าไงผมพิมพ์ตอบกลับไปเมื่อได้เห็นจำนวนข้อความที่ตอบกลับมาจากคนในครอบครัว นานมากแล้วที่ไม่ค่อยได้คุยกันในไลน์กลุ่มแบบนี้ เพราะทุกวันผมเอาแต่เรียนแล้วก็ทำกิจกรรม เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างได้คุยกับครอบครัวเท่าไหร่ จะมีบ้างที่คุยกับพี่ปั้น แต่มันก็น้อยมาก วันนี้แหละเป็นฤกษ์ดีที่ผมจะ







