LOGINบทที่ 7 เหมือนจะรู้ใจ (แต่ไม่จำเป็น)
ใบหน้าสวยของสตางค์พลันบูดบึ้งทันที เห็นชัดว่าเธอไม่พอใจอย่างมาก
“ถ้าคอพี่เป็นรอย จะให้พี่ตอบเพื่อนว่ายังไงดีล่ะ” เขาถามพลางลูบคอเบาๆ ตรงจุดที่เธอกัด
“เรื่องของพี่ฝุ่นค่ะ” เธอเชิดหน้าใส่ “อยากหาเรื่องให้ตังค์ทำเองนี่คะ”
ไต้ฝุ่นเลิกคิ้ว ยกยิ้มคล้ายเอ็นดูและยั่วไปพร้อมกัน
“หึหึ… ผิดที่พี่เหรอ?”
“ค่ะ ผิดที่พี่ฝุ่น” สตางค์สวนกลับทันที ไม่ลังเลแม้เสี้ยววินาที
ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ เหมือนจะชอบที่เธอกล้าตอบแบบนี้
“โอเค… งั้นไป”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ร้านอาหารริมบึงในยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงไฟสีอุ่นที่สะท้อนผิวน้ำเป็นประกาย เสียงลมพัดเอื่อยๆ ทำให้ผืนบึงไหวเป็นระลอก บริเวณโต๊ะยาวที่ทีมของไต้ฝุ่นจองไว้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงเฮดังเป็นพักๆ ราวกับทุกคนกำลังปล่อยความกดดันจากการแข่งขันลงไปกับแก้วเบียร์ในมือ
สตางค์เดินตามไต้ฝุ่นเข้ามาอย่างเงียบๆ แม้สายตาหลายคู่ของเพื่อนเขาจะหันมามองด้วยสีหน้ารู้ทันปนแซว แต่เธอก็ยังคงสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไร
“พี่ฝุ่น! ทางนี้!”
เสียงรุ่นน้องคนหนึ่งโบกมือเรียก ไต้ฝุ่นพยักหน้าให้ก่อนจะวางมือลงบนหลังสตางค์เบาๆ ดันให้เธอเดินไปกับเขา
เธอเหลือบตาขึ้นมามองเขาอย่างไม่ชอบใจนัก
“พี่ไม่ต้องดันตังค์ก็ได้ค่ะ เดินเองเป็น”
“รู้” เขาตอบเรียบๆ พร้อมแสยะยิ้มนิดๆ “แต่พี่อยากจับ”
สตางค์กัดริมฝีปากอย่างหงุดหงิด นั่งลงที่ที่ว่างด้านข้างเขา โดยตั้งใจให้ระยะห่างพอสมควร ไต้ฝุ่นเหลือบมองท่าทีปั้นปึงนั้นแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะนั่งลงข้างๆ อย่างไม่สนใจระยะที่เธอตั้งใจเว้นไว้เลยแม้แต่นิด
“สั่งอะไรกินไหมครับน้องตังค์” เพื่อนไต้ฝุ่นคนหนึ่งถามด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“เอ่อ… เอาเหมือนพี่ๆ ก็ได้ค่ะ” เธอตอบสุภาพ ปลีกตัวไม่อยากเป็นจุดสนใจ แต่ไต้ฝุ่นกลับวางเมนูลงบนโต๊ะดัง ปึก
“ตังค์ชอบของทอดใช่ไหม” เขาพูดเหมือนตัดสินใจแทนเธอไปแล้ว “เอาไก่ทอดกับหมึกชุบแป้งพิเศษหนึ่งชุด”
สตางค์หันขวับ
“พี่ฝุ่น ตังค์ยังไม่ได้..”
“ก็รู้ว่าเราจะกินแบบนี้” เขายักคิ้ว “พี่จำได้หมดแหละ”
“จำก็ไม่ได้แปลว่า… จะสั่งเองได้หมดทุกอย่างนะคะ” เธอจ้องกลับตาแข็ง หงุดหงิดจนแก้มพองนิดๆ
“หึหึ… อย่าทำตัวน่ารัก เดี๋ยวคนมอง” ไต้ฝุ่นพึมพำเบาๆ โดยตั้งใจให้เธอได้ยิน
คำพูดเขาทำเอาสตางค์แทบสำลักน้ำลายตัวเอง
บนโต๊ะเริ่มมีเหล้าเบียร์ไหลเข้ามาไม่หยุด เสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นเป็นระลอก ใครบางคนเปิดเพลงเบาๆ จากลำโพงพกพา ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายจนดูเหมือนไม่มีใครสนใจความตึงๆ เล็กๆ ระหว่างทั้งคู่
แต่ไต้ฝุ่นสนใจชัดเจน เขาชำเลืองมองเธอเป็นระยะ ทั้งตอนเธอยกน้ำดื่มขึ้นจิบ ทั้งตอนที่เธอสะดุ้งเมื่อเพื่อนรุ่นพี่แกล้งแซว
ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเหมือนจะถูกจับตาไปหมด
จนกระทั่ง… เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นเสียงดัง
“ไต้ฝุ่น มึงดูแลน้องดีๆ นะเว้ย สวยขนาดนี้ เดี๋ยวโดนจีบหรอก!”
เสียงเฮดังลั่นโต๊ะ พร้อมเสียงเป่าปากแซว สตางค์หน้าแดงวาบ แต่ยังคงยิ้มสุภาพตามมารยาท
ขณะที่ไต้ฝุ่นหรี่ตาลงช้าๆ ยกมือวางบนพนักเก้าอี้ด้านหลังเธอ เหมือนประกาศอาณาเขตเงียบๆ
“ไม่ต้องห่วง” เขาตอบเสียงเรียบ แต่แฝงความเป็นเจ้าของชัดเจน “พี่ดูแลของพี่ดีอยู่แล้ว”
แก้วในมือเพื่อนหลายคนถึงกับค้างกลางอากาศ ก่อนเสียงโห่ยาวจะดังขึ้นทันที
สตางค์เบิกตากว้าง เธอหันไปจ้องเขาด้วยความตกใจและเริ่มหงุดหงิดอีกรอบ
“พี่ฝุ่น! ตังค์ไม่ใช่ของพี่นะคะ”
ไต้ฝุ่นเอนตัวเข้ามาใกล้ หยุดคำพูดเธอด้วยสายตาคมกริบ
“หึ… เอาไว้คุยกันตอนกลับก็ได้” เขากระซิบเบาๆ “กระต่ายน้อยของพี่”
สตางค์หน้าแดงลามถึงหู มองหน้าเขาแบบทั้งโกรธ ทั้งอาย ทั้งไปไม่ถูก และไต้ฝุ่นก็ยิ้ม ยิ้มแบบคนที่รู้ว่าอีกคนกำลังตกหลุมที่เขาวางไว้ทั้งใบ
ซานที่นั่งสังเกตมาตั้งแต่แรกได้แต่ยกยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะยกแก้วเบียร์เย็นๆ ขึ้นจิบต่อเงียบๆ เหมือนไม่ได้ยุ่ง แต่ในสายตากลับรู้ดีทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างสองคนนั้น
หลายชั่วโมงผ่านไป สตางค์นั่งเล่นโทรศัพท์แก้เบื่ออยู่ข้างไต้ฝุ่น หลังจากกินของทอดไปพอสมควร เธอสะกิดแขนเขาหลายครั้ง บอกซ้ำๆ ว่าอยากกลับบ้าน แต่ไต้ฝุ่นไม่แม้แต่จะหันมาฟัง ยังนั่งหัวเราะคุยกับเพื่อนอย่างสนุกสนาน
สุดท้ายสตางค์ถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ตังค์ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ”
ไต้ฝุ่นหันมามองแค่เสี้ยววินาที ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนหน้าขาเธอเบาๆ แล้วออกแรงบีบเหมือนสั่งให้หยุด
“รอแป๊บ เดี๋ยวพี่ไปด้วย”
“แต่ตังค์ไปเองได้ค่ะ” เธอพยายามค้านเสียงเบา
เขาเหลือบตามองเธอเพียงครั้งเดียว สายตาคมกริบและเด็ดขาดจนเธอต้องกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอเงียบๆ
จากนั้นไต้ฝุ่นลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างของเขาบดบังแสงไฟด้านหลังจนเธอต้องเงยหน้ามอง
“ไป” เขาว่าสั้นๆ เมื่อเห็นว่าสตางค์ยังนิ่ง เขาก็เอื้อมคว้าแขนเธอแล้วดึงให้ลุกขึ้น เดินตามเขาออกมาจากโต๊ะอาหารอย่างไม่มีทางเลือก
ไต้ฝุ่นพาสตางค์เดินออกมาจากพื้นที่โต๊ะอาหาร ผ่านเสียงเพลงและเสียงหัวเราะของเพื่อนที่ค่อยๆ หายไปตามระยะทาง จนเหลือเพียงเสียงลมเย็นๆ จากบึงและกลิ่นไอเปียกชื้นของน้ำยามค่ำ
หน้าห้องน้ำเป็นโซนสลัวๆ มีเพียงโคมไฟติดผนังให้แสงสีอุ่นส่องกระทบพื้นไม้ เขาปล่อยแขนสตางค์เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้า เธอเงยหน้ามองเขาเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงเบา
“ตังค์เข้าไปก่อนนะคะ”
ไต้ฝุ่นพยักหน้า แต่ไม่มีคำตอบ มืออีกข้างของเขาล้วงไปหยิบบุหรี่จากกระเป๋ากางเกง พร้อมกับไฟแช็กโลหะที่ส่งเสียง แกร๊ก! แผ่วๆ ท่ามกลางความเงียบของทางเดิน
เปลวไฟลุกวาบขึ้นตอนเขาจุดบุหรี่ ริมฝีปากหนาคาบมวนไว้หลวมๆ ก่อนจะพ่นควันสีขาวออกมาช้าๆ ลอยฟุ้งไปกับลมกลางคืน
สตางค์มองภาพนั้นแวบหนึ่ง ภาพของเขายามอยู่ในพื้นที่มืดๆ เงียบๆ แบบนี้ดูเย็นชาและน่ากลัวกว่าเดิมหลายเท่า แต่เธอก็ไม่พูดอะไร เพียงแค่หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วประตูปิดลง
ไต้ฝุ่นยืนพิงผนังข้างประตู สูบบุหรี่เงียบๆ ควันสีซีดลอยวนรอบใบหน้าเขา ดวงตาคมกริบจับจ้องประตูห้องน้ำไม่ห่าง เหมือนกำลังเฝ้า…หรือคอยคุมบางอย่างอยู่
ซานเดินผ่านมาพอดี หยุดมองเขาแล้วหัวเราะเบาๆ
“หวงจนต้องมายืนรอตรงนี้เลยเหรอมึง”
ไต้ฝุ่นปรายหางตาไปมองแค่เสี้ยววินาที ก่อนพ่นควันออกมาอีกครั้ง
“กูไม่ได้หวง”
“อือ ไม่หวงเลยเนอะ” ซานหัวเราะขำ “ลากเขาออกมาจากโต๊ะทั้งแบบนั้น ไม่หวงจริงๆ ใช่ไหม”
ไต้ฝุ่นไม่ตอบ เขาเพียงดันปลายบุหรี่กับที่เขี่ยด้านข้าง เสียงโลหะแผ่วๆ ดังขึ้น ก่อนบุหรี่แท่งใหม่จะถูกคาบขึ้นมาแทนราวกับต้องการกลบความคิดบางอย่างของตัวเอง
เขายืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆ คอยฟังคอยมองเหมือนเฝ้ากระต่ายน้อยที่เขาไม่ยอมปล่อยให้หลุดจากสายตาแม้แต่วินาทีเดียว
จนกระทั่งเสียงประตูห้องน้ำเปิดออกเบาๆ
ไต้ฝุ่นเงยหน้าขึ้นทันที ราวกับรอจังหวะนี้อยู่ตั้งแต่แรก
“เสร็จแล้วเหรอ” เสียงเขานุ่มต่ำ แต่ฟังออกชัดว่ามีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน ความเป็นเจ้าของเงียบๆ ที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาให้ชัดเจนเลยสักคำ
“ค่ะ เสร็จแล้ว พี่ฝุ่น” สตางค์เรียกเขาเสียงอ้อน “ตังค์อยากกลับแล้ว ขอกลับก่อนได้ไหมคะ”
เขาไม่ได้ตอบกลับในทันที แต่เหลืองสายมองเวลาบนข้อมือ
“รอก่อน เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
ใบหน้าสวยพลันบูดบึ้ง เธอเดินผ่านเขาไปช้าๆ โดยไม่ตอบกลับอะไรสักอย่าง
“อ๊ะ! ดึงแขนทำไม”
“พี่ยังไม่เสร็จเลยนะ”
“เดี๋ยวก่อน จะทำอะไรคะ ห้องน้ำชายอยู่ฝั่งโน้นนะ” เธอรั้งตัวเองไว้ ไม่ให้ถลาไปตามแรงดึงของเขา แต่สุดท้ายเรี่ยวแรงอันน้อยนิดก็สู้แรงมหาศาลของผู้ชายไม่ได้
ไต้ฝุ่นล็อกประตูแน่นหนาแล้วใช้เท้าเขี่ยฝาชักโครกปิดลง ก่อนที่เขาจะนั่งสูบบุหรี่อย่างสบายใจโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“พี่ยังไม่ได้ทำธุระของพี่เลย”
สตางค์ขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่ง
“จะทำอะไรคะ”
“ไม่รู้สิ พี่ชนะเดิมพันนี่นา…”
“อ๊ะ!” สตางค์หลุดเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากไว้แน่น เพราะกลัวคนข้างนอกได้ยินเสียง ตอนนี้เธอถูกไต้ฝุ่นรั้งตัวลงไปนั่งตักเขา
ใบหน้าคมสันเคลื่อนเข้ามาใกล้ ใกล้จนได้กลิ่นบุหรี่และน้ำหอมตีกันยุ่งเหยิงไปหมด เขาขบเม้มติ่งหูเธอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงพร่า
“ใช้ปากตังค์… อมให้พี่หน่อย”
THE ENDสองสัปดาห์หลังจากงานหมั้น ชีวิตของทั้งคู่ค่อยๆ กลับเข้าสู่จังหวะเดิมที่เรียบง่าย ไม่มีแขก ไม่มีพิธี ไม่มีดอกไม้ประดับเต็มบ้าน มีเพียงวันธรรมดาที่เริ่มต้นและจบลงด้วยชื่อของกันและกันคอนโดใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ห้องขนาดพอดี ไม่ใหญ่โต แต่โปร่งสบาย แสงแดดตอนเช้าส่องผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาทุกวัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักแต่เป็นที่ที่ทั้งสองตั้งใจจะเรียกมันว่าบ้านอย่างจริงจังวันแรกที่สตางค์ย้ายเข้ามา เธอลากกระเป๋าเดินทางใบไม่ใหญ่นักเข้ามาในห้อง ไต้ฝุ่นยืนพิงผนัง มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ หัวใจเต้นแรงกว่าตอนยืนในงานหมั้นเสียอีก“เอากระเป๋าไว้ตรงนี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดตู้ให้” เขาพูดพลางรับกระเป๋าจากมือเธอ สตางค์เดินสำรวจห้องช้าๆ นิ้วแตะขอบโต๊ะ ขอบโซฟา เหมือนกำลังทำความคุ้นเคย“มันรู้สึกแปลกนะคะ เหมือนมาอยู่บ้านตัวเองจริงๆ”ไต้ฝุ่นเงยหน้ามอง ก่อนจะเผลอยิ้มตาม“ก็บ้านเราแล้วนี่” คำว่า เรา หลุดออกมาง่ายดายจนทั้งสองชะงักไปพร้อมกัน ก่อนจะยิ้มให้กันอย่างเขินๆ ชีวิตร่วมกันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย ตอนเช้าไต้ฝุ่นตื่นก่อน อาสาทำกาแฟให้ ส่วนสตางค์เตรียมอาหารเช้าง่ายๆ บางวันเขาออก
บทที่ 44 หมั้นหมายสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างถูกจัดวางไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้นหลังจากวันที่ไต้ฝุ่นตัดสินใจเข้าไปคุยกับทางบ้านของสตางค์ เรื่องที่เคยหนักอึ้งในใจกลับค่อยๆ คลี่คลายลงอย่างน่าประหลาด ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล ความจริงใจของเขา และท่าทีสุขุมที่ไม่ค่อยได้เห็นจากไต้ฝุ่น ทำให้บรรยากาศวันนั้นผ่านไปด้วยดีและวันนี้ก็มาถึงเช้าวันหมั้น บ้านของสตางค์ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรู โทนสีครีมและขาวถูกขับด้วยดอกไม้สดสีอ่อนที่จัดวางอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นดอกมะลิและกุหลาบลอยคลุ้งไปทั่วบ้าน เสียงพูดคุยเบาๆ ของญาติผู้ใหญ่ผสมกับเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว ทำให้บรรยากาศอบอุ่นตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธีสตางค์ในชุดไทยสีอ่อนนั่งอยู่ในห้องรับรอง ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มเขินอาย มือเล็กประสานกันแน่นบนตัก แม้จะดูนิ่ง แต่หัวใจกลับเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกขณะเดียวกัน ไต้ฝุ่นยืนอยู่หน้าบ้านในชุดสูทสุภาพเรียบร้อย ผิดจากภาพลักษณ์ดิบๆ ที่ใครหลายคนคุ้นเคย เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ แม้สีหน้าจะนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน“ใจเย็น
บทที่ 43 คนขี้อายผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ซานเดินถือแก้วกาแฟมานั่งลงบนม้านั่งข้างๆ กับไต้ฝุ่นและไทเกอร์นั่งลงฝั่งตรงข้าม“กาแฟมาแล้วครับคุณผู้ชาย” ซานแกล้งแซว แล้วเลื่อนแก้วกาแฟไปตรงหน้าเพื่อน“ตังค์ทอนล่ะ?” ไต้ฝุ่นแบมือขอเงินทอนคืนจากซาน แต่ซายกลับไหวไหล่เบาๆ“ไม่คืน ค่าเสียเวลาเดินไปซื้อ”“ไอ้ห่า ทำอย่างกับบ้านมึงจน”“มึงบอกกูเองนี่นา ว่าเงินทอนเหลือเอาอะไรมาก็ได้”“แล้วมึงซื้ออะไรมา”“ก็ซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง เอาไปไว้ที่รถแล้ว”“ไอ้นี่ มึงก็เห็นด้วยกับมันเหรอไอ้เสือ”“เปล่า กูไม่ได้สนใจมัน กูคุยโทรศัพท์กับชาอยู่”ไต้ฝุ่นลอบถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้ามองรายงานตรงหน้า“พวกมึง”“ว่า/ว่า” ทั้งซานและไทเกอร์ขานรับพร้อมกัน“กูว่า…กูจะขอสตางค์หมั้นไว้ ดีไหมวะ”ซานกับไทเกอร์ชะงักไปพร้อมกัน บรรยากาศบนม้านั่งเงียบลงชั่วอึดใจ เหลือเพียงเสียงนักศึกษาคนอื่นเดินผ่านไปมา ซานเป็นคนแรกที่เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ“เดี๋ยวนะ กูได้ยินถูกไหมว่า มึงจะขอน้องตัง์หมั้น?”ไทเกอร์ละสายตาจากโทรศัพท์ ค่อยๆ เงยหน้ามองเพื่อนสนิท สีหน้าจริงจังกว่าซานเล็กน้อย“มึงแน่ใจแล้วเหรอฝุ่น ไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม”ไต้ฝุ่นไม่เ
บทที่ 42 สัมผัสที่คุ้นเคยแสงเช้าอ่อนๆ ลอดผ่านผ้าม่านบาง ทาบลงบนเตียงที่ยังอุ่นจากร่องรอยของเมื่อคืน สตางค์ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบอยู่รอบเอว เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของไต้ฝุ่นในระยะใกล้ ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ ดวงตาหลับพริ้ม ต่างจากตอนตื่นที่มักเจ้าเล่ห์เสมอเธอเผลอมองเขานานกว่าที่คิด ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วขยับตัวจะลุก แต่ยังไม่ทันได้ขยับมากนัก แขนที่กอดอยู่ก็รั้งเธอกลับไป“จะหนีไปไหนตั้งแต่เช้า” เสียงงัวเงียกระซิบใกล้หู“ตังค์ไม่ได้หนีค่ะ แค่จะลุก” เธอตอบเบาๆ แต่ท่าทางที่ยังซบอยู่บนอกเขากลับสวนคำพูด ไต้ฝุ่นลืมตาขึ้น มองเธอจากมุมต่ำ รอยยิ้มขี้เกียจแต่แฝงความพอใจปรากฏชัด“เช้าแบบนี้พี่ว่าตรงนี้น่าอยู่กว่าเยอะ”สตางค์หัวเราะในลำคอ ผมยาวยุ่งเล็กน้อยไหลลงมาข้างแก้ม เสื้อบางๆ ที่เธอสวมอยู่เผยให้เห็นช่วงไหล่ขาวเนียนโดยไม่ตั้งใจ เธอรู้ตัวดีว่าเขามองอะไรอยู่“พี่ฝุ่นอย่ามองแบบนั้นสิคะ”“แบบไหน” เขาถามกลับ พลางขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิด “พี่แค่มองแฟนตอนเช้าเอง”คำว่า แฟน ทำให้หัวใจเธอสะดุดเล็กน้อย สตางค์เม้มริมฝีปาก แต่สายตาที่หลบกลับเต็มไปด้วยความเขินปนพอใจ“พูดเพรา
บทที่ 41 โหยหา NC+++ (100%)เสียงลมหายใจสอดประสานกันดังกลบความเงียบในห้องนั่งเล่น แสงไฟอุ่นส่องเงาคู่ของทั้งสองทาบทับบนผนังราวกับภาพที่คุ้นตา สตางค์หลับตาลง ปล่อยให้จังหวะที่เธอรู้จักดีพาอารมณ์ไหลไปข้างหน้า ทุกการเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด ร่างกายสื่อสารแทนความคิดได้ชัดเจนกว่าไต้ฝุ่นก้มกระซิบใกล้ใบหู เสียงต่ำพร่าทำให้หัวใจเธอสะดุด เขาไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ผ่อนคลาย เหมือนรู้ดีว่าควรหยุดตรงไหนและควรไปต่อเมื่อไร ความคุ้นเคยทำให้ทุกสัมผัสมีความหมาย เป็นทั้งแรงดึงดูดและความไว้ใจที่ก่อตัวมานานสตางค์ขยับรับอย่างเป็นธรรมชาติ นิ้วมือเธอเกาะยึดเสื้อเขาไว้ราวกับสมอ ความร้อนระอุไม่ได้ปะทุเป็นไฟโหม แต่ค่อยๆ ซึมลึก เข้าถึงอารมณ์ในส่วนที่คำพูดแตะไม่ถึง เสียงหัวใจเต้นสอดรับกันเป็นจังหวะเดียว เร่าร้อน อ่อนหวาน และคุ้นเคยจนไม่ต้องตั้งคำถามในห้องที่เต็มไปด้วยเงาและแสง ทั้งสองปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งชั่วคราว เหลือเพียงความรู้สึกที่แนบแน่นและจังหวะที่รู้จักดี วินาทีนั้นไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าการอยู่ตรงนี้ด้วยกัน“อื้อ~ พี่ฝุ่นอย่ากระแทกถี่ๆ แบบนี้สิ ตังค์จะเสร็จ” เธอกัดปากแน่น มือกำเข้าหากันจนข้อซีด
บทที่ 40 โหยหา NC ++รถเคลื่อนตัวออกจากสนามแข่งได้ไม่นาน สตางค์ก็หันหน้าไปมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ“เจ้าอ้วนเป็นยังไงบ้างคะ โตเท่าไรแล้วอะ”“หึ ก็สูงกว่าเดิม ผอมลงนิดหน่อยแต่ไม่ต้องห่วง กินดีอยู่ดีกว่าตอนอยู่กับพี่แน่”“แหงสิคะ พี่ฝุ่นดุมันนี่นา”“หึหึ” ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตีไฟเลี้ยวไปอีกทาฃหนึ่ง ซึ่งสตางค์จำได้แม่นว่านั่นทางกลับคอนโดเขา“ไม่ได้จะพาตังค์กลับห้องเหรอ”“กลับสิทแต่เป็นห้องพี่”“ร้ายกาจนะคะ ตังค์จะเชื่อใจพี่ได้ไหมเนี่ย”ไต้ฝุ่นยิ้มมุมปาก ไม่ตอบในทันที รถแล่นเรียบไปตามถนนยามเย็น แสงไฟสองข้างทางทอดยาวเป็นเส้น สตางค์เผลอมองเงาสะท้อนบนกระจก เห็นสีหน้าเขานิ่งแต่แววตากลับอ่อนลงอย่างประหลาด“เชื่อใจพี่สิ” เสียงเขาต่ำลงนิดเดียว เหมือนตั้งใจให้ได้ยินแค่เธอ “ถ้าไม่เชื่อ พี่คงไม่กล้าพาตังค์มาทางนี้”คำพูดนั้นทำให้หัวใจเธอสะดุด สตางค์เม้มปาก กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ รถชะลอเข้าจอดริมทางเงียบๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ไต้ฝุ่นดับเครื่อง ก่อนจะหันมามองเธอเต็มตา ระยะใกล้เกินกว่าจะหลบสายตาได้“ทำไมมองแบบนั้นคะ” เธอถามเสียงเบา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าคำตอบจะเป็นยังไงเขาเอื้อมมือมาจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยให้ เงี







