LOGINเช้าวันต่อมา...
แสงแดดลอดมาจากผ้าม่านปลุกให้ฉันค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ ความรู้สึกปวดเมื่อยแล่นไปทั้งตัวจากการร่วมรักโดยไม่เต็มใจเมื่อคืนที่ผ่านมา ฉันหันไปมองคนข้างๆ ที่กำลังหลับอย่างสบายใจและไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลยตัดสินใจคว้าเอาผ้าห่มมาคลุมร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเองไว้ก่อนจะค่อยๆ ลุกเดินไปยังห้องน้ำโดยไม่ลืมที่จะเก็บเอาเสื้อผ้าของตัวเองเข้าไปด้วย
ทันทีที่สองขาแตะพื้น ความรู้สึกเจ็บปวดเริ่มกัดกินตรงกลางกายจนแทบล้มลงไปกองกับพื้น ฉันกัดฟันทนพยายามลากสังขารไปจนถึงห้องจนได้ แม้จะค่อนข้างลำบากก็ตาม แต่พอเห็นสภาพตัวเองในกระจกภายในห้องน้ำก็ต้องรู้สึกตกใจเมื่อตามตัวฉันมีแต่ร่องรอยสีม่วงคล้ำเต็มไปหมด
ฉันละสายตาจากร่องรอยพวกนั้นแล้วหันไปจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย สมองพลางคิดไปต่างๆ นานา ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่แล้วก็ตัดสินใจสะบัดหัวไล่เอาความคิดเพ้อเจ้อเหล่านั้นออกไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันใส่เสื้อผ้าตัวเดิมของตัวเองจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก้าวเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยท่าทางทุลักทุเลเนื่องจากความรู้สึกเจ็บแสบตรงกลีบกลางกายยังคงเล่นงานฉันไม่หยุด
ก่อนที่จะได้เดินไปยังหัวเตียงเพื่อเก็บเอาโทรศัพท์ของฉันเข้ากระเป๋าแล้วออกไปจากห้องน้ำ เจ้าของห้องที่ฉันไม่อยากจะคุยด้วยมากที่สุดดันตื่นขึ้นมาเสียก่อน
หมับ!
“ตื่นแล้วก็ไม่คิดจะปลุกพี่เลยนะ” มือหนาของคนที่กำลังนอนอยู่คว้าข้อมือของฉันเอาไว้
“ปล่อยนะคะ” ฉันพูดพร้อมกับพยายามบิดข้อมือออกจากมือเขา
“จะกลับแล้วเหรอ?” เขาเมินกับคำร้องขอให้ปล่อยมือ และถามกลับมาด้วยคำถามที่เขาอยากจะรู้
เขาก็เป็นแบบนี้เสมอ...
สนใจแต่ตัวเอง!
“ค่ะ จะกลับแล้ว” ฉันตอบเสียงเรียบ ดวงตายังคงจ้องมองข้อมือตัวเองที่ยังไม่หลุดจากการเกาะกุมของเขา
“พี่ไปส่ง” เขาพูดกลับมา
“ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันบ่ายเบี่ยงเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาได้ไปส่งเพราะไม่อยากจะเกี่ยวข้องอะไรกับเขาอีก
“ให้พี่ไปส่งนะครับ” คำพูดหวานหูจากปากเขาทำเอาฉันชะงักแล้วเผลอไปคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ ก่อนจะพยายามดึงสติตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันและโฟกัสกับจัดการสถานการณ์ตรงหน้านี้ให้เรียบร้อย
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ สะดวกใจจะกลับเอง” ฉันพูดออกมาชัดถ้อยชัดคำเพื่อบอกให้เขารู้ว่า ‘ฉันอยากจะกลับเองจริงๆ’
“พี่สะดวกใจจะไปส่งมากกว่าครับ”
หมับ!
กล่าวจบเขาก็แย่งกระเป๋าออกไปจากมือฉันแล้ววิ่งเข้าไปในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็มีเสียงน้ำไหลออกมาจากฝักบัว ฉันที่ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะถูกแย่งกระเป๋าไปแล้วจึงทำได้แค่นั่งรอให้เขาออกมาจากห้องน้ำเงียบๆ
“เกล้าครับ หยิบผ้าเช็ดตัวให้พี่หน่อย” เสียงเข้มตะโกนออกมาจากห้องน้ำ
“วางตรงไหนคะ” ฉันถาม
“ที่เดิมครับ”
คำว่า ‘ที่เดิม’ ของเขาทำให้ฉันรู้ทันทีว่าผ้าเช็ดตัวอยู่ตรงไหน เหมราชมีนิสัยเสียคือไม่ชอบเก็บเสื้อผ้ารวมไปถึงผ้าเช็ดตัวไว้ในตู้เสื้อผ้าด้วยตัวเอง ตอนที่เรายังอยู่ด้วยกัน ฉันมักจะเป็นฝ่ายที่จัดระเบียบเสื้อผ้า และสิ่งของต่างๆ ภายในห้อง ไปจนถึงงานบ้านต่างๆ ก็เป็นหน้าที่ของฉันเช่นเดียวกัน
ฉันไม่ได้ตอบอะไรเขากลับไป เพียงแต่เดินไปเอาผ้าเช็ดตัวที่พาดอยู่ตรงพนักโซฟาแล้วนำมันไปให้กับเขา ระหว่างนั้นก็บังเอิญสะดุดตาสังเกตเห็นกรอบรูปคู่สีขาวที่ถูกวางไว้บนโต๊ะกาแฟข้างโซฟา
มันคือ ‘รูปคู่ของเรา’ ที่เคยถ่ายด้วยกันเมื่อนานมาแล้ว...
ฉันเคลื่อนสายตาผ่านรูปนั้นไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินไปเคาะประตูห้องน้ำสองสามทีเพื่อให้คนด้านในรับรู้ว่าฉันเอาผ้าเช็ดตัวมาให้เขาแล้ว
ใบหน้าหล่อโผล่พ้นออกมาจากประตูห้องน้ำ มือหนาเอื้อมมาหยิบผ้าเช็ดตัวจากฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนในอดีต ฉันเพียงแค่มองแล้วถอยออกมาจากประตูห้องน้ำ กลับมานั่งรอเขาเท่านั้น
แม้บรรยากาศรอบๆ หรือตัวเขาจะทำหลายๆ อย่างเหมือนในอดีต แต่ฉันก็คอยตอกย้ำกับตัวเองเสมอว่ามันเป็นได้แค่อดีตจริงๆ ทุกอย่างมันไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว เราสองคนได้เดินออกมาจากกันนานเกินไปจนไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้
ผ่านไปสักพักเหมราชก็เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสภาพที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว ฉันไม่ได้ให้ความสนใจอะไร ปล่อยให้เขาได้แต่งตัวตามอัธยาศัยแล้วนั่งรอจนเขาจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว
“พร้อมแล้วใช่ไหมคะ?” ฉันถามเมื่อเห็นว่าเขาน่าจะแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ครับ” คนตัวสูงตอบสั้นๆ ก่อนที่ฉันจะเดินนำออกจากห้องไป โดยปล่อยให้เขาเดินตามทั้งที่ยังถือกระเป๋าของฉันไว้อยู่
บนรถ...
“แวะกินข้าวเช้าก่อนกลับไหมครับ” เขาเอ่ยถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“ไม่ล่ะค่ะ” ฉันตอบผ่านๆ เพราะไม่อยากใช้เวลาร่วมกับเขาไปนานกว่านี้อีกแล้ว
ตลอดทางบนรถมีเพียงเขาที่พยายามชวนพูดคุยตลอดเวลา ส่วนฉันนั้นก็ตอบไปตามมารยาทเท่านั้น ภายในใจภาวนาให้เขาขับรถไปส่งฉันเร็วๆ แค่นั้น แต่น่าแปลกคือเขาไม่แม้แต่จะถามชื่อคอนโดที่ฉันพักอยู่ด้วยซ้ำ เขาขับรถออกมาโดยที่ไม่เอ่ยถามเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว ราวกับว่ารู้อยู่แล้ว
คิดไปเองมั้ง...
คนที่เลิกกันไปตั้งหลายปีจะมารับรู้เรื่องราวของ ‘อดีตแฟน’ อย่างละเอียดได้ยังไงกันล่ะ ฉันสลัดความคิดฟุ้งซ่านข้างในหัวก่อนจะหันหน้าออกไปมองทางหน้าต่างกระจก
“พี่หิวข้าว ขอแวะทานก่อนนะครับ” พูดจบก็เลี้ยวรถเข้าร้านอาหาร ‘ร้านประจำ’ ของเขาทันที
ถ้าไม่ฟังจะถามทำไม!
ทันทีที่ล้อรถหรูเข้ามาเทียบจอดที่ลานจอดรถของร้านอาหารชื่อดังร้านหนึ่ง เหมราชเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วรีบวิ่งมาที่ประตูฝั่งตรงข้างคนขับซึ่งมีฉันนั่งอยู่ ฉันไม่ได้อ้าปากพูดอะไรเพิ่มเติม คนมัน ‘เคย’ รู้จักกันดี รู้นิสัยใจคอกันดี พูดไปก็เท่านั้น เลยเลือกที่จะเงียบปล่อยให้เขาเปิดประตูรถให้แล้วพาฉันเข้าไปในร้านอาหาร
“สวัสดีค่ะ คุณเหมราช” พนักงานสาวที่แสดงท่าทางออกมาชัดเจนว่ารู้จักกับเขาเป็นอย่างดีเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ขอโต๊ะสำหรับสองที่ด้วยครับ” เขายิ้มตอบกลับอย่างสุภาพ
“ได้ค่ะ เชิญด้านนี้เลยค่ะ” พนักงานสาวคนเดิมกล่าวก่อนจะเดินนำเราสองคนเข้าไปในร้าน
เมื่อได้โต๊ะแล้ว พนักงานสาวสวยคนเดิมก็เดินออกไป เหลือไว้แค่เราสองคนที่ก้มหน้าก้มตาเปิดเมนูอาหารโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารชวนอึดอัดเล็กน้อย จวบจนเวลาล่วงเลยไปสักพัก พนักงานคนใหม่ก็เข้ามารับรายการอาหารที่โต๊ะ
“ลูกค้าจะสั่งอาหารเลยไหมครับ” พนักงานที่เข้ามารับรายการอาหารเอ่ยถาม ดูแล้วคงเป็นหนุ่มน้อยวัยมหา’ลัยที่เข้ามาทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารแห่งนี้ มองแล้วทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อก่อนเสียจริง
“ครับ ขอเป็นข้าวผัดทะเลสองที่ แกงจืดหมูสับสาหร่าย ซุปเห็ดทรัฟเฟิล ขนมปัง น้ำเปล่าหนึ่ง น้ำมะนาวโซดาปั่นอีกหนึ่งครับ” เหมราชสั่งอาหารในส่วนของเขาและฉันเสร็จสรรพโดยที่ไม่ปล่อยให้ฉันได้เอ่ยปากสั่งอาหารออกมาเองสักคำ เขาทำทุกอย่างออกมาด้วยความเคยชินเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต่างไปจากเดิมเลย
“แล้วคุณผู้หญิง...” น้องพนักงานหันมารอจดรายการอาหารจากฝั่งฉันบ้าง
“เอา- “
“เอาแค่นี้ก่อนเดี๋ยวสั่งเพิ่มทีหลังครับ” ฉันยังไม่ทันพูดจบประโยคด้วยซ้ำ เหมราชก็พูดแทรกขึ้นมาทันที พนักงานคนนั้นจึงพยักหน้าโค้งตัวลงเล็กน้อย แล้วเดินจากไปอย่างรู้งาน
“อยากกินไส้กรอกชีสรมควันกับปลาลวกจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ดค่ะ” ฉันพูดเปรยออกไปให้เขารับรู้ว่าฉันยังมีรายการอาหารที่ตัวเองต้องการจะสั่ง
“เดี๋ยวพี่สั่งให้ครับ” เขาตอบกลับมาแล้วกดปุ่มที่โต๊ะเพื่อเรียกพนักงานมาอีกครั้งและสั่งอาหารเพิ่มเติม
ผ่านไปไม่นาน อาหารที่สั่งไปก็มาเสิร์ฟจนครบ เราลงมือทานอาหารกันเงียบๆ มีบ้างที่เขาจะตักอาหารนั่นนี่ให้ฉัน ส่วนฉันก็ได้แค่กล่าวขอบคุณออกไป ไม่ได้ตักอาหารใดๆ กลับไปให้เขาเหมือนอย่างที่ครั้งหนึ่งฉันเคยทำ...
ภายในอาณาเขตกว้างขวางของคฤหาสน์ประจำตระกูลสิริวัฒนเกียรติกุลถูกตกแต่งโดยมืออาชีพ โต๊ะสำหรับรองรับแขกมากมายถูกปูด้วยผ้าสีขาวนิ่มนวลสบายตา เนรมิตเวทีสุดแสนอลังการเอาไว้ตรงกลางโดดเด่นเป็นสง่า ชื่อของฉันและชายผู้กำลังจะกลายมาเป็นสามีอย่างถูกต้องตามกฎหมายถูกติดเอาไว้บนเวที รูปถ่ายคู่กันตั้งแต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยจวบจนถึงรูปถ่ายพรีเวดดิ้งมากมายทำเป็นโพลารอยด์ใบเล็กๆ ร้อยประดับตกแต่งฉันในชุดเดรสเกาะอกยาวสีขาวแต่งด้วยผ้าลูกไม้เรียบหรูทว่ากลับดูอ่อนหวานเดินควงแขนบิดาเข้าไปในงานโดยปลายทางมีเหมราชยืนรออยู่ มือข้างหนึ่งของฉันถือช่อดอกไม้ที่ถูกผสมเติมแต่งระหว่างดอกไม้สองชนิดระหว่างดอกฟอร์เกทมีน็อทสีฟ้าสบายตาและดอกพีโอนีสีชมพูอันเป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำ ความรักอันสมบูรณ์แบบ เหมือนกับเราทั้งคู่ที่กำลังจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบไปด้วยกัน“ยินดีด้วยนะ ลูกสาวของพ่อ” เมื่อเดินมาส่งฉันถึงจุดหมายปลายทางให้กับเจ้าบ่าวแล้ว เสียงทุ้มแหบตามวัยของชายวัยกลางคนอย่างคุณพ่อของฉันเอ่ยแสดงความยินดีอย่างแผ่วเบาทว่ากลับแฝงความอบอุ่นนุ่มนวลเอาไว้ภายใต้น้ำเสียง“ขอบคุณค่ะ คุณ
“Le patient s’ est réveillé. Pourriez-vous demander au médecin de venir examiner son état, s’ il vous plaît? (คนไข้ฟื้นแล้วครับ รบกวนคุณพยาบาลช่วยตามคุณหมอให้หน่อย) ” ไอ้เจย์ทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว อุปกรณ์สื่อสารโดยตรงภายในห้องพักถูกใช้ติดต่อโดยตรงกันเคาน์เตอร์พยาบาลอย่างรวดเร็วรอเพียงไม่นานคุณหมอก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับพยาบาลที่พาลูกสาวตัวน้อยของผมเข้ามารับนมแม่ด้วย ซึ่งร่มเกล้าสามารถทำหน้าที่แม่ทุกอย่างได้เป็นอย่างดีแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เธอให้กำเนิดลูกน้อยก็ตาม การสื่อสารกับทีมแพทย์เองก็ไม่เป็นปัญหาให้ต้องกังวล ถึงเธอจะไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาฝรั่งเศสได้แบบเจเดนเพื่อนสนิทของผมแต่เธอก็สามารถให้คำตอบกับคุณหมอที่ทรายถามอาการโดยใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วเด็กทารกหญิงตัวน้อยของพวกเราเมื่อกินนมอิ่มแล้วก็หลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราไปในอ้อมอกของผู้เป็นแม่อย่างว่าง่าย โชคดีที่ลูกสาวของผมกับเธอไม่ใช่เด็กขี้แยให้ผู้เป็นแม่ที่คลอดออกมาต้องเหนื่อยมากนัก ผมนั่งมองการกระทำต่างๆ ของร่มเกล้าเงียบๆ ส่วนไอ้เจย์เดินออกจาก
เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก หลังจากน้ำคร่ำแตกได้เพียงไม่นานร่างกายของฉันก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในรถสปอร์ตคันหรูเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เจเดนรับหน้าที่เป็นคนขับรถเนื่องจากมีประสบการณ์การขับรถในต่างประเทศมากกว่าใครเพื่อน ส่วนเหมราชนั้นสติแตกไปจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว ทางด้านของเพื่อนในกลุ่มอีกสองคนอย่างเพลิงกัลป์และเซนเองก็กำลังขับรถตามมาอยู่ด้านหลังอาการปวดท้องจะคลอดของยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน ทว่ากลับรู้สึกว่ามันทุเลาลงจากความรู้สึกอุ่นใจที่มีเหมราชและเพื่อนๆ ของเขาคอยห่วงใยกันอย่างใกล้ชิด มือหนาของว่าที่คุณพ่อจับมือของฉันเอาไว้แน่นตลอดทางมาโรงพยาบาล ใบหน้าหล่อเหลาน้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกมากมายเดินกว่าจะอธิบาย ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงที่หมาย“Excusez-moi, mon ami est sur le point d’ avoir un bébé. (ขอโทษนะครับ เพื่อนของผมกำลังจะคลอดลูก)” เจเดนที่เป็นลูกครึ่งสวิตเซอร์แลนด์ทำให้มีความสามารถในการพูดหลากหลายภาษารับหน้าที่ติดต่อกับทางโรงพยาบาลให้กับฉัน เนื่องจากในเมืองเจนีวาใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ผู้เป็นพ่อของลูกและญา
เหมราชนั่งกุมขมับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ขอพูดตามตรงว่าฉันไม่เข้าใจความรู้สึกเขาหรอก เจ้าตัวเล็กยังไม่ทันลืมตาออกมาดูโลกเลยด้วยซ้ำแต่คนเป็นพ่อกลับวิตกกังวลเรื่องเพศลูก อนาคตของลูกไปเสียแล้ว ก็จริงอยู่ที่ไม่ว่าลูกจะเป็นเพศอะไรคนเป็นพ่อแม่ก็ควรปกป้องดูแลลูกอย่างดีที่สุด แต่ฉันเองก็มีเรื่องที่กังวลเหมือนกันหากได้ลูกสาวกังวลว่าคนเป็นพ่อแบบเหมราชจะขังลูกเอาไว้เพราะกลัวว่าลูกจะเจอผู้ชายแบบตัวเองน่ะสิ!“จะกังวลอะไรขนาดนั้นวะ แม่ของลูกมึงยังไม่เห็นจะกังวลเลย” เจเดนพูดปลอบใจเพื่อนด้วยความเข้าอกเข้าใจ เชื่อว่าลึกๆ ในใจเองเจเดนก็คงกลัวเรื่องนี้ไม่ต่างไปจากเหมราชเพราะวีรกรรมของเขาเองก็ใช่ย่อย การปลอบใจเพื่อนที่หัวอกเดียวกันคงนับว่าเป็นการหลอกตัวเองไปด้วยนั่นแหละ“จะไม่ให้กังวลได้ไงวะ ถ้าลูกไปเจอผู้ชายแบบกูมีหวังกูใจสลายแน่ ไม่ได้การละ กูต้องสั่งอาวุธล็อตใหม่จากหัสดินเตรียมเผื่อไว้” ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นพ่อของลูกจินตนาการแล้วสรุปทุกอย่างออกมาเองเสร็จสรรพ ไม่รีรอให้คนอื่นได้ออกความเห็นอะไรเลย“ไม่ต้องถึงมือมึงหรอกมั้ง กูว่าน้องชายมึงน่าจะ
3 เดือนต่อมา...อายุครรภ์ของฉันเข้าสู่เดือนที่เก้าแล้ว อีกไม่นานคงถึงกำหนดคลอด น่าเสียดายที่การคลอดลูกคนแรกของฉันไม่สามารถกลับไปทำคลอดที่ประเทศไทยได้เนื่องจากอายุครรภ์เยอะมากแล้ว การเดินทางข้ามทวีปมีความเสี่ยงหลายๆ อย่าง ครอบครัวของเหมราชจึงไม่อยากให้ฉันบินกลับไป เพราะแบบนี้ครอบครัวของฉันจึงอดได้เห็นหน้าหลานตอนคลอดด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์อีกอย่างที่เกิดขึ้นคือพ่อแม่ของเหมราชนั้นได้ทำการติดต่อพ่อแม่ของฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรื่องการสู่ขอและการแต่งงานโดยที่ฉันไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน ฉันเพิ่งทราบข่าวมาจากมารดาของตัวเองตอนที่ได้พูดคุยกันเมื่อไม่นานมานี้ อีกฝ่ายได้ทำการสู่ขอฉันกับครอบครัวไปแล้วตั้งแต่เก้าเดือนก่อนซึ่งก็คือช่วงที่ครอบครัวของเหมราชพาฉันมาอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ สินสอดซึ่งมีทั้งเงินสด เครื่องเพชร ทองคำแท่ง และที่ดิน มูลค่ารวมกันหลักพันล้านซึ่งถือว่ามากเกินไปสำหรับลูกสาวของคนชนชั้นกลางธรรมดาๆ แบบฉัน สร้างความฮือฮาให้กับชุมชนละแวกใกล้เคียงไม่น้อย แต่พอได้ทราบนามสกุลของครอบครัวฝ่ายชายเท่านั้นก็เข้าใจได้เพราะเป็นที่รู้จักดีตามข่าวต่างๆ ว่าเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกและ
“...” ฉันได้แต่ฟังเขาเงียบๆ แม้จะไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแต่ก็รู้สึกดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น อย่างน้อยก็รู้ว่าเขายังตามหากัน ยังต้องการให้ฉันกลับไปอยู่ข้างๆ คนรักกันไม่จำเป็นต้องพูดคำว่ารักออกมามากมาย แต่ต้องพร้อมที่จะให้อภัยความผิดพลาดที่ผ่านมาและเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน นั่นคงเป็นสิ่งที่คุณแม่ของเหมราชต้องการจะสื่อให้ฉันรับรู้มาตลอด ท่านจึงพาฉันจากมาเพื่อพักใจที่นี่และใช้เวลาคิดทบทวน เพราะยิ่งอยู่ใกล้กันความโกรธเกลียดก็ยิ่งเพิ่มพูน หากทั้งฉันและเขายังปรับความเข้าใจไม่ได้ ความสัมพันธ์มันคงเดินทางไปสู่จุดที่ไม่สามารถกลับมามองหน้ากันได้อีกอย่างแน่นอน“จริงๆ พี่ก็สามารถเป็นคนรักที่ซื่อสัตย์ได้ แต่ที่ผ่านมากลับไม่ยอมทำมัน เห็นแก่ตัวรั้งเกล้าเอาไว้ข้างๆ ในขณะที่พี่นั้นออกไปมีอะไรกับคนอื่น... พี่ขอโทษจริงๆ” ศีรษะทุยซุกลงบนหลังมือของฉัน ความเปียกชื้นทำให้ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดที่คั่งค้างอยู่ภายในจิตใจ“เกล้าดีใจนะคะที่พี่เหมคิดได้” ฉันพูดปลอบประโลมอีกฝ่ายให้ใจเย็นลงจะได้หยุดร้องไห้เสียที เหมราชที่เป็นแบบนี้ทำให้ฉันทำตัวไม




![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


