Mag-log in“หายแล้วเหรอ เมื่อวานเป็นไข้หรือเปล่า” น้ำเสียงอบอุ่น และสายตาเจือแววห่วงใยส่งถึง ทำเอาฉันใบ้กินยืนยิ้มทำตัวไม่ถูก “น้องข้าวคะ”
“เอ่อ…คะ อ้อ ไม่ค่ะ ข้าวหายดีแล้ว”
“ดีแล้วค่ะ” ปกติพี่ภีมมักจะพูดคะขากับฉัน และพนักงานทุกคน เขาเป็นคนอบอุ่นไม่แปลกหรอกที่จะพูดจาแบบนี้ ในสายตาของเขาคงจะมองว่าพวกฉันเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ
ฉันไม่ปล่อยให้ตัวเองทำตัวว่างแล้วยืนอยู่ตรงนี้นาน รีบตรงไปหลังร้าน จัดการเก็บกระเป๋าพร้อมออกมาช่วยพี่ภีม
วันนี้ปลื้มพนักงานอีกคนที่มักจะเข้างานพร้อมกับฉันช่วงเย็นยังมาไม่ถึงร้าน ฉันจึงออกไปช่วยพี่ภีมตรงเคาน์เตอร์กาแฟ เพราะลูกค้าก็ทยอยเข้าร้านมาเรื่อย ๆ กลัวว่าเจ้าของร้านจะทำไม่ทัน
“มีอะไรให้ช่วยบ้างคะ”
“น้องข้าวทำออเดอร์นี้ให้พี่หน่อยค่ะ” ว่าจบคนยุ่งก็ส่งรายการกาแฟมาให้ ฉันรับมาอย่างรีบ ๆ แล้วลงมือจัดการทำโดยไม่พูดอะไรมาก
“วันนี้น้องปลื้มไม่มาทำงานเหรอคะพี่ภีม” ฉันถามเพราะนี่ก็เลยเวลาทำงานมาเยอะแล้ว แต่ยังไม่เห็นน้องปลื้มมาถึงร้าน
“เห็นโทรมาลาก่อนเรามาถึงไม่นาน บอกว่ามีอุบัติเหตุนิดหน่อย”
“แล้วเป็นอะไรมากไหมคะ” ฉันถามด้วยความตกใจ
“รถเฉี่ยวค่ะ แต่ไม่เป็นอะไรมากแล้ว สบายใจได้” พี่ภีมพูดก่อนจะละมือจากงานที่ทำอยู่ “แต่เรานั่นแหละไปทำอะไรมา”
ฉันเงียบไม่รู้จะตอบว่าอะไร รู้ว่าพี่เขาคงจะหมายถึงรอยช้ำ
ตรงมุมปาก เพราะสายตาของเขากำลังจ้องมองนิ่ง บ่งบอกว่าเป็นห่วง เห็นได้ไงนะ“เอ่อ…”
“เจ็บไหม” พี่เขาเดินมาใกล้ทำท่าเหมือนจะยกมือมาจากหน้าของฉัน แต่ก็ดูไม่กล้า
คนที่เป็นต้นเหตุให้ฉันเจ็บแบบนี้ วันนี้มันยังไม่ถามฉันสักคำ เข้าใจแหละแต่คิดแล้วก็น่าน้อยใจชะมัด
“ไม่เจ็บค่ะ” ส่งยิ้มบางเบาให้ ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
“ไปโดนอะไรมา” เมื่อเห็นฉันอึกอักไม่ตอบสักที พี่ภีมก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เดี๋ยววันนี้พี่ไปส่ง ทางเดียวกัน” ฉันพยักหน้าก็ดีเหมือนกันจะได้ประหยัด จากนั้นพี่เขาก็ไม่พูดอะไรหมุนตัวกลับไปทำงานของตัวเองต่อ
…ไม่เคยเห็นภีมนิ่งเงียบแบบนี้เลย
ในขณะที่อยู่ในรถตอนที่พี่ภีมมาส่งฉันเงียบตลอดทางเพราะ
ไม่รู้ว่าจะเปิดการสนทนาอะไรดี แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์จะกลั่นแกล้ง จากบรรยากาศภายในรถที่ดูเงียบเชียบ เสียงโครกครากน่าอายดังขึ้นมา“หิวเหรอคะ” เสียงนุ่มยังคงถามโดยมีหางเสียงเช่นเดิม ฉันก้มหน้างุดอย่างเขินอาย เบื่อไอ้ท้องเจ้ากรรมมันดันร้องประท้วงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
ช่วงเย็นฉันยังไม่ได้กินอะไรเลย ไม่แปลกที่จะหิวเป็นธรรมดา“นิดหน่อยค่ะ” แสร้งพูดออกไปถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันหิวจนแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วก็ตาม
“แวะทานอะไรก่อนดีไหมคะ” โดนถามแบบนั้นฉันก็ได้แต่พยักหน้ารัว ๆ เพราะรู้เลยว่าถ้ากลับขึ้นหอเข้าไปฉันโคตรขี้เกียจลงมาแน่ ๆ
ฉันมันคนที่หิวแต่ขี้เกียจมากกว่า
เมื่อเราทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะทานอะไรเพราะในหัวของฉันมันอยากกินไปเสียทุกอย่าง พี่ภีมเลยอาสาเป็นคนเลือกให้ ด้วยการพาฉันมากินบะหมี่เกี๊ยวข้างทางที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหอนัก
“ป้าขา บะหมี่เกี๊ยวปูค่ะ” ฉันส่งเสียงบอกอย่างออดอ้อน ร้านนี้ฉันมากินบ่อย ไม่ได้มากับใครที่ไหน ก็มีแค่ไอ้เพื่อนทั้งสามคนนั่นแหละ มาบ่อยจนเรียกได้ว่าเจ้าของร้านจำหน้าฉันได้
วันนี้ป้าแกยิ้ม ๆ มองฉันกับพี่ภีมสลับกันไปมา อยากตะโกนออกไปว่าป้าคะ คนนี้ไม่ใช่แฟนก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะดูมีพิรุธเกินไป
เนียน ๆ ไปก่อนละกัน อย่างน้อยวันนี้หลายคนก็เข้าใจว่าคนหล่อตรงหน้าเป็นคนรักของฉัน นี่มันกำไรจากการทำงานชัด ๆ
“พี่ภีมกินอะไรดีคะ” เขาอุตส่าห์มาส่งแถมยังอาสาเลี้ยงข้าว ฉันนี่เสียมารยาทลืมถามว่าเขาอยากทานอะไร เมื่อคิดขึ้นได้ก็เลยรีบหันไปหาเอ่ยปากถามทันที
“เหมือนหนูก็ได้ค่ะ” โอ๊ย พี่ภีมเรียกฉันว่าหนูตอนนี้ฉันเหลือตัว
สามเซน ฉันพยักหน้าหงึก ๆ แล้วหันไปคุยกับป้าเจ้าของร้านอีกครั้ง“เอาบะหมี่เกี๊ยวปูเพิ่มอีกที่ค่ะ” ป้าเจ้าของร้านยิ้มให้ชั่วครู่ ก่อนจะรีบเดินห่างออกไป
“จะว่าไปก็ยังไม่เคยมานั่งคุยกันจริง ๆ จัง ๆ เลย” อยู่ ๆ พี่ภีมก็เลยพูดขึ้น ทำคิ้วของฉันขมวดแทบจะชนกัน
“คะ…”
“ตอนสัมภาษณ์เราเข้ามาทำงานพี่ก็ไม่ได้ถามว่าเราเรียนที่ไหน เรียนคณะอะไร”
“อ๋อ” วันนั้นฉันยังจำได้ดี วันที่พี่ภีมเป็นคนนัดสัมภาษณ์ เขารู้แค่ว่าฉันยังเรียนมหาลัย อยากหาพาร์ตไทม์ทำเพื่อหาเงินใช้ในชีวิตประจำวัน เจ้าของร้านคนนี้รู้แค่นั้นเลย “ตอนนี้เข้าเรียนอยู่ที่มหาลัยใกล้ ๆ ร้านพี่นี่แหละค่ะ อยู่ปี 3 คณะบริหาร” เหมือนพี่เขาไม่ได้ตัดสินใจนานด้วย จู่ ๆ ก็รับเข้ามา
“อีกนิดเดียวก็ใกล้จบแล้วสิ”
“ไม่นิดนะคะ อีกตั้งปีกว่า ๆ แล้วตอนนี้นะรายงานท่วมหัวแทบเอาตัวไม่รอดเลยค่ะ”
“น้องกิ่งก็อยากทำเค้กค่ะ” วางตัวเด็กทั้งคู่ลงจากนั้นกวินและ น้องกิ่งก็วิ่งนำไปที่ครัวที่มีแม่ของฉันอยู่“แล้วปะป๊าอยากไปทำเค้กด้วยไหมคะ”“เดี๋ยวพฤกษ์ช่วยข้าวนะ”“น่ารักที่สุด” ฉันบีบจมูกของเขาไปหนึ่งที“แล้ววันนี้วันเกิดข้าว ข้าวอยากไปไหนไหม” แต่งงานกันมาก็หกปีแล้ว การออกไปนอกบ้านทุกเทศกาลสำคัญมันก็ดูไม่น่าตื่นเต้นมากเท่าไหร่“ไม่เอาอะทำกับข้าวกินที่บ้านดีกว่า ชวนป๊ากับแม่ด้วยสิ”“แล้วก็เถ้าแก่เฮงด้วยดีไหม” เถ้าแก่เฮงที่บอกว่าตัวเองป่วยบ่อยกลัวว่าจะไม่เห็นหน้าหลาน ตอนนี้ก็ยังคงแข็งแรงดี พูดไปเพราะอยากจะเร่งรัดให้ฉันมีหลานเร็ว ๆ แค่นั้นแหละ“ได้” ฉันฉีกยิ้ม“พฤกษ์โทรชวนป๊ากับแม่มาก่อนนะ แล้วก็เถ้าแก่เฮงจะโทรบอกแล้วให้คนขับรถไปรับ” ฉันรู้ดีว่าต่อให้พฤกษ์บอกว่าจะให้คนขับรถไปรับเถ้าแก่ เดี๋ยวท่านก็ปฏิเสธอยู่ดีรายนั้นมาที่นี่ทีไรก็มักจะให้คนขับรถที่บ้านตัวเองพามาตลอด บอกว่าไม่อยากรบกวน“ปะเดี๋ยวเราไปทำขนมกัน” ฉันบอกพฤกษ์แต่คนตัวโตก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับประคอง“ข้าวจะไม่เหนื่อยใช่ไหม”“แค่ทำขนมเองจะเหนื่อยได้ยังไง”“พฤกษ์ไม่อยากให้ข้าวเหนื่อย เป็นห่วงเจ้าตัวเล็กด้วย” ตอนนี้ฉันตั้งท้องลูก
“ฮะ อย่าบอกนะว่า…”“เออ ตอนนี้กูกำลังจะเป็นพ่อแล้ว”“เฮ้ย ใครจะไปคิดว่าคนแบบมึงก็มีน้ำยา”“นี่มึงหมายความว่าอะไรไอ้เลโอ”“ก็เปล่า แล้วบอกไอ้คีย์หรือยัง”“กำลังจะโทร”“เออ ๆ รีบโทรเลย อยู่ไหนก็ส่งโลเคชันมาด้วยเดี๋ยวกูรีบไปหา กูจะมีหลานแล้วว่ะ” ตอนนี้น้ำเสียงของไอ้เลโอก็ดูตื่นเต้นไม่ต่างกันวางสายจากมันก็รีบโทรหาไอ้คีย์ทันที“มึงว่างหรือไงโทรหากู” ไอ้คีย์ก็ไม่ต่างกับไอ้เลโอมากเท่าไหร่การทักทายของมันจะพูดดี ๆ สักครั้งก็ไม่มี“ว่าง ว่างมากพอที่จะได้ปาร์ตี้กันคืนนี้ด้วย” ปาร์ตี้ที่ว่าผมไม่ได้ กะจะปาร์ตี้ให้เมามายอะไรก็แค่อยากจะฉลองให้กับหนูน้อยที่เกิดมา หนูน้อยที่เป็นความสุขของผมและข้าว “อารมณ์ไหนของมึงปาร์ตี้อะไร”“ก็ปาร์ตี้ปาร์ตี้แบบไม่มีแอลกอฮอล์ เพราะตอนนี้กูจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่”“มึงเป็นบ้าอะไรของมึงเนี่ย”“กูกำลังจะเป็นพ่อคน”“ฮะ มึงว่าอะไรนะ”“กูบอกว่ากูกำลังจะเป็นพ่อคน”“ไม่ตลก”“กูพูดจริง ๆ กูไม่ได้ตลกเว้ย” ทำไมผมพูดความจริงมันเหมือนโกหกขนาดนั้นเลยเหรอไอ้คีย์มันถึงไม่เชื่อ “ปลื้มเป็นคนพาข้าวมาโรงพยาบาล”“เมียกูอยู่กับเมียมึง”“ไปทำอะไรให้เมียมึงงอนน่ะ”“กูเปล่า”“มึงก็รีบ ๆ
“น่าจะประมาณสิบโมงค่ะ”“ห่วงข้าว” ผมบอกออกไปตามความจริง เวลาเมียตัวเองไม่สบายใครกันจะอยากห่าง “ไม่ไปได้ไหม อยากอยู่ด้วย”“วันนี้มีประชุมไม่ใช่เหรอคะ ไปเถอะข้าวอยู่ได้ ไม่เป็นไร” คนดื้อ รีบพยายามทำตัวเองให้สดใสไม่ให้ผมเป็นห่วง“โอเคครับ” ผมผละตัวออกจากคนตัวเล็กไปแต่งตัว “ถ้าเข้าไม่ไหวอย่าฝืนนะ” ผมบอกข้าวก่อนออกจากบ้าน แต่ก็ก่อนจะออกได้ก็ทำใจอยู่นาน ผมไม่อยากให้เข้าอยู่คนเดียว ต่อให้รู้ว่าน้องปลื้มจะมาหาผมก็ยังเป็นห่วงอยู่ดีเมื่อมาถึงบริษัทผมก็รีบตรงเข้าห้องทำงานจัดการเคลียร์งานที่มีอยู่ แต่ยิ่งพยายามทำมากเท่าไหร่มันก็ไม่ลดลงเลยเพราะหัวของผมก็มีแต่ เป็นห่วงขวัญข้าว ขืนเป็นแบบนี้ผมได้กลับไปหาขวัญข้าวช้าแน่ ๆ“ท่านรองเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เลขาของผมเข้ามาในห้อง“เปล่าครับ ผมมีประชุมเลิกกี่โมงนะ”“มีประชุมประมาณบ่ายโมงค่ะ เลิกประชุมประมาณบ่ายสาม” ผมพยักหน้าเข้าใจ หากผมจัดการเอกสารกองนี้เสร็จผมจะได้กลับบ้านประมาณนั้นผมใช้เวลาว่างอยู่กับเอกสารจนเสร็จสิ้นกะว่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา แต่เราก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีสายเรียกเข้าโทรเข้ามาเกือบ สิบสาย เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนโทรเข้ามาผม
“พฤกษ์เป็นขวัญข้าวนะครับ” แต่ละคำพูดที่บอกเธอก็กระแทกเข้าไปย้ำเหมือนกับว่าให้เธอสนใจ “จะรักแค่เมียและเอาเมียคนเดียว”“ข้าวก็จะรักพฤกษ์คนเดียว” ผมยิ้มพอใจ เวลาเสียงสั่น ๆ ของข้าวพูดบอกรักโคตรได้อารมณ์ เลื่อนมือไปจับสะโพกรั้งตัวเธอเข้ามากระแทกเข้าเร็ว ๆ จนเราทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ไปพร้อม ๆ กันผมรับรู้ได้ว่าน้ำสีขาวขุ่นของตัวเองเอ่อนองอยู่ในตัวข้าวมากแค่ไหน คืนนี้ตั้งใจที่จะไม่ป้องกัน เพราะอยากได้โซ่ทองมาคล้องใจ อีกทั้งยังอยากสัมผัสข้าวให้แนบแน่นอย่างที่ไม่เคยจะทำ“เอาอีกไหม” ผมถามได้ขณะที่เราทั้งคู่ย้ายตัวเข้ามานั่งแช่อยู่ในอ่าง“เดี๋ยวค่อยไปต่อที่เตียง”“ไม่ชอบตรงนี้เหรอ”“ก็ชอบแต่รู้สึกมากเกินไป”“รู้สึกมากเกินไป มากเกินไปยังไง” หอมไปที่ผมกระชับกอดอย่าง รักใคร่“ข้าวไม่ชิน พฤกษ์ร้อนแรงจนข้าวยืนแทบไม่อยู่”“งั้นเราอาบน้ำกันก่อนเดี๋ยวไปต่อที่เตียงกันนะ” บอกไปอย่างนั้นสรุปสุดท้ายเพียงแค่ลูบไล้ไปบนเนื้อตัวของขวัญข้าวไฟก็ติดขึ้นมาเสียดื้อ ๆ อีกรอบจากนั้นเราทั้งคู่ในมอบความรักในห้องน้ำให้แก่กันก่อนคืนนี้จะจบที่เตียงอย่างที่บอกเอาไว้ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ผมจะอดใจไหวไม่ให้รัก ขวัญข้าวทั้งคืนไ
“ขอบคุณพฤกษ์เหมือนกัน” เธอหันหน้ามาหาลูบไล้ที่แผงอก ค่อย ๆ ไต่นิ้วลงไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าท้องลงไปเรื่อย ๆ จนถึงกึ่งกลางลำตัวขวัญข้าวจงใจใช้มือ สัมผัสตัวตนของผมที่ในตอนนี้มันตั้งชูชันพร้อมจะออกรบเต็มที่“ข้าว” เสียงของผมเริ่มไม่เหมือนเดิม สาเหตุก็มาจากคนน่ารักตรงหน้ากำลังยั่วโดยการใช้นิ้วลูบไล้ส่วนหัวคุณเบา ๆ เพียงแค่มือนิ่มกับทำให้ผมรู้สึกมากขนาดนี้ อย่างอื่นไม่อยากจะคิดกลัวทนไม่ไหวเสียก่อนขวัญข้าวไม่ได้พูดอะไร แกล้งบดเบียดหน้าอกเข้าหาจากนั้นก็หยิบไปที่ไวน์ขึ้นมากระดกมันเข้าปาก เอามาแบ่งให้ผมด้วยการจูบ ไวน์รสดีบรรจงถูกส่งเข้ามา จากนั้นเราก็แลกลิ้นสัมผัสกันแนบชิดตอนแรกขวัญข้าวในวันนี้ทำเอาตกใจอยู่เหมือนกัน ใครจะคิดก็คนซื้อ ๆ ที่ไม่ประสีประสาในตอนแรกตอนนี้กลับดูมีประสบการณ์ เพียงเพราะศึกษาเพื่ออยากเอาใจผม รู้ก็เพราะเคยถามมาซึ่งขวัญข้าวก็สารภาพว่าแอบเสิร์ชหาข้อมูลเยอะอยู่เหมือนกันที่จะทำให้ผมรู้สึกดีอย่างนี้“ขี้ยั่วจังเลยนะ”“แล้วชอบไหม”“ชอบครับ ชอบที่สุด” จูบซับไปที่หน้าผับนวลจากนั้นก็ใช้มือช้อนตัวขวัญข้าวพร้อมกับลุกขึ้น“จะทำอะไร”“ล้างตัวแป๊บนึง อยากไปเล่นตรงนั้น” บอกพร้อมกับหัน
“ชมแต่ขวัญข้าว น้องปลื้มไม่ชมพี่เลโอบ้างเหรอ เนี่ยพี่ก็จีบน้องพระพายตั้งหลายปีเลยนะ” ตอนนี้ไอ้เลโอกับน้องปลื้มดูจะเป็นคู่ซี้พี่น้องที่สนิทกันมาก ๆ สาเหตุก็มาจากน้องปลื้มช่วยให้มันได้คบกับน้องพระพายนั่นแหละ“เรื่องนี้ก็ยกนิ้วให้พี่เลโอเหมือนกัน เก่งมาก ๆ เลยค่ะ” “ให้มันจริงเถอะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นไม่เอาพี่เลโอหรอกเหรอ” พระพายพูดทำเอาผมกับขวัญข้าวแทบจะกั้นขำไม่อยู่พอ“น้องพระพาย น้องพระพายก็เห็นว่ามีคนเข้าหาพี่เยอะมากแค่ไหน” ก็จริงอย่างที่มันว่าเห็นแปลก ๆ แบบนี้มันก็มีสาว ๆ เยอะเหมือนกันอีกคนหนึ่งที่ในวันงานไม่ได้มาก็คือเจ้านายเก่าของขวัญข้าว รายนั้นฝากน้องปลื้มมาแสดงความยินดี ไม่ใช่ว่าเสียใจที่ผมกับขวัญข้าวแต่งงานกันเลยไม่มา ทว่าเขานั้นมีลูกน้อยฝาแฝดที่พึ่งคลอดเลยไม่สามารถมาได้จากที่ได้คุยกับข้าวก็พึ่งมารู้ว่า เขาไม่ได้คิดที่จะจีบข้าวจริงจังตั้งแต่แรก แต่มองในมุมน้องสาวมากกว่า“แล้ววันนี้เล็งไว้หรือยังว่าจะเอาแฝดสองหรือแฝดสาม” ไอ้เลโอก็ยังพูดจาทะลึ่งเหมือนเดิม“แฝดสี่ไปเลยดีไหม” ส่วนคนที่ทะลึ่งมากกว่าก็น่าจะเป็นผมเนี่ยแหละ“พฤกษ์”กิจกรรมล่วงเลยมาถึงช่วงดึก ในที่สุดก็ถึงเวลาเข้าหอสักที







