เข้าสู่ระบบฟุบ!
"ไปเรียนรู้วิธีการพูดประชดประชันแบบนั้นมาจากที่ไหน เธอหึงฉันหรือไงถึงได้พูดแบบนั้นออกมา"
หลังจากที่ลากคนตัวเล็กกว่าเข้ามาในห้องได้สำเร็จแล้ว เขาก็จัดการเหวี่ยงเธอให้นั่งลงบนโซฟาราคาแพงทันที ก่อนจะนั่งตามลงไปภายหลัง โดยที่ไม่ได้สนใจสีหน้าเหยเกของอีกฝ่ายที่บิดเบี้ยวเพราะแรงกระแทกลงบนโซฟาก่อนหน้านี้สักนิด
ทำให้พราวฟ้าที่นั่งทนเจ็บอยู่อยากใช้มือฟาดเจ้าของห้องที่นั่งจ้องหน้าเธอตอนนี้ชะมัด เธอก็ตัวเล็กน่าทะนุถนอมซะขนาดนี้ เหวี่ยงมาได้หลังแทบหัก
"ฉันถามก็ตอบสิ จะนั่งจ้องหน้าฉันตาขวางแบบนั้นทำไม"
"แล้วก่อนที่จะตั้งคำถามนั้นออกมา นายใช้สมองคิดหรือยังล่ะ ฉันจะไปหึงนายทำไม นายมีอะไรที่ฉันต้องหึงเหรอ แฟนก็ไม่ใช่ ผัวก็ไม่ใช่ ก็แค่เพื่อนเฉยๆ" พราวฟ้าตอบสีหน้าเรียบ ก่อนจะเบือนหน้าหันไปทางอื่นที่ไม่ใช่หน้าหล่อๆ ของมาร์ติน
เธอไม่เข้าใจการตั้งคำถามของมาร์ตินเลยสักนิดว่าทำไมต้องถามแบบนั้นออกมา ถามว่าเธอหึงเขางั้นเหรอ? เธอจะไปหึงเขาทำไมกันก็ในเมื่อเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันที่มันสามารถจะหึงกันได้นี่
ก็แค่เพื่อน เพื่อนกันมันหึงกันได้เหรอ ก็ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วจะถามเพื่อ?
"แล้วอยากลองมาเป็นเมียฉันไหมล่ะ เผื่อจะได้หึงสมใจ"
ขวับ!
บ้า เขามันบ้าไปแล้ว พูดบ้าอะไรอยู่รู้ตัวหรือเปล่านะ แล้วไอ้สีหน้ากับสายตาที่จ้องเธอตอนนี้ก็ด้วย อย่ามาทำเป็นทีเล่นทีจริงแบบนี้ได้ไหม เราเป็นเพื่อนกันนะ
"นายเมาหรือไง พูดบ้าอะไรออกมา" พราวฟ้าว่าเสียงฉุน จ้องนัยน์ตาคมดุตรงหน้านิ่ง เธอไม่ขำด้วยนะที่อีกฝ่ายพูดออกมาแบบนั้น นี่มันไม่ใช่ตอนเด็กๆ แบบที่ชอบเล่นเป็นแฟนกันปลอมๆ สักหน่อย เราโตกันแล้วจะมาพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้มันไม่ได้
เพราะ...ตอนที่เขาพูดเมื่อกี้มันแอบทำให้หัวใจของเธอที่สงบนิ่งอยู่ดีๆ เต้นแรงขึ้นมานะสิแถมแก้มทั้งสองข้างของเธอตอนนี้ก็ร้อนผ่าวไปหมดแล้วด้วย สับสนกับตัวเองชะมัด
"ก็จูบกันแล้ว ก็ไม่ใช่เพื่อนกันแล้วไง" วะว่าไงนะ! จะบ้าเหรอ ไม่ได้ ตาบ้านี่ พูดบ้าอะไรออกมาแบบนั้น โอ๊ะ! พราวฟ้าคืออ้าปากค้างถลึงตาโตกับคำพูดของมาร์ตินไปเลย
ขอถามหน่อยเถอะ ตาบ้านี้จู่ๆ เป็นอะไรขึ้นมาฮะ ล้มหัวฟาดพื้นมาเหรอที่อยู่ๆ ก็มาพูดจาแบบนี้กับเธอ ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมาเขาแทบเห็นเธอเป็นเหมือนธาตุอากาศหรือถ้าบังเอิญสบตากันเขาก็จะมองเธอเหมือนอยากจะฉีกเนื้อด้วยสายตาจะตายไปด้วยซ้ำ แล้วไหนจะทุกๆ เช้าที่บังเอิญออกมาจากห้องพร้อมกันแต่เขาเมินเฉยต่อเธอทุกเช้านั่นอีก
แต่นี่อะไรกันแค่จูบกันไปหนึ่งครั้งเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ก็ทำให้เขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ขนาดนี้เลยเหรอ ปากของเธอมันเปลี่ยนตาบ้านี้ได้หรือไงกัน
"เหอะ นายมันบ้าที่สุด" พอพราวฟ้าหยุดคิดหยุดอึ้งกับคำพูดของมาร์ตินแล้ว เธอก็แค่นเสียงในลำคอตัวเองอย่างเย้ยหยันออกไป ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปจากโซฟาของมาร์ติน เพราะถ้าขืนเธออยู่ต่อคงได้ประสาทกินกับคำพูดบ้าๆ ของมาร์ตินแน่
แต่...
"ฉันจูบเธอแล้วอย่าให้ใครมาทับรอยจูบของฉันเด็ดขาด ไม่งั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน" เสียงทุ้มว่าขึ้นก่อนจะเหลือบมองแผ่นหลังบางที่หยุดอยู่กับที่สายตานิ่งเรียบ ไร้วี่แววของการล้อเล่นในน้ำเสียงนั้นที่เขาเพิ่งลั่นออกไป ทำให้คนที่ได้ยินอย่างพราวฟ้าถึงกับเม้มริมฝีปากแน่นหลับตานิ่งเลยทีเดียวที่เขายังไม่เลิกพูดจาเพ้อเจ้อพวกนั้นออกมา
เราสองคนแค่จูบกันเฉยๆ แล้วทำไมถึงได้พูดเหมือนเป็นการตีตราร่างกายเธอแบบนี้ ที่สำคัญเขาลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าเราทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน แค่จูบที่เขาเป็นคนเริ่มก่อนมันก็สร้างความลำบากในใจเธอมากพอแล้ว
แล้วนี่คิดจะมายัดเยียดตัวเองให้เธออีกเหรอ? เพื่อนกันไม่ควรทำแบบนี้หรือเปล่า
"เราแค่จูบกันเฉยๆ อีกอย่างสิ่งที่นายทำมันก็มากเกินพอสำหรับสถานะของเราสองคนแล้วมาร์ติน อย่าทำให้ฉันลำบากใจจนมองหน้านายไม่ติดกว่าเดิมได้ไหม" น้ำเสียงเบื่อหน่ายจากพราวฟ้าลั่นออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจ ซึ่งการพูดและใช้น้ำเสียงแบบนั้นของเธอมันก็สร้างความไม่พอใจแก่คนที่นั่งอยู่บนโซฟาได้ดีเลยทีเดียวด้วย
"ทีตอนกับไอ้ไคเธอไม่เห็นพูดแบบนี้กับมันบ้าง"
"จะให้ฉันพูดอะไรล่ะ ก็เรายังไม่ได้ทำอะไรกันเลยเถอะ"
"ก็ถ้าฉันไม่เข้าไปขัดซะก่อน เธอก็คงโดนมันจูบไปแล้ว"
"ฉันว่าเราเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ"
"ทำไม ฉันพูดแทงใจดำเธอหรือไง..."
"..." พราวฟ้าเงียบ ยืนนิ่งไม่ตอบ ทำให้คนที่นั่งอยู่บนโซฟาต้องเบือนสายตาไปทางอื่นก่อนจะพาดแขนบนโซฟามองตรงไปข้างหน้าสีหน้าเรียบนิ่ง "เอาเถอะ ช่างเรื่องของเธอกับไอ้ไคคืนนั้นไปเถอะ เพราะยังไงซะคนที่ตีตราเธอไปแล้วด้วยปากก็คือฉัน เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเธอก็เป็นของฉันคนเดียว"
"หึ นายจะเอาอะไรกับอีแค่การจูบ"
"ก็ถ้าอยากได้มากกว่าจูบ...ก็ได้ถ้าเธอพร้อม" ริมฝีปากสีแดงตุ่นอย่างคนสุขภาพดีขยับพูดอีกครั้ง ก่อนจะช้อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าสวยของพราวฟ้าที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วยสายตานิ่งเรียบ
สิ่งที่เขาพูดออกไปทั้งหมด เขาไม่ได้พูดเล่นหรือพูดออกไปเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ไตร่ตรองก่อนพูด สิ่งที่พูดออกไปเขาคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าต้องการให้มันเป็นแบบนั้น เขาทนหงุดหงิดเพราะเห็นพราวฟ้าอยู่ใกล้คนอื่นอีกต่อไปไม่ได้แล้ว
เธอต้องเป็นของเขาและต้องเป็นของเขาคนเดียวด้วย ตอนนี้เขาตีตราเธอด้วยการจูบ แต่เชื่อเถอะว่ามันจะมีสิ่งที่น่าทึ่งกว่าการจูบเกิดขึ้นแน่นอน เขาจะทำมัน และจะฉวยโอกาสทำด้วย
"..."
"ฉันจะไม่ข้ามสถานะเพื่อนของเราเด็ดขาด" ว่าจบพราวฟ้าก็สะบัดหน้าเดินตึงตังออกไปจากห้องของมาร์ตินทันที
ตอนแรกเธอคิดว่าจะลงไปทานข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งใกล้ๆ คอนโด แต่พอมีเรื่องไม่เป็นเรื่องมาวุ่นวายในหัวแบบนี้แล้ว เธอเลยเลือกที่จะกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแทนพร้อมกับโดดขึ้นเตียงมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มผืนหนาแล้วหลับตาลง ทิ้งเรื่องราวแสนปวดหัวที่มาร์ตินสร้างไว้ก่อนหน้านี้ไว้ข้างเตียงค่อยๆ ปล่อยไหลตัวเองเข้าสู่ห่วงนิทรายามเย็นด้วยความสงบ
โดยที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรหลังจากนี้ว่าจะมีเรื่องแสนน่าช็อกเกิดขึ้นจากฝีมือชายหนุ่มซึ่งอยู่ในห้องฝั่งตรงข้ามกำลังทำบางอย่างที่เป็นสิ่งเหนือการคาดหมายขึ้นมา...
"สวัสดีครับอาเธียร"
"อืม หวัดดี โทรหาอามีอะไรเปล่า" ชายวัยกลางคนที่ยังหนุ่มยังแน่นเปรี๊ยะรับสายลูกชายเพื่อนที่ไม่เคยโทรหาตัวเองเลยสักครั้งด้วยสีหน้าสงสัยเล็กน้อยว่าหนุ่มรุ่นลูกโทรมาหาเขาทำไม ก่อนจะพยักหน้าแจ้งลูกน้องในสนามว่าจะออกไปคุยธุระข้างนอกก่อน ซึ่งขณะที่กำลังเดินอยู่คนในสายก็ตอบกลับเสียงสุภาพกลับมา
"มีครับ..."
"เรื่องอะไร" คนมีอายุกว่าเอ่ยถามคนรุ่นลูกในสายคิ้วขมวดเป็นปมอีกครั้ง น้ำเสียงที่ฟังดูนิ่งๆ ไม่มีความประหม่าหรือสั่นกลัวต่อเขาอย่างที่คนรุ่นลูกคนอื่นๆ มักจะเป็นเวลาที่ได้คุยกับเขามันช่างสร้างความอยากรู้อยากเห็นแก่เขาเสียจริงว่าจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้มาร์ตินลูกชายเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยพูดค่อยจาเท่าไหร่ตั้งแต่เด็กๆ กล้าโทรมาหาเขาแบบนี้
ขณะที่คนถูกถามก็นิ่งเงียบไปสักพัก สายตาคนเจ้าแผนการมองตรงไปข้างหน้านิ่งขณะที่สมองกำลังนึกถึงเรื่องสนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นจนเก็บรอยยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์ไว้ไม่อยู่ ก่อนจะตอบกลับผู้ใหญ่ในสายในเวลาต่อมา
"...พรุ่งนี้ผมจะให้ป๊าเข้าไปคุยเรื่องการหมั้นของผมกับพราวฟ้าครับ"
"เอางั้นเลยเหรอ" ทันทีที่คนรุ่นลูกตอบกลับมาก็ทำเอาคนรุ่นใหญ่ถึงกับชะงักนิ่งค้างไปชั่วขณะหลังจากที่ได้ยินประโยคที่ออกมาจากต้นสายที่โทรเข้ามา ก่อนจะรีบตั้งสติแล้วตอบกลับไปในเวลาต่อมา "อาต้องถามพราวฟ้าก่อนนะว่าจะยอมหมั้นกับเราหรือเปล่า" เธียรเกิดอาการมึนงงและสับสนแบบไม่ทันตั้งตัวไปเล็กน้อยที่ได้ยินว่าลูกสาวคนโตของตัวเองจะถูกอีกฝ่ายที่ดูเหมือนไม่ได้สนใจในตัวลูกสาวเท่าไหร่ทาบถามถึงการหมั้นหมายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้
เขาก็พอรู้ว่าไอ้แปลนเพื่อนสนิทของเขามันคอยเอ็นดูพราวฟ้าอยู่ แต่ไม่คิดว่าลูกชายเพื่อนจะเอ็นดูกว่าจนอยากหมั้นหมายด้วยขนาดนี้ และเรื่องใหญ่แบบนี้เขาก็ต้องคุยกับพ่อของอีกฝ่ายก่อนด้วย ว่ามันเรื่องอะไรกันถึงได้กล้าโทรมาคุยเรื่องใหญ่โตแบบนี้กับเขาตรงๆ แถมยังดูไม่เกรงกลัวในมาดพ่อหวงลูกสาวมากๆของเขาด้วย ใจถึงสมกับเป็นหลานมาเฟียสินะไอ้เด็กคนนี้
"ไม่ต้องถามหรอกครับ เราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว" ตกลงกันแล้วด้วยเหรอวะ
"เดี๋ยว แล้วไปตกลงกันได้ยังไง ที่ผ่านมาอาเห็น..."
"เอาเป็นว่าเราคุยกันแล้วละกันนะครับ แค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ" แล้วสายก็ถูกตัดไปในทันที โดยที่ปล่อยให้คนอายุสี่สิบปลายๆ ยืนงงอยู่ที่เดิมต่อไปก่อนจะรีบตั้งสติแล้วโทรหาเพื่อนสนิทที่เป็นพ่อของคนที่เข้ามาก่อนหน้านี้
"ว่าไงไอ้เพื่อนรัก" แปลนรับสายทันทีที่เห็นเบอร์ของเพื่อนสนิทโทรมา ก่อนจะหันไปบอกภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาว่าขอตัวไปคุยกับเพื่อนข้างนอกก่อน
"ลูกมึงนี่มันใจเด็ดได้ใครวะไอ้แปลน"
"ทำไมวะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า"
"คืนนี้มึงออกมาคุยกับกูละกันที่ผับไอ้ทาม"
"เออๆ" หลังจากที่ตอบรับต้นสายไปแล้วและสายถูกตัดไปเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าที่ยังคงความหล่อเหลาไม่สร่างในวัยสี่สิบปลายๆ ของแปลนก็อยู่ในอาการงุนงงทันที คิ้วหนาขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหนัก พยายามคิดและหาคำตอบให้ตัวเองว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ชอบทำตึงใส่เขาไปก่อเรื่องอะไรมาหรือเปล่า
"สุดหล่อของป๊าไปก่อเรื่องอะไรมาว่ะ?"
บทส่งท้าย"ไอ้ตินมันเล่นใหญ่ว่ะ เล่นแปรอักษรขึ้นท้องฟ้าขอเมียแต่งงานเลยว่ะแม่ง สุดจัด" สามหนุ่มเพื่อนรักของมาร์ตินที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องชั้นที่เป็นบาร์เอาไว้นัดมาดื่มกันยืนมองภาพแปรอักษรที่กำลังแสดงอยู่กลางอากาศด้วยสีหน้าราบเรียบไปด้วยกัน และคนที่พูดออกมาก่อนหน้านี้ก็คือหนุ่มหล่อที่ยืนล้วงมือในกระเป๋ากางเกงอย่างพระพายนั่นเองที่พึมพำออกมาทำให้สองหนุ่มที่ยืนล้วงมือในกระเป๋ากางเกงที่เหลืออย่างนักรบและไคโรได้แต่ยกยิ้มมุมปากเบาๆ ให้ เพราะมันก็จริงอย่างที่พระพายว่านั่นแหละ ว่ามาร์ตินมันเล่นใหญ่มาก เว่อร์วังอลังการสุดๆ คลั่งรักเมียเฉยๆ ไม่ได้ มันต้องเล่นใหญ่ให้คนเขาฮือฮาให้สมกับความยิ่งใหญ่ของมันเหอะ โคตรน่ารำคาญใช่สิ ความรักของเพื่อนมันน่าอิจฉาไม่เหมือนความรักของเขาที่ดูเหมือนจะดีแต่ก็ไม่ดี เหมือนจะเริ่มรักกันแล้วแต่ก็ยังไม่ใช่ ใช่ไอ้คนที่กำลังบรรยายอยู่ตอนนี้ก็คือไอ้นักรบนี่ไง ส่วนไอ้พ่อหนุ่มมาเฟียอีกคนอย่างไคโรมันก็ยืนเงียบสูบบุหรี่แล้วพ่นควันออกจากปากไปเฉยๆ ถามว่าตอนนี้ความรักของมันกับน้องแพรวาเป็นไงบ้างเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน เนื่องจากตอนนี้ดูสีหน้ามันเหงาแปลกๆ ดูเศร้า ดูอกหัก เออดู
หลังจากที่มาร์ตินพาพราวฟ้าไปที่โรงจอดเครื่องบินส่วนตัวของที่บ้านแล้ว ไม่กี่นาทีถัดมาเฮลิคอปเตอร์สีดำดุดันสมกับตระกูลมาเฟียผู้มั่งคั่งก็คอยๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยหลานมาเฟียทายาทผู้สืบทอดสกุลลำดับที่สองอย่างมาร์ติน อาร์โนเป็นคนขับพราวฟ้าที่นั่งอยู่ข้างๆ นั่งตัวแข็งทื่อแทบไม่หายใจตอนที่เครื่องบินค่อยๆ ทะยานสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ นี่เป็นครั้งแรกของเธอที่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์แถมยังเป็นการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่พิเศษมากๆ เพราะได้แฟนหนุ่มเป็นคนขับ และหลังจากที่เฮลิคอปเตอร์ขึ้นสู่น่านฟ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าสวยของพราวฟ้าก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าให้ค่อยๆ เป็นปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และค่อยๆ ปล่อยออกมาก่อนจะหันใบหน้ามองต่ำลงไปอย่างภาคพื้นล่างที่มองเห็นต้นไม้สีเขียวขจีสวยงามมันน่าทึ่งมาก ใช่ มันน่าทึ่งจริงๆ ที่เวลาเรามองข้างล่างจากที่สูงแบบนี้แล้วเราจะได้เห็นความสวยงามของธรรมชาติได้อย่างงดงามขนาดนี้"สวยจัง" เสียงหวานพึมพำเบาๆ ออกมาด้วยสีหน้าและแววตาที่มีความสุขอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะละสายตาจากภาพด้านล่างหันไปมองคนข้างๆ ที่กำลังบังคับเฮลิคอปเตอร์สักพักมาร์ตินเก่งจัง นี่คือค
เช้าวันถัดมา...หลังจากที่เมื่อคืนเราผ่านคืนที่หวานแบบโลกสีชมพูมีหัวใจลอยอยู่กลางห้องเต็มไปหมดแล้ว เช้านี้ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ความหวานจากเมื่อคืนมันก็ยังไม่ได้หมดไป เนื่องจากมาร์ตินตื่นขึ้นมาเขาก็ทำบางอย่างที่ทำให้ฉันอึ้งและไม่คิดว่าหมอนี้เขาจะเป็นผู้ชายที่อบอุ่นได้ขนาดนี้คือเข้าใจฉันไหมว่าที่ผ่านมาภาพลักษณ์ที่ฉันได้เห็นมาตลอดจากมาร์ตินคือเขาเป็นผู้ชายที่นิ่งขรึม ไม่พูดมาก ไม่ค่อยแสดงออก และล่าสุดที่ได้เห็นก็คือเขาโหดในแบบฉบับผู้ชายมาเฟียได้แบบที่ฉันคาดไม่ถึงว่าเขาจะยังมีมุมที่อ่อนโยนและอบอุ่นแบบนี้หลงเหลืออยู่ใช่ เขาอบอุ่นมาก ตื่นเช้ามาเขาแอบเข้าครัวไปทำอาหารเช้าให้ฉันทานแล้วก็มาเสิร์ฟให้ฉันที่ยังนอนอมขี้ฟันอยู่บนเตียงเป็นคุณนายอาร์โนอยู่อย่างตอนนี้ให้ตายเถอะ ฉันดูเป็นผู้หญิงที่โชคดีหรือดูเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้เรื่องกันนะที่ปล่อยให้ผู้ชายตื่นก่อนแล้วทำอาหารมาเสิร์ฟถึงเตียงแบบนี้เนี่ย"นายตื่นเช้าจังเลยแถมยังทำอาหารเช้าให้ทานถึงเตียงอีกด้วย" ฉันพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเล็กน้อย คือรู้สึกผิดที่ผู้ชายตื่นก่อนแล้วต้องไปทำอาหารให้ฉันทานแบบนี้"ทำไมทำหน้าแบบนั้น" ฉันเงยหน้าขึ้นสบตากับมา
"พร้อมไหม"หลังจากที่มาร์ตินถอนริมฝีปากตัวเองออกจากริมฝีปากของฉันไปอย่างอ้อยอิ่ง วินาทีถัดมาเขาก็ใช้มือปัดเส้นผมของฉันทัดไว้หลังหูก่อนจะเลื่อนนิ้วมือมาช้อนคางของฉันให้เชิดขึ้นเล็กน้อยจากนั้นก็สบตาของฉันอยู่อย่างนั้นสักพักก่อนจะเอ่ยถามฉันว่าพร้อมไหมใช่ เมื่อกี้มาร์ตินถามฉันว่าพร้อมไหม และด้วยสีหน้าและแววตาตอนนี้ของเขาที่มองเข้ามาในดวงตาของฉันอย่างหวานหยดย้อยปานน้ำผึ้งเดือนห้าแบบนี้ ก็คงไม่มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องนั้นเรื่องเดียว"ถ้าฉันตอบว่าไม่พร้อมล่ะ""หึ..."อึบ!"อ๊ะ!" ตาบ้านี่! ฉันตกใจหมดฉันอยากจะใช้มือฟาดเข้าที่ไหล่ของมาร์ตินจริงๆ เลยที่จู่ๆ เขาก็ยกยิ้มมุมปากให้ฉันเผลอแล้วจัดการอุ้มฉันเดินไปที่เตียงโดยที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว แถมพอมาถึงเตียงมาร์ตินเขาก็ตะครุบเข้าหาฉันพร้อมกับโน้มตัวลงมาบดจูบริมฝีปากของฉันด้วยความเร่าร้อนอีกครั้งอีกด้วยอ่า...ท่ามกลางความมืดสลัวภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสลัวรำไรตรงหัวเตียงที่เป็นตัวให้ความสว่างและสร้างบรรยากาศให้บนเตียงสีดำดูเร่าร้อนและดุดันยิ่งขึ้น แต่มันก็คงไม่ดุดันและเร่าร้อนได้เท่าชายหนุ่มเจ้าของห้องที่กำลังแพร่กระจายความเร่าร้อนจากตั
หลายชั่วโมงต่อมา… Prawfah part หลังจากที่งานคอนเสิร์ตในมหาวิทยาลัยจบไปแล้ว พวกเราทุกคนก็แยกย้ายกันกลับคอนโด ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาตีสองกว่าๆ แล้ว ถึงคอนโดปุ๊บพวกเราก็แยกย้ายเข้าห้องใครห้องมันทันทีเพราะเหนื่อยมากเมื่อยขาที่สุด เมื่อยขาแบบที่ว่ามาร์ตินยืนกดรหัสประตูห้องฉันยังทรงตัวแทบไม่อยู่เลยติ๊ดๆ …ปึก!ปัง!“เธอไปอาบน้ำก่อนนะ เดี๋ยวฉันเข้าไปชงชาคาโมมายล์ให้ดื่ม คืนนี้จะได้นอนสบายๆ ส่วนขาที่เมื่อยเดี๋ยวฉันนวดให้”หลังจากที่เราสองคนเดินเข้ามาในห้องเรียบร้อยแล้ว คนตัวสูงข้างๆ ฉันเขาก็หยุดกลางห้องโถงแล้วพูดสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงอย่างฉันอดยิ้มตาหยีไม่ได้ ก็จะให้หน้าบึ้งยังไงไหวกลับมาถึงห้องปุ๊บคุณเขาก็รีบดูแลปรนนิบัติฉันอย่างดีเลยแสนดี…ใช่แล้วผู้ชายคนนี้แสนดีกับฉันที่สุดและฉันที่ได้รับความแสนดีนั้นก็ได้แต่ยืนยิ้มอยู่ตรงนี้ งื้อ~ว่าแล้วก็ขออวดหน่อยละกันนะ…ตอนยืนดูคอนเสิร์ตที่มหาวิทยาลัยก็ยืนข้างฉันไม่ไปไหนเลย ยืนจับมือฟังเพลงไปด้วยกันจนจบโดยที่ไม่มีเสียงบ่นออกมาสักคำเดียว แล้วดูเอาเถอะพอกลับมาจากมหาวิทยาลัยเดินพ้นประตูเข้ามาไม่ถึงสองนาทีฉันก็ได้รับการดูแลจากแฟนหนุ่มที่หน้าตาดีมากๆ ราวกับเ
หลังจากที่งานคอนเสิร์ตได้เริ่มต้นขึ้นเรียบร้อยแล้ว นักร้องกลุ่มแรกที่ได้คิวขึ้นเวทีก่อนก็เริ่มบรรเลงเพลงแรกทันที สามสาวด้านล่างเวทีที่รอคอยความสนุกสนานอยู่แล้วเห็นนักร้องชายหน้าตาหล่อเหลาเอาการเดินขึ้นเวทีพร้อมเสียงเพลงอันไพเราะและเป็นกระแสมากๆ ในตอนนี้ก็อดเปล่งเสียงกรี๊ดออกไปจนคอแทบพังไม่ได้ ยิ่งนักร้องร้องเพลงไปถึงท่อนฮุคพวกเธอทั้งสามคนก็ยิ่งตะเบ็งเสียงกรี๊ดเพราะความถูกใจมากยิ่งขึ้นแถมเริ่มโยกตัวเต้นและโบกไม้โบกมือร้องเพลงตามนักร้องอย่างเมามัน แตกต่างจากสามหนุ่มที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังซึ่งคอยระวังความปลอดภัยให้อย่างกับบอดี้การ์ดด้วยใบหน้าซังกะตายไม่รู้กี่รอบพวกเขาไม่ได้ทำหน้าสีหน้ากลอกตาเบื่อหน่ายเพราะเสียงกรี๊ดที่ดังลั่นและแสบหูเอามากๆ ของสาวๆ แต่พวกเขากลอกตาขึ้นบนเพราะเสียงกรี๊ดที่ฟังดูก็รู้ว่าสาวๆ ด้านหน้ากำลังคลั่งไคล้นักร้องหนุ่มบนเวทีแค่ไหนต่างหาก"ไอ้รบมึงว่านักร้องนั่นกับกูใครหล่อกว่ากันว่ะ" พระพายที่เริ่มรู้สึกหมั่นไส้กับเสียงกรี๊ดที่ยังคงดังเป็นรอบๆ เอ่ยถามนักรบที่ยืนอยู่ข้างๆ"แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นกูที่หล่อกว่า""ถุย! กูถามว่ากูกับนักร้องครับไม่ใช่มึงกับนักร้อง หูมึงมี







