มือเล็กบนตักบีบเข้าหากันแน่น ดวงตาคู่สวยทอดมองออกไปนอกกระจกด้านข้าง ปล่อยให้ทิวทัศน์ริมถนนเลื่อนผ่านไปตามการเคลื่อนตัวของรถ
หลังจากพยายามหาข้ออ้างกลับเองแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมให้เขามาส่ง เธอรู้ว่าเขาไม่ได้เต็มใจมาส่ง ทั้งเกรงใจและทำตัวไม่ถูก นอกจากยังติดหนี้แล้วยังให้เจ้าหนี้มาส่งอีก
ความเงียบโรยตัวปกคลุมทั่วห้องโดยสาร ต่างคนต่างเงียบไร้บทสนทนา และเป็นอย่างนั้นจนถึงจุดหมาย
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอหันไปบอกเขาด้วยรอยยิ้ม
“อืม” เขาตอบรับสั้นๆ พลางเบือนสายตาออกไปนอกหน้าต่างฝั่งคนขับ
เสียงปลดเข็มขัดนิรภัยดังขึ้น ก่อนที่น้ำขิงจะเปิดประตูแล้วก้าวจากรถ จังหวะเดียวกันนั้นเอง สายตาพลันเหลือบไปเห็นแม่กับเพื่อนกำลังเดินเข้าร้านอาหารที่น้ำขิงทำงานพอดี รีบหันไปหมายจะบอกยัยนั่นอย่าเพิ่งลงจากรถ
“เดี๋ยว!”
แม่งยัยนั่นเปิดประตูรถลงไปแล้ว…
เขาจิ๊ปากอย่างหัวเสีย ยกมือกุมขมับอย่างรู้ตัวว่าปัญหาใหญ่กำลังตามมา ค่อยๆ หันไปมองกระจกด้านข้างเห็นแม่มองมาพอดี
และใช่….
คุณหญิงเซลีนกำลังเดินมาทางนี้ เตรียมตอบคำถามได้เลยกู ลำพังเมื่อวานแม่ยังไม่เชื่อเรื่องที่จูบกับน้ำขิงว่าเป็นอุบัติเหตุ วันนี้ดันมาเห็นกับตา ต่อให้แก้ตัวยังไงก็คงไม่มีใครเชื่อแล้ว
เขามองเห็นน้ำขิงยกมือไหว้แม่อย่างนอบน้อม หลังจากอีกฝ่ายเป็นคนเข้าไปทักก่อน ตามด้วยหันไปไหว้ป้าน้ำตาลและป้าดัชเชสที่เดินมาด้วยกัน
ก๊อก ก๊อก
กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงอย่างช้าๆ เมื่อเซลีนเข้าไปเคาะกระจกเรียกลูกชาย
“คราวนี้จะแก้ตัวยังไงหืม”
นั่นสิ…
เขาควรแก้ตัวยังไงให้ฟังขึ้น ตอนนี้ทั้งแม่และเพื่อนแม่ต่างมองมาที่เขากันหมด วันซวยอะไรของกูว่ะ รู้งี้ให้ยัยนั่นกลับเองดีกว่า
ไม่น่าเป็นคนดีเลยกู แม่งยากฉิบหาย!
คิเร็นถูกคนเป็นแม่ลากเข้ามาในร้านด้วย คนเป็นแม่นั่งกอดอก สายตาหรี่ลงมองลูกชายอย่างจับผิด
ก่อนหน้านี้เขาเล่าความจริงไปหมดแล้วว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นมายังไง ขนาดเห็นรูปที่ไคเร็นเอามาให้ดูแม่ยังปักใจเชื่อว่าเขาซ่อนผู้หญิงคนสำคัญเอาไว้
แล้ววันนี้…
ดันมาเห็นตอนน้ำขิงลงจากรถลูกชายด้วยตาของตัวเอง ต่อให้อธิบายยังไงคงไม่มีใครเชื่อ
“ผมพูดไปหมดแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่แม่จะเชื่อรึเปล่า”
“แม่ก็อยากเชื่อลูกนะ แต่คนอย่างลูก ร้อยวันพันปีไม่เคยไปส่งผู้หญิงคนไหน จะให้แม่เชื่อว่าไม่มีอะไรเลยมันก็ยาก”
คนเป็นแม่ยังคงเชื่อในสัญชาตญาณแรกของตัวเอง จังหวะเดียวกันน้ำขิงนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เซลีนเงยหน้าขึ้นมองแล้วส่งยิ้มให้ แววตาที่มองอีกคนเต็มไปด้วยความเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด
“จริงๆ หนูคนนี้ก็น่ารักดีนะ แถมยังขยันทำงานอีก แม่ชอบคนขยัน” เซลีนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม สายตามองผ่านไหล่ลูกชายไปทางน้ำขิงที่กำลังทำงาน
เด็กคนนั้นทำให้เซลีนเห็นภาพตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตระกูลไกรวณิชคุณ วันนั้นเธอก็เป็นเพียงแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ทั้งเรียนและทำงานพาร์ตไทม์ไปด้วย อาจเป็นเพราะแบบนั้น เซลีนจึงรู้สึกถูกชะตากับน้ำขิงตั้งแต่แรกเห็น
สำหรับเธอแล้ว ฐานะไม่เคยเป็นสิ่งที่ใช้ในการตัดสินคุณค่าของคน หากลูกชายจะเลือกผู้หญิงคนนี้จริงๆ เธอก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะคัดค้าน พร้อมอ้าแขนรับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเสมอ
“จีบเธอเลยสิลูก แม่เชียร์” แววตาคนเป็นแม่เป็นประกายมากตอนพูด
“ผมไม่ได้ชอบผู้หญิงคนนั้น”
“แต่แม่ว่าลูกสนใจเธอนะ ลูกเป็นลูกของแม่ มองปราดเดียวก็รู้แล้ว”
ดูเหมือนคำปฏิเสธของเขาเมื่อครู่จะไม่มีความหมายอะไรเลย ลมหายใจอุ่นพรูออกมาเบาๆ ตอนแรกตั้งใจส่งยัยนั่นเสร็จแล้วกลับคอนโด แต่กลับต้องมานั่งร่วมวงกับสูงวัยแทน
“เห็นลูกค้าโต๊ะนั้นไหม รวยมากเลยนะ แต่ละคนถือทั้งแอร์เมสเบอร์กิน ชาแนล ใส่นาฬิกาทั้งริชาร์ดมิลล์ ปาเต๊กฟิลิปป์ รวมๆ กันแล้วทั้งตัวแต่ละคนน่าจะหลายสิบล้านเลยมั้งน่ะ”
“ออร่าคนรวยจับตั้งแต่เดินเข้าร้านแล้ว แต่ละคนสวยมาก ตอนได้ยินผู้ชายหล่อๆ คนนั้นเรียกผู้หญิงอีกคนว่าแม่ ยิ่งไม่น่าเชื่อเลยนะ ยังสาวมาก ดูเหมือนพี่สาวมากกว่าแม่อีก”
เสียงเมาท์มอยของพนักงานด้วยกันผ่านเข้าหูน้ำขิงที่เดินเข้ามายกออเดอร์ เตรียมนำไปเสิรฟให้ลูกค้าโต๊ะอื่น หญิงสาวเผลอหันไปมองโต๊ะนั้นอีกครั้ง
จริงอย่างที่เพื่อนร่วมงานพูด….
เธอเพิ่งเคยเจอแม่ของคิเร็นเป็นครั้งแรก ตอนที่ลงจากรถกำลังเดินเข้าร้านมาทำงานต่อ อีกคนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักเธอก่อน
‘แฟนคิเร็นเหรอ’
‘มะ…ไม่ใช่ค่ะๆ’
ตอนนั้นเธอปฏิเสธจนลิ้นแทบพันกัน พอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นแม่ของคิเร็นก็รีบยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนหันไปยกมือไหว้ผู้หญิงอีกสองคนที่เดินตามมา เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นเพื่อนกัน
หลังจากกินข้าวเสร็จ เซลีนกับเพื่อนเดินออกจากร้านอาหารญี่ปุ่นพร้อมกัน ส่วนคิเร็นเดินตามหลังออกมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
ก่อนหน้านี้ขอตัวกลับแล้วแต่กลับถูกคนเป็นแม่รั้งไว้ให้อยู่ต่อ แถมยังสั่งอาหารมาให้เรียบร้อย จากแค่ตั้งใจมาส่งยัยนั่นแล้วกลับ สุดท้ายกลับต้องนั่งร่วมวงกับเหล่าผู้สูงวัยไปอีกเกือบสองชั่วโมง
ชีวิตกู….
“โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ” น้ำขิงยืนส่งลูกค้าข้างหน้าทางออกของร้านด้วยรอยยิ้ม
“หนูนี่น่ารักดีจัง ชื่ออะไรหืม”
“น้ำขิงค่ะ”
“น้ำขิง?” เซลีนทวนชื่อนั้นซ้ำเบาๆ อีกครั้ง พลางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องใบหน้าหวานอีกคนนานสองนานจนน้ำขิงเริ่มทำตัวไม่ถูก
“มีอะไรรึเปล่าคะ?”
“เปล่าจ้ะ หนูแค่หน้าตาเหมือนคนรู้จักของฉัน แถมยังชื่อคล้ายกัน” เซลีนคลี่ยิ้มอ่อน
“อ๋อ… คงบังเอิญมั้งคะ”
“ฉันก็คิดแบบนั้น ว่างๆ มากินข้าวบ้านฉันสิ” เซลีนพูดด้วยรอยยิ้มใจดี คำชวนเมื่อครู่ทำเอาน้ำขิงชะงัก ทำตัวไม่ถูกทันที
“ไปเถอะครับแม่”
เซลีนจึงหันกลับไปมองลูกชายที่เอ่ยเรียก ก่อนหันมายิ้มให้น้ำขิงอีกครั้ง
“หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ”
น้ำขิงไม่ได้ตอบอะไร นอกจากส่งยิ้มหวานให้ลูกค้าตามมารยาท ทว่าพอสายตาเลื่อนไปทางคิเร็น รอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆ เลือนหาย
คนอะไรขี้เก๊กชะมัด ไม่รู้เคยยิ้มบ้างรึเปล่า
เธอบ่นในใจ สายตามองตามหลังคนกลุ่มนั้น ก่อนจะหมุนตัวกลับไปทำงานต่อ
“แม่ชอบหนูคนนั้น”
“แม่บอกผมร้อยรอบแล้ว”
“ก็ยังจะบอกอีกรอบที่หนึ่งร้อยหนึ่งอยู่ดี” เซลีนเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ อย่างไม่ยอมแพ้
“ป้าว่าหนูคนนั้นน่ารักอย่างที่แม่เราบอกนะ ทั้งน่ารัก ขยันทำงาน นิสัยดีด้วย” เพื่อนแม่อย่าง ‘น้ำตาล’ เสริมขึ้น
“ป้าเห็นด้วย เคมีพวกเราสองคนเข้ากันอยู่น้า” เสียงของ ‘ดังเชส’ เพื่อนแม่อีกคนเสริมขึ้น
คิเร็นถอนหายใจออกมาเบาๆ แค่แม่คนเดียวก็รับมือยากพอแล้ว นี่ดันมีแก๊งเพื่อนแม่คอยผสมโรงอีก
สมแล้วที่เป็นเพื่อนกันจริงๆ