เซลีนหันขวับไปมองสามีด้วยสีหน้าอึ้งๆ นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงที่ลูกชายจูบด้วยจะเป็น…คู่กรณี
ความเงียบปกคลุมได้ไม่นาน คนเป็นแม่ก็เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา นึกย้อนกลับไปตอนถามหาคอนแทคผู้หญิงคนนั้นแล้วลูกชายบอกว่าไม่มี
“แสดงว่าลูกรู้จักกับเธอ? แล้วไหนบอกแม่ว่าไม่มีคอนแทค” เซลีนกอดอกหรี่สายตามองลูกชาย
“ผมกับยัยนั่นไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เรื่องคืนนั้นมันเป็นอุบัติเหตุไม่ได้ตั้งใจจูบกัน แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยว่ามันจะมีคนถ่ายรูปแล้วปล่อยลงเพจ”
เซลีนหันไปมองหน้าสามีเพื่อถามความคิดเห็น
“พ่อกับแม่ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ผมจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ยัยนั่นไม่ใช่แฟนผม ไม่ใช่เด็ก หรือคนพิเศษอะไรทั้งนั้น”
“ถ้าลูกเป็นพ่อกับแม่ เห็นลูกตัวเองจูบกับผู้หญิงแบบนั้นลูกจะเชื่อไหม?”
พอโดนถามย้อนเขาก็ไม่รู้จะตอบยังไง ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่แม่พูดมันคือเรื่องจริง ต่อให้แก้ตัวยังไงหลักฐานมัดตัวขนาดนั้นก็คงฟังไม่ขึ้น
“เอาเป็นว่าพ่อกับแม่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่แล้วกัน อยากพามาแนะนำให้รู้จักตอนไหนก็ค่อยพามา”
สุดท้ายแม่ก็ยังคิดว่ายัยนั่นเป็นแฟนของเขา….
สายตาคมเข้มชักใส่ไอ้ไคเร็นตัวดีที่กำลังยืนยิ้มพอใจข้างๆ พ่อ ถ้าไม่ติดว่ามึงน้องกูนะ ป่านนี้คงได้โดนยิงแสกหน้าไปนานแล้ว
วันต่อมา
สนามT1
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มลั่นสนาม วันนี้คิเร็นมาสนามเพื่อเป็นคู่ซ่อมกับน้องชายก่อนสนามหน้ามาถึง
ฝีมือของสองพี่น้องสูสีกินกันแทบไม่ลง ผลัดกันนำผลัดกันตามตลอดหลายรอบ จนกระทั่งช่วงโค้งสุดท้าย รถแข่งทั้งสองคันพุ่งออกมาตีคู่กันก่อนเข้าสู่ทางตรง
เหลือเพียงไม่กี่สิบเมตรก็ถึงเส้นชัย คิเร็นค่อยๆ ถอนคันเร่ง ปล่อยให้รถของไคเร็นทะยานผ่านธงหมากรุกไปก่อนเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่เคยคิดจะเอาชนะน้องชายถึงจะเป็นเพียงการซ้อมก็ตาม ที่เขามาวันนี้ก็เพราะไคเร็นขอให้มาเป็นคู่ซ่อม
“ทำไมมึงไม่ขับเข้าเส้นชัยพร้อมกู” ไคเร็นหันไปถามพี่ชายเสียงเรียบ
“กูวางมือแล้ว เพราะงั้นสนามเป็นของมึง” คิเร็นตบไหล่น้องชายเบาๆ
ระหว่างกำลังเดินกลับเข้าไปยังพิต สายตาคมเข้มของคิเร็นพลันเหลือบเห็นน้ำขิงในชุดพนักงานส่งอาหาร เดินถือถุงอาหารเข้ามาข้างใน ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ทันสังเกตเห็นเขา เธอหยุดยืนอยู่ไม่ไกล หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูราวกับโทรหาใครบางคน
“เด็กมึงนิ” ไคเร็นพยักพเยิดไปทางร่างเล็กที่อยู่ไม่ไกล
“ไม่ใช่เด็กกู เลิกเรียกยัยนั่นว่าเด็กกูได้แล้ว” เขาตวัดสายตาไปมองไคเร็นที่พูดไม่เข้าหู ก้าวขายาวๆ นำไปหากลุ่มเพื่อนที่ยืนรออยู่บริเวณพิตเพราะไม่อยากฟังมันพูดถึงเรื่องนั้น
“เด็กมึงมา”
เดินหนีจากไอ้ไคเร็นมาเจอไอ้ครามแซวประโยคเดิมซ้ำอีกรอบ พลาดครั้งเดียวโดนล้อยันชาติหน้าเลยมั้ง
กูล่ะเบื่อพวกนี้จริงๆ
“ต้องให้กูพูดอีกกี่รอบ ยัยนั่นไม่ใช่เด็กกู”
ครามหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้น้องชายเพื่อนสนิทราวกับคิดตรงกัน ก่อนที่ไคเร็นจะเดินเลี่ยงไปหากลุ่มเพื่อนตัวเอง แถมบังเอิญว่าน้ำขิงอยู่ตรงนั้นพอดี เธอมาส่งอาหารให้หนึ่งในเด็กของแก๊งเพื่อนไคเร็นที่เป็นคนสั่ง
ทันทีที่เห็นผู้ชายหน้าตาคล้ายคิเร็น ร่างเล็กก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันหน้ามองไปทางพิต เห็นคิเร็นกำลังยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนอยู่ตรงนั้น
เขาอยู่ที่นี่…
“เท่าไร”
“ทั้งหมดสามร้อยห้าสิบบาทค่ะ” เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะตลอดเวลาที่ทำงานส่งอาหาร เจอลูกค้ามาหลากหลายรูปแบบจนชินแล้ว
“โอนแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยกมือไหว้ลูกค้าตามมารยาท ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
เด็กของฝั่งเพื่อนไคเร็นสองคนหันไปมองหน้ากันแล้วยิ้มราวกับมีแผนร้าย ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเลื่อนขาออกไปอย่างตั้งใจขัดขาน้ำขิงให้ล้ม
ตุ้บ!
“โอ๊ย!” เสียงร้องอุทานของน้ำขิงที่ดังขึ้น ทำให้ทั้งฝั่งคิเร็นและไคเร็นหันไปมองพร้อมกัน สองสาวที่แกล้งยื่นขาให้น้ำขิงสะดุดล้มหัวเราะคิกคักราวกับมองเป็นเรื่องสนุก
ทั้งคู่รู้จักกับมายด์เป็นการส่วนตัว แถมยังรู้ว่ามายด์ไม่ชอบน้ำขิง พอเห็นอีกฝ่ายมาส่งอาหารให้จึงฉวยโอกาสแกล้งทำให้ขายหน้าบวกกับหมั่นไส้น้ำขิงเป็นทุนเดิม
ไคเร็นเข้าไปช่วยพยุงน้ำขิง หันไปชักสายตาใส่สองคนนั้นที่มองว่าเป็นเรื่องตลกจนหุบยิ้มกันแทบไม่ทัน
“เจ็บไหมน้อง”
“ไม่เจ็บค่ะ ขอบคุณนะคะ” เธอยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ เอาคืนได้แต่ไม่อยากมีปัญหา มาทำงานไม่ได้มามีเรื่องกับใคร
“อบรมเด็กมึงหน่อย”
ไคเร็นหันไปบอกเพื่อนสนิท ก่อนปรายตามองสองสาวเพียงแวบเดียว แล้วพยักเพยิดไปทางแผ่นหลังของน้ำขิงที่เดินออกไป
“นั่นนะ…เด็กพี่กู
“เด็กพี่มึง?”
“เออ”
เพื่อนของไคเร็นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปตำหนิสองสาว จากเรื่องสนุกกลายเป็นขำไม่ออก ไม่นานก็ถูกไล่กลับอย่างไม่ใยดี
น้ำขิงเดินกะเผลกไปยังรถมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาส่งอาหาร รู้สึกปวดหนึบตรงข้อเท้าที่พลิกตอนถูกขัดขา เจ็บแปลบทุกครั้งที่เผลอลงน้ำหนักไปยังขาข้างเจ็บ ทำได้แค่อดทนเพราะยังต้องกลับไปทำงานต่อ
อยากเอาคืนสองคนนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ได้อยู่ในเวลางานคงถูกเอาคืนไปแล้ว
คนตัวเล็กก้าวขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ แต่ทว่าทันทีที่เริ่มทรงตัว ความเจ็บวิ่งปราดเข้ามาเล่นงานตรงข้อเท้าจนต้องชะงัก เธอรู้สึกว่ารถหนักกว่าปกติ คงเป็นเพราะข้อเท้าเจ็บเลยทำให้รับน้ำหนักได้ไม่เยอะ
แต่แล้ว….
จังหวะที่เธอใช้เท้าดันขาตั้งขึ้น ความเจ็บก็แล่นปราดจากข้อเท้าจนต้องสูดลมหายใจเฮือก รถมอเตอร์ไซค์ค่อยๆ เอียง ก่อนจะล้มลงทั้งคนทั้งรถอย่างไม่เป็นท่า
น้ำขิงเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความอับอาย ยิ่งเห็นรปภ. คนหนึ่งที่หันมาเห็นเหตุการณ์แล้วกำลังจะเข้ามาช่วยก็ยิ่งรู้สึกขายหน้า แต่ทว่าอีกฝ่ายกลับหยุดชะงักกลางคัน
รถมอเตอร์ไซค์ถูกใครบางคนยกออกจากตัว พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเป็น…คิเร็น
เขาเข็นรถมอเตอร์ไซค์ไปจอดไว้มุมหนึ่ง ส่วนน้ำขิงรีบพยุงตัวลุกขึ้นเอง แม้ข้อเท้ายังปวดหนึบจนแทบลงน้ำหนักไม่ได้ เธอก็ไม่คิดรอให้เขาเข้ามาช่วยพยุง
“ขอบคุณนะคะ”
คิเร็นพยักหน้าให้หนึ่งที สายตาคมเข้มหลุบมองข้อเท้าแดงเถือกของน้ำขิงเพียงนิด
“จะกลับยังไง”
“ขับรถกลับไงคะ” เธอชี้ไปยังมอเตอร์ไซค์ของร้าน
“น้องคงขับรถไม่ไหวหรอก ไปส่งน้องดิวะ” ไททันที่เดินเข้ามาข้างหลังติดๆ ยกมือขึ้นตบไหล่เพื่อนเบาๆ แล้วยิ้มกริ่ม
“มะ…ไม่เป็นไรค่ะ หนูกลับเองได้” เธอรีบยกมือปฏิเสธทันที พลางเงยหน้ามองข้ามไหล่เขาไปยังเจ้าของประโยคเมื่อครู่ด้วยความเกรงใจ
“ให้มันไปส่งก็ได้ เพื่อนพี่มันใจดี” ครามเสริม
คิเร็นตวัดสายตามองเพื่อนสองคน ยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรสักคำ สองคนนั้นก็จัดการตัดสินใจแทนเขาเสร็จสรรพ เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยจริงๆ
ไอ้พวกกล้วยหอมจอมซน…
“น้องเจ็บคงขับรถกลับเองไม่ไหวหรอก ไปส่งน้องเขาหน่อย อย่าใจร้ายดิ ให้นิสัยกับหน้าตามันไปทิศทางเดียวหน่อยดิวะ”
“สุภาพบุรุษมากมึงก็ไปส่งเอง” เขาสวนไอ้ครามกลับ
“โทษทีว่ะ พอดีกูคนมันเหี้ย” ครามตอบกลับด้วยท่าทางกวน ก่อนจะเดินออกไปกับไททัน
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูขับกลับร้านได้ เมื่อกี้แค่เจ็บแล้วยังกะน้ำหนักไม่ถูกเลยล้ม”
คิเร็นกดสายตามองน้ำขิงนิ่งๆ ถอนหายใจพรืดใหญ่ด้วยความระอาใจ ก่อนจะเดินไปหารปภ. คุยพักหนึ่งแล้วเดินกลับมาหาหญิงสาว
“คันนี้นะครับคุณคิเร็น”
“ครับ”
“จะเอารถไปไหนคะ?” เธอเลิกคิ้วขึ้นสูง เมื่อเห็นรปภ.คนที่จะเข้ามาช่วยเธอก่อนหน้านี้ เดินไปยังรถมอเตอร์ไซค์ของร้าน
“ไปขึ้นรถ”
“คะ?”
“คะๆ อยู่นั่นแหละ หูตึงรึไงวะ บอกให้ไปขึ้นรถ” เขาหันไปบอกน้ำขิงด้วยโทนเสียงที่เริ่มติดรำคาญเต็มที
น้ำขิงยืนมองเขาตาปริบๆ แม่งเห็นแล้วหงุดหงิดฉิบหาย คิดว่าน่ารักมากมั้ง!