LOGINEmpire Rich
ปัง…
น้ำตาลปิดประตู เดินไปถอดรองเท้าแล้วนำเข้าตู้เก็บ ร่างบางเดินนวยนาดไปทิ้งตัวลงบนโซฟากลางห้อง เสียงลมหายใจถูกปล่อยออกมาเบาๆ อย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะเอนตัวลงนอน ปล่อยศีรษะซบลงกับหมอนอิงสีครีม
มือเรียวเล็กยกโทรศัพท์ที่วางบนหน้าท้องขึ้นแล้วกดส่องไอจีแฟนเก่าเซนต์ ทุกโพสต์มีคนกดไลก์มากมาย แต่สิ่งที่เธอมองหามีเพียงอย่างเดียว คือชื่อไอจีของเขา พอไม่เห็นก็รู้สึกโล่งใจ
น้ำตาลพลิกตัวนอนตะแคง มองหน้าจอโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย ก่อนจะเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับเจนิสในใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ถึงจะเทียบเจนิสติดทุกอย่างแต่ก็ยังรู้สึกแพ้อยู่ดี…
เจนิสเคยครอบครองหัวใจของเขา หัวใจที่เธอพยายามเอื้อมถึงมาครึ่งปีที่เขาเคยมอบให้คนอื่นตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว เธอกดเข้าแชตของเขา ค้างอยู่แบบนั้นเนิ่นนาน สมองกำลังประมวลว่าจะพิมพ์อะไรดี หากไม่เห็นภาพวันนี้คงไม่คิดมากว่าจะส่งอะไร
สติกเกอร์ที่เธอส่งปิดท้ายข้อความของเขาตอนกลางวันยังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน ปกติเขาก็ไม่อ่านอยู่แล้ว เธอถอนหายใจยาวๆ อีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจกดออกจากแชตเขาโดยไม่พิมพ์อะไร
ครืด ครืด
เธอยกโทรศัพท์ที่วางบนอกขึ้นมาดูว่าใครโทรมา พอเห็นเป็นเซลีนเลยกดรับสายทันที
“ว่าไง”
(พรุ่งนี้ว่างไหม ไปสนามT1เป็นเพื่อนเซย์หน่อยสิ พรุ่งนี้พี่ครินทร์ลงแข่ง เซย์ไม่อยากนั่งเชียร์คนเดียว)
“ขี้เกียจจัง”
(พี่เซนต์ก็ไปนะ)
“กี่โมง” เธอถามกลับทันควัน
(แหม พูดชื่อพี่เซนต์ไม่ได้เลยนะ)
“แกก็รู้ว่าฉันชอบพี่ชายของแก ยังเอาชื่อมาล่อ…”
(คิก แล้วสรุปไปใช่ไหม) ปลายสายหลุดขำเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำตาลให้ได้คำตอบ
“มีพี่แกที่ไหนมีฉันที่นั่น”
(เจอกันบ่ายโมงที่สนามเลยนะ)
“ขอถามอะไรหน่อยสิ” จู่ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่องคุยกะทันหัน
(อะไรเหรอ?)
“พี่แก…ยังดูเหมือนรักคนเก่าอยู่ไหม”
(เท่าที่สังเกตไม่รู้สึกแบบนั้นเลยนะ)
“จริงเหรอ”
(พี่เซนต์เป็นคนไม่ซับซ้อน ถ้ายังรักอยู่จะแสดงออกชัดเจนมาก อีกอย่างของทุกชิ้นของแฟนเก่าก็ทิ้งไปหมดตั้งนานแล้ว ถ้าเขาได้เลิกรักใครแม้แต่หน้าก็ไม่มอง)
“…” เธอย้อนเหตุการณ์กลับไปตอนนั้นอีกครั้ง เขาดูเย็นชากับเจนิสมาก แม้กระทั่งหน้ายังไม่อยากมองเหมือนที่เซลีนพูด
(พี่เซนต์หมดรักคนเก่าแล้ว แค่บางอย่างยังฝังใจเขาอยู่)
“บางอย่าง? อะไรเหรอ?” เธอเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
(เพราะไม่มีเหมือนคนอื่นเลยทำให้โดนนอกใจ เขาทุ่มเทกับความรักครั้งแรกไปมาก พอผิดหวังก็เลยไม่กล้ารักใคร ไม่อยากพาชีวิตใครตกต่ำไปกับตัวเอง เหมือนเขาอยากมีทุกอย่างก่อนแล้วค่อยมีความรัก)
“…” หัวใจดวงน้อยไหววูบตามคำพูดของเพื่อนสนิท มือเล็กพลางบีบโทรศัพท์แน่น สายตาหลุบมองพื้นนิ่งๆ
(อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ เซย์เชื่อว่าสักวันเขาจะต้องเปิดใจให้ตาลแน่ๆ)
“อย่ามาให้ความหวังฉันแบบนี้นะ ฉันยิ่งเป็นพวกชอบคาดหวังอยู่ด้วย”
(แต่ถึงอย่างนั้น เซย์ก็เชียร์ตาลกับพี่เซนต์ขาดใจนะ)
“จริงๆ วันนี้ฉันเห็นเจนิสมาหาเขาที่คณะ ก็เลยถามดู”
(หือ จริงเหรอ?)
“ใช่”
(แปลกจัง เมื่อก่อนเจนิสตามพี่ครินทร์หนักมาก พอตอนนี้กลับไปตามพี่เซนต์แทน)
“พอรู้ว่าพี่เซนต์มีพ่อเป็นยากูซ่าคงอยากได้คืนมั้ง”
(สงสัยเซย์ต้องไปดุพี่เซนต์แล้ว)
“แต่พี่เซนต์ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรนอกจากเย็นชานะ”
(ถ้าแบบนั้นตาลสบายใจได้เลย เขาไม่มีวันกลับไปหาคนเก่าแน่นอน อีกอย่างเจนิสนอกใจ เซย์เชื่อว่าพี่เซนต์ไม่กลับไปร้อยเปอร์เซ็นต์)
“ขอให้เป็นแบบนั้น…” ถ้ากลับไปเธอคงเสียใจมากแน่ๆ
เธอนั่งคุยกับเซลีนเกือบครึ่งชั่วโมง หลังจากวางสายเธอก็ไปหาทำอะไร ไม่อยากทำตัวว่างกลัวสมองคิดฟุ้งซ่านเรื่องเขา
วันนี้เธอไม่ได้ส่งข้อความไปกวนเขาเหมือนทุกวัน เพราะเรื่องวันนี้ด้วยแหละมั้งเลยทำให้ไม่อยากทักไป บางทีแอบรู้สึกเหนื่อยจนอยากถอย แต่อีกใจก็นั่นเขาเลยนะ คนที่เธอพยายามตามตื้อมาครึ่งปี
อยากรู้เหมือนกันว่าเขาจะเย็นชาแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน และเธอจะรักเขาได้นานแค่ไหน หากมองไม่เห็นเส้นชัย หรืออาจจะยอมแพ้ระหว่างก็ได้
วันต่อมา
สนามT1
เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นไปทั่วพื้นที่กว้างใหญ่ของสนามแข่ง กลิ่นน้ำมันและยางไหม้ปะปนอยู่ในอากาศจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ บรรยากาศเต็มไปด้วยครึกครื้นและเสียงรถ
น้ำตาลอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวแนบเนื้อ เผยความเซ็กซี่และกางเกงยีนขายาวเอวต่ำสีขาวอวดเอวคอดกิ่ว หมวกแก๊ปสีแดงสดตัดกับผมสีน้ำตาลอ่อนที่ปลิวเบาๆ ไปตามแรงลม เพิ่มความสวยโดดเสน่ห์ขับเสน่ห์ให้ใครหลายคนเหลียวมอง
เธอเดินเข้ามาภายในสนามทางช่องพิเศษของแขกวีไอพี บัตรผ่านคล้องคอสะท้อนแสงแดดจ้าเป็นประกาย
“ทางนี้น้ำตาล!” เสียงเซลีนดังขึ้นจากอีกฝั่งของรั้วกั้น น้ำตาลหันไปตามเสียงก็เห็นเพื่อนสนิทยืนรออยู่ตรงทางเข้า โบกมือเรียกด้วยท่าทางสดใส
“มานานรึยัง” เธอเอ่ยถามเซลีน
“มาถึงสักพักนึงแล้ว พี่เซนต์ก็มาถึงแล้วนะนั่งอยู่กับเพื่อนข้างใน” เซลีนรู้ว่าเพื่อนรอชื่อนี้เลยรีบพูดถึง
แค่ได้ยินชื่อเขาหัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงขึ้นมาอัตโนมัติ ไม่ทันพูดอะไรเซลีนก็คล้องแขนแล้วพาเดินเข้าไปข้างใน
สายตาคนแถวนั้นรวมถึงนักแข่งต่างจับจ้องมายังสองสาว บางคนมองตามจนแทบจะเหลียวหลัง เมื่อมาถึงโซน VIP น้ำตาลก็แทบไม่อยากเดินต่อ เพราะเซนต์นั่งตรงนั้นกับเพื่อนพอดี เธอพยายามไม่แสดงอาการเคอะเขิน
สองสาวนั่งลงโซฟาข้างๆ แก๊งเซนต์ โดยน้ำตาลนั่งติดฝั่งเซนต์พอดีห่างกันแค่ไม่กี่เมตร หญิงสาวหันไปยิ้มให้คนข้างกายเหมือนทุกที แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาดันเป็นสีหน้านิ่งเฉย
“พี่แกหยิ่ง ยิ้มให้ไม่ยิ้มกลับ” เธอหันไปบ่นกับเซลีน
“ยังไม่ชินอีกเหรอ” เซลีนตอบด้วยรอยยิ้ม
น้ำตาลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเข้าแชตของเซนต์ นิ้วเรียวพิมพ์บางอย่าง ก่อนจะกดส่งไปหาอีกคนทันที
น้ำตาล : ยิ้มหน่อยสิคะ
เซนต์ที่นั่งเขี่ยโทรศัพท์อยู่เหลือบมองข้อความจากน้ำตาล หลังจากที่เงียบกริบมาตลอดทั้งคืน ปกติน้ำตาลไม่เคยปล่อยแชตเงียบข้ามวันยกเว้นเมื่อวาน
น้ำตาล : รู้นะคะว่าเห็นแต่ไม่ตอบ
หญิงสาวไม่หยุดแค่นั้นส่งไปอีกข้อความ ก่อนจะหันไปมองเขาแล้วยิ้มหวานให้หนึ่งที
“ตอบหน่อยสิคะ” คราวนี้เธอพูดออกเสียง ทั้งเพื่อนสนิทเขาและเซลีนต่างหันมามองอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ให้ตอบอะไร อยู่ใกล้แค่นี้”
“ยิ้มให้เมื่อกี้ยังโดนเมิน นับประสาอะไรกับคุยปกติคะ”
เซนต์ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเอือมระอา
“วันนี้น้องน้ำตาลโคตรสวย ตอนเดินมาหนุ่มๆ มองทั้งสนาม มึงหยิ่งมากๆ ระวังเสร็จโจรเอานะเว้ย” ภูริเอนหน้าเข้าไปพูดกับเซนต์ให้ได้ยินเพียงสองคน
เขาตวัดสายตามองภูริเพียงนิดโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะกวาดมองไปรอบๆ สนาม มองตามสายตาผู้ชายก็พบว่ามองมาที่น้ำตาลเกือบทั้งสนามจริงๆ
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เซลีนแทบนั่งไม่ติดโซฟาเมื่อเห็นครินทร์แฟนหนุ่มออกตัวนำ ลุกพรวดขึ้นมาเชียร์สุดเสียง ส่วนน้ำตาลก็พลอยลุ้นตาม หัวใจเต้นแรงไปพร้อมเสียงเครื่องยนต์ในสนาม
สองสาวส่งเสียงเชียร์อย่างตื่นเต้น พอถึงจังหวะที่ครินทร์เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก เสียงประกาศผลดังขึ้นพร้อมเสียงเฮจากคนดูรอบสนาม
“เยส!!” สองสาวหันไปสบตากันด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกมือขึ้นแปะกันดัง แป๊ะ!
เซนต์ที่นั่งอยู่โซฟาด้านหลังเงยหน้าขึ้นมองภาพตรงหน้าเงียบๆ เห็นน้องสาวกับเพื่อนยืนเชียร์เสียงดัง หัวเราะกอดกันอย่างมีความสุขท่ามกลางเสียงผู้คนรอบข้าง แววตาเย็นชาของเขาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว
น้ำตาลหมุนตัวกลับไปมองเซนต์ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับไปยังสนาม ยังคงตะโกนโห่ร้องเชียร์กับเพื่อนสนิทอย่างเมามัน ในขณะที่เซนต์ส่งเสียงแผ่วเบาในลำคอแล้วส่ายหน้าไปมาน้อยๆ
•••
น้ำตาลออกมาเข้าห้องน้ำระหว่างพัก กดชักโครกแล้วก้าวออกมายืนหน้ากระจก หยิบลิปสติกสีโปรดออกมาเติมริมฝีปาก จากนั้นเม้มปากเบาๆ ต่อด้วยเติมแป้งเล็กน้อย
“เห็นนักแข่งที่ชื่อครินทร์ไหม หล่อมากก”
บทสนทนานั้นมาจากผู้หญิงสองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องน้ำ และอยู่กระจกด้านหลังของน้ำตาล ดวงตาคู่สวยเหลือบมองสองสาวข้างหลังแล้วเติมแป้งต่อ
“แต่เหมือนจะมีเจ้าของแล้วนะ เห็นมาด้วยกัน”
“คนหล่อๆ มักมีเจ้าของแล้วเนอะ” น้ำเสียงเอ่ยอย่างตัดพ้อ “ว่าแต่อีกคนที่แกเล็งไว้น่าจะโสดป่ะ”
มือเล็กที่กำลังเติมแป้งชะงัก คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจเติมแป้งต่อ
“คิดว่ายังโสดร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันได้ไอจีเขามาแล้ว ไปขอจากเพื่อนเขา ชื่อเซนต์ ส่องไอจีมาโคตรเทสดี เดินป่าด้วย”
กึกก!
สายตาพิฆาตมองสองสาวแรงมาก เธอปิดตลับแป้งดัง ตับ! ก่อนจะยัดลงกระเป๋าสะพายจากแบรนด์ชาแนลสีดำ คิดจะจีบเจ้าของชื่อนี้ต้องข้ามศพเธอไปก่อนค่ะหญิง!
“สเปกฉันเลย ฉันจะจีบคนนี้” หนึ่งในสองสาวพูดต่ออย่างไม่รู้เลยว่า…มัจจุราชแห่งความคลั่งรักอยู่ใกล้แค่เอื้อม
เธอกรีดยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้าวเข้าไปยังวงสนทนาข้างหลัง สองคนนั้นมองมาที่เธอด้วยสีหน้ามึนงง สายตาหลุบมองหน้าจอโทรศัพท์เพียงนิดพบว่าเป็นไอจีว่าที่หวานใจของเธอจริงๆ
“คนนี้นะ…ของฉัน”
“ของเธอ?” คนที่บอกว่าจะจีบเซนต์เลิกคิ้วขึ้นสูง
“ก่อนจะจีบใคร เช็กหน่อยนะว่าเขามีใครรึยัง”
“แต่เพื่อนเขาบอกยังโสด”
“ว่าที่เมียยืนอยู่ตรงนี้ทั้งคน จะโสดได้ยังไง” เธอมองยัยคนนั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเดินผ่านไปอย่างสง่างามราวกับนางพญา
เมื่อไหร่จะเป็นเมียจริงๆ อยากมีสิทธิ์หึง มีสิทธิ์หวง!
“เอ่อ ขอโทษนะครับ”
“คะ?” เธอที่กำลังเดินกลับไปโต๊ะชะงักเมื่อมีผู้ชายหน้าตาดีคนนึงเดินเข้ามาหา
“ผมเห็นคุณตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว เอ่อ…จะเป็นอะไรไหมถ้าผมอยากจะขอไอจี”
น้ำตาลหลุบมองโทรศัพท์จากชายหนุ่มหน้าตาดี ก่อนจะเหลือบเห็นเซนต์ที่เดินมาพอดี
“ขอโทษด้วยนะคะ ให้ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวมีคนหึง” เธอปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม พลางเหล่ตามองเขา
“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มหน้าตาดีตอบ ก่อนจะเดินออกไปอย่างรู้สึกเสียดาย
คนตัวเล็กเดินเข้าไปหาเซนต์ด้วยรอยยิ้มสดใสเหมือนเคย
“มีคนมาขอไอจีค่ะ” เธอบอกเขาเสียงใส
“บอกฉันทำไม” เขาตอบกลับเสียงเรียบเหมือนเคย
“อยากบอกค่ะ” เธอตอบอย่างทะเล้น “ไม่อยากรู้เหรอคะว่าตาลให้ไหม”
เซนต์เบืิอนใบหน้าไปจากน้ำตาล ก่อนจะดึงสายตากลับมามองคนตรงหน้าอีกครั้ง น้ำตาลยังคงมีรอยยิ้มสดใสอยู่เสมอจนอดสงสัยไม่ได้ว่าเคยมีเรื่องเครียดบ้างไหม
“แล้วได้ให้ไหม”
“ไม่ค่ะ ตาลบอกว่าเดี๋ยวมีคนหึง” เธอตอบอย่างไม่คิดอะไร
“…ดีแล้ว”
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







