หลายวันต่อมา
น้ำตาลเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถหรูที่จอดหน้าตึกคณะวิศวะฯ ของมหา’ลัยที่เซนต์เรียน วันนี้ไม่ได้ตั้งใจมาหาเขา เพียงแค่แวะมาหา ‘อาจารย์กฤต’ เป็นเพื่อนสนิทพ่อและเป็นอาจารย์ที่นี่
“ชยุตม์เป็นไงบ้าง” อาจารย์กฤตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“สบายดีค่ะ พ่อบินไปดูงานที่ต่างประเทศ ท่านเลยฝากตาลเอาของมาให้”
“ขอบใจหนูตาลมากนะ เป็นเด็กดีแถมยังน่ารักอีก”
น้ำตาลยิ้ม ก่อนที่สายตาจะเหลือบเห็นเซนต์และเพื่อนกำลังช่วยกันขนของอยู่ รอบที่แล้วเห็นอยู่กับอาจารย์พรพรรณ รอบนี้มาหาอาจารย์กฤตก็เห็น พรหมลิขิตชัดๆ แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่เห็นเธอ แต่ต่อให้เห็นเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี
“กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ”
“พรุ่งนี้มีงานรับเกียร์น่ะ” อาจารย์กฤตตอบ พลางมองตามลูกศิษย์ที่กำลังขนของ
“อ๋อ…” เธอพยักหน้าอย่างเข้าใจ จังหวะที่หันกลับไปมองเซนต์อีกครั้ง และคราวนี้เขาก็มองกลับพอดี เธอรีบโบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือ…เขาหันหน้าหนี
“รู้จักกับอินทร์คชาด้วยเหรอคะ”
“เขาชื่อจริง…อินทร์คชาเหรอคะ?”
“ใช่ อาจารย์สอนห้องเขาอยู่ นั่นนะเด็กหลังห้อง เกเรมาก มาเรียนก็สาย บางวันไม่มา ถ้าไม่ติดว่าเรียนเก่งและทำงานส่งตลอด คงให้ติด F แล้ว”
“ไม่ได้นะคะ ให้ติด F ไม่ได้” เธอรีบพูด “อาจารย์รู้ไหมคะว่านั่นนะ…อนาคตลูกเขยคุณพ่อนะ”
“จริงเหรอ?” กฤตแทบไม่อยากเชื่อว่าคนแบบเซนต์คืออนาคตลูกเขยชยุตม์
“ค่ะ ยังไงฝากอาจารย์กฤตให้ A เขาด้วยนะคะ”
กฤตพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองลูกศิษย์ที่กำลังยกของช่วยคนอื่นๆ มาเรียนก็สาย ขาดเรียนก็บ่อย ถึงอย่างนั้นก็ยอมรับว่าอินทร์คชาเรียนเก่ง สอบได้เยอะสุดในห้อง บางวิชาคะแนนเต็มโดยเฉพาะคำนวณ ไม่แปลกใจเท่าไร เพราะตอนสอบเข้าที่นี่อินทร์คชาได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
“ตาลขอตัวก่อนนะคะ”
“อืม”
เด็กวิศวะฯ แถวนั้นต่างสะกิดกันให้มอง เพราะคณะนี้เต็มไปด้วยผู้ชายเป็นส่วนใหญ่ อยู่ๆ มีสาวสวยระดับนางฟ้าเดินผ่านมาก็เหมือนโลกหยุดหมุน น้ำตาลโดดเด่นสะดุดตาตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกทั้งผิวยังขาวอมชมพูน่ามอง
เธอไม่ได้สนใจนอกจากอนาคตหวานใจคนตรงหน้า เขาถลกชายเสื้อยืดสีดำขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้า เผยให้เห็นซิกซ์แพ็กแน่นๆ ที่เรียงตัวอย่างสวยงาม
สาวๆ แถวนั้นต่างมองกันตาค้าง แม้แต่เกย์กับสาวประเภทสองยังถึงกับอ้าปากพะงาบๆ จนน้ำตาลอดรู้สึกหวงไม่ได้ เธอจงใจเข้าไปยืนบังอาหารตาของคนพวกนั้น ทำเอารอยยิ้มแสนสดใสของทุกคนหายวับไปกับตา
“หวงนะคะ”
เซนต์ชะงัก พอเอาเสื้อลงแล้วเห็นเป็นน้ำตาลก็ทำสีหน้าเบื่อหน่ายทันที
“อย่าโชว์เยอะสิคะ” น้ำตาลพูดพร้อมรอยยิ้มขี้เล่น ในขณะที่สายตาไม่หยุดมองเขา “เก็บไว้ให้ตาลดูคนเดียวก็พอ”
“เมื่อไหร่จะเลิกยุ่งกับฉัน” เซนต์เอ่ยถามด้วยสายตาหงุดหงิดปนระอา
“ไม่เลิกง่ายๆ หรอกค่ะ” เธอตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เสียงใสนั่นแฝงความดื้อรั้น “จนกว่าพี่เซนต์จะใจอ่อนเปิดใจให้ตาล”
“อยากได้ฉันจนตัวสั่นเลยรึไง?” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ
เธอเงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมุมปาก
“ค่ะ ตาลอยากได้พี่เซนต์เป็นผัวจนตัวสั่น” เติมคำว่า ‘ผัว’ เข้าไปเอง สีหน้าเขาดูไม่ค่อยพอใจเท่าไรที่ได้ยินแบบนั้น
ดวงตาคมเข้มฉายแววความไม่พอใจกับคำที่น้ำตาลใช้เรียกแทนเมื่อครู่ กำลังอ้าปากพูดต่อ แต่ทว่า…
“ขอโทษครับ ขอทางด้วยครับ”
ปึก!
กล่องใบใหญ่จากเด็กวิศวะอีกคนชนเข้ากลางหลังน้ำตาลเต็มๆ จนร่างบางเซถลาไปข้างหน้าโดยอัตโนมัติจนชนเข้ากับคนตัวโตเข้าเต็มๆ
กลิ่นกายของเขาตีกันระหว่างสบู่หอมสะอาดกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ที่ชวนให้ใจสั่น สายตาคมเข้มหลุบมองน้ำตาลที่ยังไม่ยอมขยับออกไปไหน
“ตัวพี่เซนต์หอมจัง”
“ถอยออกไปยัยโรคจิต”
“สูบบุหรี่ด้วยเหรอคะ ได้กลิ่นบุหรี่นิดนึง”
เซนต์ไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายเดินออกไป ส่วนน้ำตาลไม่ยอมแพ้รีบเดินตามไปติดๆ กระทั่งมาถึงกลุ่มเพื่อนของเขาที่กำลังเกาะกุมคุยกัน
“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้เพื่อนของพี่เซนต์ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับผู้หญิงคนนึงที่อยู่ด้วย มองแวบเดียวเธอก็จำได้ทันทีว่าคือคนที่ไปเดินป่ากับเขาคราวก่อน
“น้องตาลมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” ภูริเอ่ยถาม
“มาหาอาจารย์กฤตค่ะ และมาหา…” เธอเบนสายตาไปมองเซนต์
ภูริหันไปมองคริสต์แล้วยิ้มอย่างรู้กัน
“น้องเขามาหามึงอะ” คริสต์ใช้ศอกสะกิดเซนต์
เซนต์ไม่ตอบ ยืนกระดกน้ำแล้วมองไปทางอื่น ส่วนเนเน่แอบลอบมองทุกอย่างเงียบๆ
“เย็นชาใส่น้องเขาจังวะ” ภูริพูดขึ้นขำๆ “น้องอุตส่าห์มาหา”
“กูไม่ได้ขอให้มาหา”
ในขณะที่เพื่อนของเขาพยายามช่วยพายเรือ ‘น้ำตาลเซนต์’ สุดแรง หากแต่เจ้าของเรือกลับคว่ำมันลงกลางน้ำด้วยมือของตัวเอง
หัวใจดวงน้อยแอบสั่นคลอนกับคำตอบเมื่อครู่ของเซนต์ แต่ยังคงฝืนยิ้มราวกับไม่เป็นอะไร
ทุกครั้งที่เซนต์พูดจาแดกดันหรือทำเหมือนเธอเป็นแค่คนที่น่ารำคาญ เธอยังคงยิ้มและพยายามบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แต่ความจริงคือ… มันไม่เคยไม่เป็นไรเลย
“อย่าไปถือสามันเลย” เสียงของภูริเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มเอ็นดูน้ำตาลเหมือนน้องสาวคนนึง
“ตาลไม่ถือสาหรอกค่ะ ชินแล้ว” เธอพูดติดตลกอย่างพยายามทำให้ดูเหมือนไม่เป็นอะไร
“คืนนี้พวกพี่ไปดื่มกันที่ร้านคลินบาร์ เผื่อน้องอยากตามมา” คริสต์กระซิบบอกน้ำตาลไม่ให้เซนต์ได้ยิน
“ขอบคุณนะคะ”
“พี่เชียร์เรากับมันอยู่นะ”
เนเน่ที่นั่งอยู่ข้างหลังได้ยินเข้าก็เผลอจิกมือแน่น ไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีคู่แข่งจนกระทั่ง…เจอน้ำตาล
•••
หลังจากขึ้นมานั่งในรถได้ไม่นาน น้ำตาลกดปุ่มสตาร์ต เครื่องยนต์ส่งเสียงครืดเบาๆ ก่อนที่แอร์เย็นจะเริ่มไหลออกจากช่องลม
มือเรียวเล็กคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหา ‘ดัชเชส’ เพื่อนสนิทอีกคน รอไม่นานปลายสายก็กดรับ
“ฮัลโหลดัชเชส ได้ข่าวว่าอกหักเหรอ”
(อือ จะโทรมาซ้ำเติมกูอีกคนใช่ป่ะ)
“เปล่า จะชวนแดกเหล้าต่างหาก”
(พร้อม)
เธอยิ้มอ่อน แบบนี้ก็เข้าทางเลยนะสิ…
“คืนนี้ที่คลินบาร์นะ”
(ใครบ้าง)
“เยอะ กูมึง กูมึง กูมึง”
(เยอะมาก…) ดัชเชสพูดประชด
“มีแค่นี้แหละ เซลีนไม่ไปติดผัว เจอกันคืนนี้ กูขับรถก่อน”
(เออๆ ขับรถกลับดีๆ”
หลังจากวางสายจากดัชเชสเธอก็วางโทรศัพท์ลงเบาะข้างคนขับ จะขับรถออกไปแล้วแท้ๆ แต่สายตาดันเห็นเซนต์กำลังเดินลงบันไดมากับเพื่อน เขาเดินตรงริมซ้ายเอามือข้างนึงล้วงกระเป๋า ส่วนอีกข้างจับสายกระเป๋าเป้คู่ใจ
เซนต์เดินตรงไปยังรถบิ๊กไบค์สีดำของตัวเอง จังหวะขายาวๆ ก้าวคร่อมรถทำเอาน้ำตาลเผลอเสียอาการไม่น้อย มือเรียวเล็กหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเข้ากล้อง ซูมให้เห็นเขาชัดๆ แล้วกดถ่าย
“หล่อจัง…” เธอมองรูปเขาแล้วยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นผู้หญิงคนนั้นที่ไปเดินป่าด้วย เดินเข้าไปคุยบางอย่างกับเขา เธอมีสกิลอ่านปากคนเลยได้ความหมายว่า…
‘ไปส่่งเราได้ไหม’
เธอบีบโทรศัพท์แน่นด้วยความหึงหวง ก่อนจะรีบกดโทรหาเซลีนด้วยความเร็วแสง
“ฮัลโหลยัยเซย์ ฉันมีเรื่องให้แกช่วย”
(เรื่องอะไรเหรอตาล)
“ฉันมาหาอาจารย์กฤตที่คณะพี่ชายแกแล้วรถเสีย แก…บอกพี่เซนต์ไปส่งฉันได้ไหม”
(เซย์รู้นะว่าเป็นแผนของตาล)
“ถ้ารู้แล้วก็ช่วยฉันด้วย ตอนนี้ยัยพี่เนเน่เหมือนจะขอให้พี่แกไปส่ง”
(โอเคๆ ถ้าความลับแตกขึ้นมาเซย์ไม่เกี่ยวนะ)
“เดี๋ยวฉันรับเอง”
หลังจากเซลีนวางสายลง น้ำตาลก็จัดการดับเครื่องยนต์แล้วแสร้งทำเป็นลงไปดูรถ ในเวลาเดียวกันเซนต์ก็ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงมารับสาย สายตาคมเข้มมองมายังน้ำตาลที่แกล้งถือโทรศัพท์แนบหูทำทีเหมือนกำลังโทรหาใครสักคน ทั้งหมดนั้นเนียนจนไม่มีใครดูออก
ระดับลูกสาวดาราดาวค้างฟ้า จะเล่นไม่เนียนได้ยังไงล่ะ เธอคิดในใจแล้วยิ้มกริ่มอย่างเจ้าเล่ห์
“อืมๆ เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
(ห้ามโกหกนะ ไม่งั้นเซย์งอน) เสียงของเซลีนดังลอดออกมานิดหน่อยจากปลายสาย
เซนต์ถอนหายใจเบาๆ กดวางสาย ก่อนจะเหยียบขาตั้งรถลงแล้วตวัดขาลงจากบิ๊กไบค์อย่างใจเย็น ดวงตาคมเข้มเหลือบมองมายังหญิงสาว
“เซนต์รอเราด้วย” เนเน่ที่รอคำตอบว่าเซน์จะไปส่งไหมพูดพร้อมกับเดินตามไปติดๆ
“มาเสียไรตอนนี้เนี่ย…”
“รถเป็นไร” เขาเอ่ยถาม พลางกวาดตามองฝากระโปรงที่ถูกเปิดค้าง
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ จู่ๆ ก็สตาร์ตไม่ติด เพิ่งโทรบอกรถมายกไปศูนย์เมื่อกี้เองค่ะ” เธอพูดด้วยสีหน้าซื่อใส
รถยก = คนสนิทของคุณพ่อ
ไม่เป็นไรเธอมีรถสำรองอีกคัน เดี๋ยวใช้งานรถอีกคันไปก่อน ส่วนรถคันนี้คงให้คนขับรถคุณพ่อ ขับไปจอดไว้ที่บ้านสักอาทิตย์
“เมื่อกี้เซย์โทรมาบอกว่าให้ไปส่ง”
“แล้ว…พี่เซนต์จะไปส่งไหมคะ?” เธอยิ้มหน้าบานรอแล้ว พี่เซนต์ไม่กล้าหือกับน้องสาวแน่นอน
“มีหมวกกันน็อคอันเดียว”
“ไม่ติดค่ะ”
เซนต์ถอนหายใจออกทางปาก ก่อนจะเดินกลับไปยังรถบิ๊กไบค์ตัวเองโดยมีน้ำตาลเดินตามไป ดวงตาคู่สวยเหลือบมองเนเน่แล้วยิ้มอ่อนให้อย่างผู้ชนะ
“เซนต์ แต่เราขอเซนต์ไปส่งก่อนนะ” เนเน่ที่เดินตามมาจนถึงเอ่ยขึ้นด้วยความร้อนรน
“โทษที พอดีน้องขอ ขัดไม่ได้”
น้ำตาลหันไปยิ้มอ่อนให้เนเน่อีกครั้ง
โทษทีจ้ะพี่สาว ฉันเป็นเพื่อนน้องสาวของเขา เรามันละคนชั้น
“งั้นเรากลับก่อนนะ” เนเน่พูดจบก็เดินออกไป โดยที่น้ำตาลมองตามแล้วยกมือขึ้นโบกให้เบาๆ ไล่หลัง
เซนต์หันไปมองน้ำตาลที่พยายามดึงสีหน้ากลับมาให้เป็นปกติ มือเรียวที่เคยซุกซนเมื่อครู่ประสานไว้ด้านหน้าเรียบร้อย มือหนาคว้าหมวกกันน็อคที่วางบนถังน้ำมันโยนให้น้ำตาล เธอเกือบรับไม่ทันจนฟาดปากแล้วไหมล่ะ
“ไหนบอกว่าหมวกกันน็อคอันเดียวไงคะ”
“ใส่ๆ ไปอย่าพูดมาก”
เธอยิ้มอย่างเขินอาย ผู้ชายเสียสละหมวกกันน็อคให้… รีบใส่หมวกกันน็อคทันที
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ขยับมานี่”
“คะ?” เธอขานรับเสียงอ่อย แต่ก็ยอมขยับเข้าไปใกล้ตามคำสั่งโดยไม่อิดออด
ในจังหวะที่เขาเอื้อมมือมาติดสายรัดหมวกให้ ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสกับผิวแก้มเธอเบาๆ แค่เสี้ยววินาทีก็ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
“ขอบคุณค่ะ…”
“ขึ้นมา”
น้ำตาลหลุบตาต่ำมองว่าขึ้นยังไงเพราะไม่เคยนั่งบิ๊กไบค์ เซนต์เหลือบตามองผ่านกระจกข้างเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ แล้วก็ส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอนรถเล็กน้อยเพื่อให้น้ำตาลก้าวขึ้น
“เหยียบตรงนั้น จับไหล่ฉันแล้วขึ้นมา”
“ค่ะ” เธอตอบรับ ก่อนจะค่อยๆ ยกเท้าเหยียบตรงที่เขาบอก มือที่สั่นน้อยๆ จับไหล่แกร่งแล้วกลั้นใจเหยียบขึ้นมานั่งข้างหลังเขา จนเผลออุทานเบาๆ ด้วยความดีใจ “เย้!”
เซนต์ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงนั้นเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงลมแต่เธอกลับไม่ได้ยิน
เขาบิดกุญแจแล้วสตาร์ตรถ เครื่องยนต์คำรามเบาๆ แล้วเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ ปกติเขาเป็นคนขับรถเร็วมากแต่วันนี้กลับต่างออกไป…