ตอนที่4 ส่วนเกิน
บรรยากาศยามเย็นหลังเลิกกิจกรรมรับน้อง ช่างดูหม่นหมองกว่าทุกวัน ท้องฟ้าถูกฉาบด้วยสีส้มอมม่วง ลมแรงพัดผ่านทางเดินหน้าคณะจนต้องกระชับสายกระเป๋าเป้แน่นขึ้น มิเกลยืนอยู่ริมฟุตบาทส่งยิ้มลาเพื่อนใหม่ที่เพิ่งแยกตัวไป
“เจอกันพรุ่งนี้นะนีน่า”
“โอเค กลับดี ๆ นะมิเกล”
มิเกลยืนรออยู่เพียงลำพัง สายตามองเหม่อไปยังท้องถนน จนกระทั่งรถคันคุ้นตาของวินเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบตรงหน้า กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าอบอุ่นที่เธอคุ้นเคย
“รอนานไหมเกล?” วินถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ไม่นาน” มิเกลยิ้มบางๆ ความเหนื่อยล้าจากกิจกรรมดูจะทุเลาลงเมื่อเห็นหน้าเขา เธอขยับเข้าไปใกล้ เตรียมจะเปิดประตูฝั่งข้างคนขับเพื่อเข้าไปนั่งเคียงข้างเขาเหมือนทุกครั้ง
ทว่า... จังหวะที่ปลายนิ้วยังไม่ทันสัมผัสที่จับประตู
“วิน!”
เสียงใสๆ ที่คุ้นหูดังแทรกอากาศขึ้นมา มิเกลชะงักและหันไปมองตามเสียงทันที อ้อนกำลังวิ่งหน้าตั้งเข้ามา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มออดอ้อน
“กลับด้วยคนได้ไหม วันนี้รถที่บ้านอ้อนเสียกะทันหัน เลยไม่มีใครมารับเลยอ่ะ”
มิเกลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฝืนพยักหน้า
“ได้สิ... กลับด้วยกันนี่แหละ”
ยังไม่ทันที่วินจะได้ออกความเห็นอะไร อ้อนก็เอื้อมมือไปคว้าที่จับประตูฝั่งข้างคนขับตัดหน้ามิเกลทันที
“อ้อนขอนั่งข้างหน้าได้ไหมมิเกล? อ้อนไม่ชินกับการนั่งเบาะหลังคนเดียวอะ มันรู้สึกแปลก ๆ”
คำขอที่ดูเหมือนเรียบง่าย แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงชั่วขณะ วินหันมามองมิเกลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลำบากใจ เขาอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อรักษาสิทธิ์ให้แฟนสาว
แต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีทำให้มิเกลเลือกที่จะส่งยิ้มบางๆ ออกไปก่อน
“ได้สิ... อ้อนนั่งข้างหน้าเลย เรานั่งข้างหลังได้”
“ขอบคุณนะมิเกล! เธอใจดีที่สุดเลย” อ้อนยิ้มกว้างพลางแทรกตัวเข้าไปนั่งประจำที่อย่างรวดเร็ว
มิเกลเม้มปากแน่น เธอเดินไปเปิดประตูเบาะหลังแล้วสอดตัวเข้าไปนั่งท่ามกลางความเงียบที่เริ่มก่อตัวขึ้น ประตูรถปิดลงสนิท ตัดขาดจากเสียงวุ่นวายภายนอก เหลือเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางแผ่วเบา
วินมองมิเกลผ่านกระจกมองหลัง สายตาของเขาสื่อสารความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก ในขณะที่อ้อนเริ่มชวนคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างสนุกสนาน... โดยไม่ได้สังเกตเลยว่า มือของมิเกลที่วางอยู่บนตักนั้น กำลังบีบเข้าหากันแน่นจนสั่นเทา
บรรยากาศภายในรถถูกเติมเต็มด้วยเสียงคุยจ้อของหญิงสาวที่นั่งเบาะหน้า โดยมีวินคอยขานรับเป็นระยะ ทิ้งให้คนข้างหลังจมอยู่กับความเงียบที่น่าอึดอัด
“วันนี้เรียนเป็นไงบ้างอ่ะวิน” อ้อนเป็นคนเปิดบทสนทนาทำลายความเงียบขึ้นก่อน พร้อมกับหันไปมองคนขับด้วยท่าทางสดใส
“ก็ปกติ” วินตอบเรียบ ๆ ตาหันมองถนน
“อาจารย์คนนั้นโหดชะมัดเลยเนอะ เรานี่กลั้วกลัว แต่เราก็เกือบหลับแน่ะ” อ้อนหัวเราะเบา ๆ พลางทำท่าประกอบ
“อือ... ก็เห็นเธอหลับจริง ๆ นั่นแหละ”
วินตอบพลางจุดรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก ท่าทางที่ดูเป็นกันเองของทั้งคู่สะท้อนผ่านกระจกมองหลังจนมิเกลต้องเบือนหน้าหนี เธอกำชายกระโปรงตัวเองแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“แล้วเกลล่ะ วันนี้เรียนหนักไหม?” วินถามขึ้นเมื่อนึกได้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่ในรถ
เธอเงยหน้าขึ้นเตรียมจะตอบ
“ก็พอตัว วันนี้เรา...”
“โหย! ของเราน่ะสิเหนื่อยกว่าตั้งเยอะ!” อ้อนแทรกขึ้นมาทันควันโดยไม่เปิดโอกาสให้มิเกลพูดจบ “วันนี้เราต้องปั่นรายงานตั้งสองวิชาแน่ะวิน ช่วยเราคิดหน่อยดิว่าจะเริ่มตรงไหนก่อนดี”
มิเกลปิดปากลงช้า ๆ ความรู้สึกที่กำลังจะเอ่ยออกไปถูกกลืนหายไปในลำคอ เธอทำได้เพียงนั่งเงียบฟังวินพยักหน้าตอบรับอ้อน
“อืม... เดี๋ยวดูให้”
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่ไม่มีจังหวะไหนเลยที่มิเกลจะได้พูดจบประโยค ทุกครั้งที่วินพยายามจะหันมาคุยกับเธอ อ้อนจะหาเรื่องพูดแทรกขึ้นมาได้เสมอ... ราวกับวางจังหวะไว้เป็นอย่างดี
มันเริ่มดูจงใจเกินกว่าจะเป็นแค่ความบังเอิญ
“...”
เสียงหัวเราะคิกคักของอ้อนดังสะท้อนอยู่ตลอดทาง ในขณะที่มิเกลยังคงนิ่งสนิท เธอจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างรถที่แสงไฟข้างทางวูบผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่า ความเงียบของเธอเริ่มกัดกินหัวใจตัวเอง
เงียบ... จนเหมือนเธอกลายเป็นเพียงวิญญาณที่ไม่มีตัวตนอยู่ในรถคันนี้
“งั้นเดี๋ยวไปส่งอ้อนก่อนนะ” วินพูดขึ้นในที่สุดหลังจากปล่อยให้ความอึดอัดปกคลุมอยู่นาน
“ไม่เป็นไร!” อ้อนรีบตอบทันควัน “หอของมิเกลถึงก่อนเราตั้งเยอะ ไปส่งมิเกลก่อนก็ได้ เราไม่รีบหรอก จริงไหมมิเกล?”
“...” มิเกลมองผ่านกระจกไปข้างหน้า ดวงตาเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความรู้สึก
“ตามนั้นก็ได้” วินพยักหน้าตอบรับ โดยที่ไม่ได้ทักท้วงอะไรต่อ
รถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดนิ่งสนิทที่หน้าตึกหอพักของมิเกล แสงไฟหน้ารถสาดกระทบผนังตึกสีซีดจนเกิดเงาไหววูบ บรรยากาศภายในรถเงียบลงถนัดตา มิเกลปลดเข็มขัดนิรภัยออกช้า ๆ ก่อนจะเปิดประตูลงไปยืนบนพื้นถนนที่เริ่มเย็นเยียบ
“ถึงแล้ว ขอบคุณมาก” เธอยิ้มให้คนทั้งคู่ในรถ
รอยยิ้มแบบเดิมที่วินเคยบอกว่าชอบ... สุภาพ เรียบร้อย และดูเป็นมิเกลที่แสนดีคนเดิมทุกประการ ทว่าในส่วนลึกของแววตาเธอนั้น กลับว่างเปล่าเหมือนคนที่มีเพียงแต่ร่างกาย เธอกระชับสายกระเป๋าแล้วเดินหันหลังเข้าตึกไปทันที
“เกล!”
เสียงของวินตะโกนเรียกตามหลังมาติด ๆ น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความกังวลหรืออาจจะเป็นความรู้สึกผิดบางอย่าง มิเกลได้ยินมันชัดเจนทุกถ้อยคำ แต่เธอเลือกที่จะไม่หันกลับไปมอง ไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า
เธอเพียงแค่อยากหนีไปให้พ้นจากที่ตรงนี้... ที่ที่มีกลิ่นอายของอ้อนและเงาของวินซ้อนทับกันอยู่
เมื่อประตูห้องพักปิดลง ความเงียบงันก็จู่โจมเข้ามาแทนที่ราวกับคลื่นยักษ์ มิเกลวางกระเป๋าลงบนเตียงอย่างแผ่วเบาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่ความรู้สึกข้างในกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ภาพเหตุการณ์ในคลาสเรียนที่ทั้งคู่หยอกล้อกัน... ภาพที่เธอนั่งอยู่เบาะหลังเหมือนเป็นเพียงผู้โดยสารแปลกหน้า... และเสียงหัวเราะที่ดูจงใจของอ้อน... ทุกอย่างวนซ้ำอยู่ในหัวราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง
“เราอาจจะคิดมากไปเองก็ได้... มั้ง”
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ แต่ประโยคปลอบใจตัวเองนั้นกลับไร้น้ำหนักโดยสิ้นเชิง ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือบนเตียงก็สั่นครืด ชื่อของวินปรากฏหราบนหน้าจอพร้อมแสงสว่างวาบ
มิเกลมองชื่อนั้นอยู่นานด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปคว่ำหน้าจอลงกับฟูกที่นอน
ไม่รับสาย... ไม่ต้องการได้ยินคำอธิบายใด ๆ ในตอนนี้
แสงไฟถนนนอกหน้าต่างเริ่มติดขึ้นทีละดวง ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อย ๆ ปกคลุมเมือง ค่ำคืนนี้ดูจะเงียบเหงากว่าคืนไหน ๆ และในความเงียบนั้นเอง บางอย่างที่เธอเคยถนุถนอมมาตลอดหนึ่งปี กำลังค่อย ๆ ปริร้าวและแตกสลายลงช้า ๆ
จนเธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เศษเสี้ยวหัวใจที่พังทลายลงครั้งนี้ เธอยังอยากจะเก็บมันขึ้นมาซ่อมใหม่อีกครั้ง... หรือเปล่า