ตอนที่6 คิดมาก
มิเกลพ่นลมหายใจออกมาทันทีที่แผ่นหลังแตะเข้ากับผนังเย็นเฉียบหน้าห้อง เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งวิ่งหนีออกมาจากสมรภูมิที่มองไม่เห็น
หัวใจที่เคยระเบิดรัวเป็นจังหวะค่อย ๆ สงบลงทีละนิด ทว่าความรู้สึกปั่นป่วนในอกยังคงตกค้างอยู่ ภาพในลิฟต์ยังคงฉายซ้ำอยู่ในหัวราวกับแผ่นฟิล์ม
เด็กสาวส่ายหน้าเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกสติ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูและแทรกตัวเข้าไปด้านใน
อาจารย์เริ่มบรรยายไปได้พักใหญ่แล้ว มิเกลก้มตัวลงต่ำเพื่อลดจุดสนใจ พลางส่งสายตาขอโทษขอโพยรุ่นพี่ที่คุมห้อง ก่อนจะรีบจ้ำไปนั่งที่ที่นั่งประจำข้าง ๆ นีน่า
ยังไม่ทันที่ก้นจะแตะเก้าอี้ดี แรงสะกิดจากคนข้าง ๆ ก็พุ่งเข้าใส่ทันที
“ไปไหนมา ทำไมสายขนาดนี้?” นีน่ากระซิบถามพร้อมหรี่ตามองอย่างจับผิด มิเกลลอบถอนหายใจพลางรื้อของออกจากกระเป๋า
“เมื่อคืนเรานอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ? หรือว่าแอบคิดถึงใครอยู่หรือเปล่า?” นีน่าเลิกคิ้วสูงอย่างมีเลศนัย
มิเกลชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพใบหน้าคมคายของลีออนแวบเข้ามาในหัวจนเธอต้องรีบสลัดทิ้ง
“ป่าวหรอก คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“คิดเยอะเลยสิ ถึงตื่นสายขนาดนี้” แม้นีน่าจะบ่นอุบแต่ก็ยอมจบบทสนทนาเพื่อให้มิเกลได้มีสมาธิกับการเรียน
มือเรียวเปิดไอแพดขึ้นมาเตรียมจดเลกเชอร์ เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะจดจ่ออยู่กับกราฟและตัวเลขบนหน้าจอ บังคับตัวเองให้มีสมาธิกับเสียงของอาจารย์ และพยายามปิดสวิตช์ความทรงจำในลิฟต์นั่นทิ้งไป
เสียงกริ่งหมดคาบแรกดังขึ้นพร้อมกับความวุ่นวายที่กลับมาอีกครั้ง เสียงลากเก้าอี้และบทสนทนาเซ็งแซ่ระเบิดขึ้นทั่วห้องบรรยาย นีน่าที่รอจังหวะอยู่แล้วหันขวับมาหามิเกลทันทีด้วยแววตาเป็นประกาย
“นี่เกล คืนนี้มีเลี้ยงรับน้องนะ เกลไปใช่ไหม?”
“ห๊ะ!... วันนี้เลยเหรอ?” มิเกลชะงักมือที่กำลังเก็บไอแพด
“อือฮึ รุ่นพี่จัดใหญ่ที่ร้านแถวหน้ามอเลยนะ เห็นว่าจองโซนไว้เพียบ!”
“เราไม่อยากไปเลยอ่ะ เหนื่อยด้วย” มิเกลส่ายหน้าปฏิเสธแทบจะทันที
“อ้าว ไหงงั้นอ่ะ!” นีน่าทำหน้ามุ่ยทันควัน “ไปเถอะนะเกล งานแบบนี้มันมีแค่ครั้งเดียวนะ สนุกจะตาย”
“แต่คนมันเยอะ...” เธอตอบสั้น ๆ พลางนึกถึงความวุ่นวายที่ต้องเจอ
“ก็เพราะคนเยอะไงมันถึงสนุก เกลจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ รุ่นพี่ใหม่ ๆ บ้าง” นีน่าขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้จนไหล่เบียดกัน
“...”
“เกลจะอุดอู้อยู่แต่ในห้องไม่ได้นะ เดี๋ยวก็เฉาตายพอดี”
“เราไม่โอเคกับที่แคบ ๆ หรือเสียงดัง ๆ จริง ๆ นะนีน่า” มิเกลยังมีแววตาลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“น้าาา... ไปเถอะนะเกล” นีน่าเริ่มใช้ไม้ตายด้วยการลากเสียงยาวพลางเขย่าแขนเพื่อนเบาๆ
“...”
“เราไม่อยากไปเคว้งคนเดียวอ่ะ เกลไปเป็นเพื่อนเราหน่อยนะ ถ้าเกลไม่ไปเราก็ไม่กล้าไปเหมือนกัน”
“แต่ว่า...”
“นะเกล... เราสัญญาเลย ถ้าเกลเริ่มรู้สึกไม่โอเคเมื่อไหร่ เราจะพาเกลชิ่งกลับทันทีเลย โอเคไหม?”
สายตาอ้อนวอนของเพื่อนใหม่ทำให้กำแพงในใจของเกลเริ่มสั่นคลอน เธอเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาอย่างพ่ายแพ้
“...ก็ได้”
“จริงนะ!” นีน่าตาโต ร้องออกมาอย่างดีใจ
“อือ แต่ถ้าเราบอกว่าไม่โอเค ต้องกลับทันทีนะ” เกลย้ำเสียงหนัก
“ได้เลย! เราจะดูแลเกลเองประดุจไข่ในหิน”
นีน่ายิ้มกว้างหน้าบานเหมือนเด็กได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวสวนสนุก ส่วนมิเกลก็ทำได้เพียงส่งยิ้มจาง ๆ กลับไป
12.00น.
ณ โรงอาหาร
ท่ามกลางความจอกแจกจอแจของโรงอาหารยามเที่ยง กลิ่นอาหารปะปนกับไอร้อนและเสียงพูดคุยจนฟังไม่ได้ศัพท์ แต่มิเกลกลับรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในพื้นที่สูญญากาศ มือถือของเธอถูกวางทิ้งไว้ข้างจานข้าวที่ปริมาณยังคงเท่าเดิมเหมือนตอนเพิ่งซื้อมา
หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่บทสนทนาเดิม... ข้อความที่เธอส่งไปหาวินขึ้นสถานะว่าอ่านแล้ว แต่กลับไร้การตอบกลับ
เธอตัดสินใจกดโทรออกอีกครั้ง
ตู๊ดดดด~
เสียงสัญญาณดังอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะถูกตัดสายทิ้งไปดื้อๆ มิเกลเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นิ้วเรียวสั่นน้อยๆ ขณะพิมพ์ข้อความลงไปใหม่
Miguel : (วันนี้ไม่มาเรียนเหรอ?)
Miguel : (เป็นอะไรหรือเปล่าวิน?)
ส่งไปแล้ว... แต่ทุกอย่างก็ยังคงจมอยู่ในความเงียบเหมือนเดิม
“มองโทรศัพท์จนจอจะทะลุแล้วนะนั่น” นีน่าเอ่ยทักขึ้นหลังจากสังเกตเพื่อนใหม่มานาน มิเกลเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“วินไม่ตอบแชทเลยนีน่า โทรไปก็ตัดสาย วันนี้ก็ไม่เห็นมาเรียนด้วย”
นีน่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งยกคิ้วกวนๆ
“หรือว่า... แอบซุกกิ๊กไว้ป่ะเนี่ย?”
“...”
น้ำเสียงของนีน่าดูเหมือนหยอกเล่นตามประสาเพื่อนใหม่ แต่คำว่ากิ๊กกลับพุ่งเข้ากระแทกใจมิเกลอย่างจัง ภาพเหตุการณ์บนรถเมื่อวานผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ทั้งรอยยิ้มของอ้อน และท่าทีที่ดูสนิทสนมเกินเบอร์ของทั้งคู่
เธอก้มมองหน้าจอที่ยังคงมืดสนิท หัวใจเริ่มหนักอึ้งเหมือนมีก้อนหินมาถ่วงไว้
“เฮ้... เกล เราล้อเล่นนะ” นีน่ารีบละล่ำละลักบอกเมื่อเห็นสีหน้าเพื่อนเริ่มซีดลง “อย่าคิดมากดิ วินอาจจะติดธุระด่วนหรือหลับลึกจนไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็ได้”
“...”
มิเกลไม่ได้ตอบอะไรในทันที เธอเพียงแค่จ้องมองความว่างเปล่าบนหน้าจอด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“เกล... เราขอโทษนะ เราพูดไม่คิดเลยอ่ะ” นีน่าลดเสียงลง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
มิเกลสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มจางๆ ให้เพื่อน
“ไม่เป็นไรนีน่า เราแค่... คิดมากนิดหน่อยน่ะ”
รอยยิ้มนั้นยังคงดูอ่อนโยนและสุภาพตามแบบฉบับของเธอ แต่แววตากลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด เธอวางโทรศัพท์ลงช้าๆ แล้วพยายามตักข้าวเข้าปาก
ทว่ารสชาติอาหารกลับจืดสนิทไร้รสชาติ... ไม่ต่างจากความรู้สึกของเธอในตอนนี้ ความเชื่อใจที่เธอพยายามประคับประคองมาตลอดหนึ่งปี กำลังถูกบั่นทอนด้วยความเงียบงัน
แต่ทว่าท่ามกลางความวุ่นวาย อยู่ ๆ เสียงจอกแจกจอแจก็คล้ายจะลดระดับลงแทนที่ด้วยเสียงฮือฮาแผ่วเบาที่ดังมาจากทางเข้า เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างตรึงสายตาของคนทั้งโถงไปในทิศทางเดียวกัน
มิเกลเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ และภาพที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดไป
กลุ่มนักศึกษาชายกลุ่มใหญ่กำลังเดินตรงเข้ามา ท่ามกลางผู้คนมากมายพวกเขากลับดูโดดเด่นจนแทบไม่ต้องมองซ้ำ โดยเฉพาะคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าสุด... ลีออน
มือหนึ่งของเขาล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือยกขึ้นขยับคอเสื้อลวก ๆ ท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติและไม่ยี่หระต่อสายตาใคร กลับยิ่งขับเน้นออร่าความอันตรายที่แสนดึงดูดให้ชัดเจนขึ้นไปอีก
“โอ๊ย... หล่ออ่าาา~” นีน่าพึมพำเสียงเพ้อ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “เกลดูนั่นดิ กลุ่มนั้นน่ะตัวท็อปปีสองวิศวะเลยนะ!”
“...”
มิเกลไม่ได้ตอบคำถาม สายตาของเธอคล้ายถูกตรึงไว้กับร่างสูงคนนั้นโดยไม่อาจขัดขืน
“เห็นคนตรงกลางไหม คนที่สูงที่สุดน่ะ” นีน่าเอนตัวมากระซิบเหมือนกำลังเล่าความลับระดับชาติ “คนนั้นชื่อพี่ลีออน โคตรของโคตรฮอตเลยนะ ถ้าใครไม่รู้จัก คือมาไม่ถึงมหาลัยอ่ะ”
“...”
ชิ! หล่อตายละ!
มิเกลเม้มปากแน่น พยายามจะละสายตาหนีแต่กลับทำได้ยากเหลือเกิน
“หล่อแบบ... ไม่ต้องพยายามเลยอ่ะ แค่ยืนหายใจเฉยๆ คนก็ยอมสยบแล้ว” นีน่ายิ้มกริ่ม “ถ้าใครได้เป็นแฟนนี่นะ โชคดีตายเลยชาติหน้าไม่ต้องทำบุญแล้ว”
คำพูดของนีน่าทำให้หัวใจของมิเกลกระตุกวูบ ภาพที่เธอชนอกเขาในลิฟต์และประโยคคำถามที่เขาแกล้งหยั่งเชิงเมื่อเช้าวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง
และในจังหวะนั้นเอง...
เหมือนเขารู้สึกได้ถึงกระแสสายตาที่จับจ้องอยู่ ลีออนเงยหน้าขึ้นมาพอดี
สายตาคมเข้มดุจพญาเหยี่ยวปะทะเข้ากับดวงตาของมิเกลอย่างจัง
โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ ลีออนไม่ได้มองผ่านไปเหมือนคนแปลกหน้า แต่มองมาที่เธออย่างนิ่งๆ และเจาะจง... เหมือนเขากำลังประกาศให้เธอรู้ว่าเขาจำได้ และตั้งใจที่จะมอง
มิเกลรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด เธอควรจะหลบตา ควรจะหันหนีไปทางอื่นเพื่อไม่ให้มีพิรุธ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่เธอไม่ลดละ
ก่อนที่มุมปากหยักสวยนั่นจะยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
มันเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง คล้ายการทักทาย... หรืออาจจะเป็นการเปิดเกมครั้งใหม่ที่เขากำลังสนุกอยู่ฝ่ายเดียว
“เฮ้! เกล... มองอะไรอยู่เหรอ?” เสียงนีน่าเรียกสติทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว
“ปะ เปล่า... ไม่มีอะไร” มิเกลรีบหลบสายตาลงที่จานข้าวทันที
เสียงของเธอเบาหวิว มือที่ถือช้อนอยู่สั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ แม้จะก้มหน้าจนผมตกลงมาปิดบังใบหน้า แต่มิเกลก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งตัว
เพราะเธอสัมผัสได้ถึงรังสีบางอย่างที่ส่งมาจากทางนั้น... รังสีจากสายตาคู่เดิมที่ยังคงมองมาที่เธออย่างไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ อย่างไงอย่างงั้น