LOGIN
มัทนาคิดว่าตัวเองตาฝาดไป.. แต่ต่อให้เธอจะกระพริบตาซ้ำ ๆ อีกกี่ครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นยังคงเป็นคนเดิม
คีริน.. อดีตสามีที่อันตรธานหายไปจากชีวิตของเธอนานกว่าสามปี ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกระตุกวูบอย่างรุนแรงจนตั้งตัวไม่ทัน ตอนที่เห็นเขายืนอยู่ไม่ไกลนักท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านในงานกิจกรรมครอบครัวของโรงเรียนอนุบาล แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวต้องชะงักคือภาพของผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งที่เคียงข้างเขาอยู่ และที่สะเทือนใจยิ่งกว่า.. คือมืออีกข้างของคีรินกำลังเกาะกุมมือเล็ก ๆ ของเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุอานามไล่เลี่ยกับคินน์ลูกชายของเธอ ภาพตรงหน้าดูอบอุ่นและสมบูรณ์แบบเสียจนคนมองรู้สึกร้าวราน มัทนารู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมมาบีบเค้นหัวใจของเธออย่างโหดร้าย ทั้งที่เธอและเขาหย่าขาดจากกันไปนานแล้ว ทั้งที่เธอบอกตัวเองว่าควรจะเลิกสนใจเรื่องของเขาได้แล้ว ..แต่ทำไมข้างในมันถึงยังเจ็บปวดเจียนตายเช่นนี้ "แม่ครับ" เสียงเล็กดังขึ้นข้างกาย หญิงสาวสะดุ้งเฮือกพลันได้สติ รีบก้มลงมองลูกชายตัวน้อยที่กำลังยืนเงยหน้ามองเธอด้วยดวงตาใสแจ๋ว มือป้อม ๆ เอื้อมมาเกาะชายเสื้อของเธอไว้แน่น สัมผัสจากลูกดึงความทรงจำที่แตกสลายให้กลับคืนมา มัทนารีบโอบดึงร่างของหนูน้อยเข้ามาชิดตัวทันที เหมือนกับหวาดกลัวว่าเพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียว คีรินจะหันมาเห็นเด็กคนนี้.. "อยู่ใกล้ ๆ แม่นะครับคนเก่ง" เธอกระซิบเสียงแผ่วแล้วลูบศีรษะลูกชายเบา ๆ เพื่อปลอบประโลมดวงใจที่สั่นระรัวของตัวเอง โชคดีเหลือเกินที่อีกฝ่ายไม่ได้หันมองมาทางนี้ ในอีกมุมหนึ่งของงานกิจกรรมที่แสนวุ่นวาย.. คีรินทอดสายตามองฝ่าฝูงชนไปด้านหน้า มีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดสายตาของเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชายหนุ่มคล้ายจะเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวคนหนึ่งที่คุ้นตาอย่างประหลาด คุ้นเสียจนก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ "คุณคีรินคะ" เสียงหวานดังขึ้นข้างกาย "มองอะไรอยู่เหรอคะ" คีรินละสายตากลับมา แต่พอหันกลับไปมองอีกครั้ง เงาร่างที่คุ้นเคยนั้นก็หายไปแล้ว เหมือนมันเป็นแค่เพียงภาพลวงตาที่เขาคิดไปเอง "ไม่มีอะไรครับ" ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท "ผมคงมองผิดไป" เขาตอบหญิงข้างกายไปเช่นนั้น แต่ลึก ๆ ในใจกลับมีลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่า เขาไม่ได้มองผิดไปเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งกิจกรรมดำเนินมาถึงช่วงใกล้เที่ยง ทางโรงเรียนได้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันสำหรับเด็ก ๆ และผู้ปกครองที่มาร่วมงาน โต๊ะอาหารจำนวนมากถูกจัดเรียงรายอยู่ภายในอาคารอเนกประสงค์ ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะคิกคักของผู้คนที่ดังประสานกันอย่างคึกคัก ใจจริงมัทนาไม่ได้อยากอยู่ร่วมกิจกรรมนี้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งรู้เต็มอกว่าคีรินอยู่ที่นี่ เธอก็ยิ่งอยากพาลูกชายกลับบ้านให้เร็วที่สุด แต่นี่มันเป็นกิจกรรมของทางโรงเรียนต้องอยู่ร่วมให้ได้ หญิงสาวจึงจำต้องกลืนความอึดอัดลงคอ แล้วพาลูกน้อยมานั่งรออาหารกลางวันเงียบ ๆ อีกมุมหนึ่งของอาคาร... สายตาคมกริบของคีรินจับจ้องไปยังร่างบางที่คุ้นตาอีกครั้ง และคราวนี้เขาแน่ใจเต็มร้อยว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป ผู้หญิงคนนั้นคือมัทนาจริง ๆ อดีตภรรยาที่หย่าขาดจากกันไปนานกว่าสามปี ชายหนุ่มจดจ้องร่างของเธออยู่เงียบ ๆ ก่อนที่สายตาจะค่อย ๆ เลื่อนลงต่ำไปยังเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่ข้างกายเธอ หนูน้อยคนนั้นกำลังเกาะกุมมือของมัทนาแจ "มองอะไรอยู่หรือคะ" คีรินละสายตาจากภาพตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยรวบรัด "เดี๋ยวผมมานะ" ชายหนุ่มตั้งใจจะเดินตรงเข้าไปหาเธอ อย่างน้อยก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าผู้หญิงคนนั้นคือมัทนาใช่หรือไม่ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวไปได้ไกล ร่างสูงของชายอีกคนก็เดินเข้ามาแทรกกลาง ขวางสายตาของเขาไว้เสียก่อน เพียงแค่เห็นใบหน้าของหมอนั่น คีรินก็ขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ธันวา.. เขาคือเจ้าของบริษัท ทีดับบลิว ดีเวลลอปเมนท์ ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี คู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญที่เขาไม่เคยชอบหน้าเลยสักครั้ง! "อยู่นี่กันเอง" ธันวาเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของคินน์ด้วยความสนิทสนม ทำเอาเด็กชายตัวน้อยหัวเราะร่าคิกคักในทันที ภาพความสนิทสนมนั้นส่งผลให้คิ้วของคีรินกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว "คุณมาได้ยังไงคะ" มัทนาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ "พอดีได้ยินว่าวันนี้โรงเรียนมีกิจกรรม ผมเลยแอบโดดงานมาครับ" ธันวาตอบด้วยรอยยิ้มละมุน และนึกขำในใจ เขาเป็นเจ้าของกิจการแท้ ๆ ยังต้องได้โดดงานอีกเหรอ แต่จะบอกเรื่องนี้กับเธอก็ไม่ได้ "แล้วเจ้านายไม่ว่าเอาหรือคะ" "ตอนนี้เวลาพักเที่ยงครับ ใครจะกล้าว่าได้" ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้มลงมองเด็กน้อยข้างตัว "แล้วนี่ยังไม่กลับกันอีกเหรอครับ" "ยังค่ะ เหลือร่วมกิจกรรมทานข้าวอีกอย่าง" "งั้นดีเลย ผมยังไม่ได้ทานอะไรมาพอดี" น้ำเสียงทุ้มหวานที่แฝงความสนิทสนมของทั้งคู่ ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของคีรินทุกถ้อยคำ ชายหนุ่มยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความเงียบงัน.. มองผู้หญิงที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของตัวเอง มองผู้ชายที่เป็นคู่แข่งฝีมือฉกาจมาตลอดหลายปี และมองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนเด่นอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ภาพนั้นมันดูเป็นธรรมชาติและลงตัวจนน่าหงุดหงิดชะมัด เหมือนกับว่าทั้งสามคนใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวมานานแสนนาน ฉับพลันนั้นความขุ่นมัวบางอย่างก็ประทุเดือดขึ้นในอก คีรินกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหลังมือ กรามแกร่งถูกขบเข้าหากันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียง แต่มุมปากกลับเหยียดตรงเย็นชา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโกรธเรื่องอะไรกันแน่.. โกรธที่มัทนาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ก่อนเขา หรือโกรธที่ผู้ชายคนนั้นดันเป็นธันวา คู่แข่งที่เขาไม่เคยคิดจะยอมแพ้ให้เลยแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต ดวงตาคมมืดมนลงอย่างน่ากลัว ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะผุดวาบเข้ามาในหัวสมอง หลังจากหย่าขาดจากเขาไป เธอกลับเลือกผู้ชายคนนี้อย่างนั้นเหรอ? เลือกคู่แข่งของเขา.. เลือกคนที่เขาไม่แม้แต่อยากจะหายใจร่วมโลก! เขียนโดย: ชะนีติดมันส์"น้องใบหม่อน... เป็นลูกสาวของพี่สาวฉันเองค่ะ ตอนนั้นพี่สาวคิดจะไปทำแท้ง แต่ฉันขอร้องไว้ ยอมให้พี่คลอดแกออกมาแล้วฉันจะเป็นคนเลี้ยงดูในฐานะแม่เอง..." พูดได้แค่นั้นเธอก็สะอึกสะอื้นไห้ มือหนาเอื้อมมาลูบเรือนผมของเธออย่างอ่อนโยน "คุณเก่งมากเลยนะน้ำชา" "ฉันสงสารหลานค่ะ อยากให้แกได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก ฉันเลยยอมแบกรับคำว่าแม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วทำงานหาเงินสร้างอนาคตให้แก" "หลังจากนี้ไป... คุณไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวอีกแล้วนะ ภาระหน้าที่ทั้งหมดนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสามีคนนี้เอง" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจุมพิตหน้าผากมนเนิ่นนาน "ขอบคุณมากนะคะคุณธันวา แต่ตราบใดที่ฉันยังไหว ฉันก็ยังอยากทำงานต่อนะคะ" "นี่คุณถามผมหรือยัง ว่าผมจะยอมให้คุณออกไปทำงานต่อไหม" น้ำชาเงียบไปนิด... จะให้เธออยู่บ้านเกาะเขากินเฉย ๆ ได้ยังไงล่ะ "แล้ว... เรื่องเมื่อเช้า ท่านประธานเล่าให้คุณฟังหมดแล้วใช่ไหมคะ" "คุณไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ ผมกับคีรินจัดการกัลยาเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็แค่รอส่งฟ้องศาล" "ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลเลยเหรอคะ?!" เธอตกใจ แค่เธอหกล้มเนี่ยนะ "กัลยาคิดไม่ซื่อ วางแผนจะเล่นงานทั้งบริษัทของผมและของไอ้
"ผู้หญิงพวกนั้นมีอะไรดีนักหนา ฉันไม่เข้าใจผู้ชายอย่างพวกคุณสองคนเลยจริง ๆ... ตาต่ำ!""หึ!" ธันวาตวัดสายตาคมกริบมองผู้หญิงที่หลงคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น "ถ้าอย่างคุณมัทนากับคุณน้ำชาเรียกว่าต่ำ... ผู้หญิงอย่างคุณก็คงจมปลักอยู่ในโคลนตมแล้วมั้งครับ"คีรินปรายตามองอย่างพึงพอใจ ไม่คิดว่าฝีปากของไอ้คู่แข่งคนนี้จะจัดจ้านถึงใจได้ขนาดนี้ ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ก้าวเข้ามาในห้องทำงาน"พาตัวออกไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลยครับ" คีรินออกคำสั่งเสียงเฉียบ"อะไรกันคะ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด พวกคุณต่างหากที่จงใจเซ็นสัญญาทับซ้อนกันเอง!""คุณลองเอาเวลานี้ไปปรึกษาทนายดูดีกว่านะ ว่าไอ้สิ่งที่คุณทำลงไป มันจะต้องเข้าไปนอนในคุกกี่ปี" คีรินตัดบทอย่างตัดรำคาญ เขาไม่คิดเลยว่าจะเคยรู้จักกับคนพรรค์นี้ สมัยเด็ก ๆ กัลยาก็ไม่ได้มีนิสัยร้ายกาจขนาดนี้ หรือเพราะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศจนเหลิง... แต่ก็คงไม่ใช่หรอก สันดานคนมันต้องมาจากกมลสันดานของตัวเองล้วน ๆฝ่ายกฎหมายและ รปภ. ตรงเข้าคุมตัว กัลยาพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ จึงถูกลากตัวออกไปจากห้องทำงาน ท่าม
เวลาที่กัลยารอคอยก็มาถึง ในวันต่อมาหญิงสาวถือแฟ้มสัญญาฉบับนั้นบุกมาหาคีรินถึงบริษัทตั้งแต่เช้าตรู่เธอเดินเชิดหน้าตรงดิ่งเข้ามาในห้องทำงานของท่านประธานโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า มิหนำซ้ำยังไม่คิดจะบอกกล่าวเลขาฯ หน้าห้อง ถือวิสาสะเคาะประตูแล้วผลักเข้าไปทันทีน้ำชาที่พยายามรีบผุดลุกขึ้นตามไปขวางแต่ก็ไม่ทัน จึงรีบก้าวเท้าตามเข้าไปห้ามปรามเสียงแข็ง "คุณกัลยาคะ ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ มันผิดกฎระเบียบของบริษัท!""อีกไม่นาน... กฎระเบียบของบริษัทนี้ ฉันก็จะเป็นคนตั้งมันขึ้นมาใหม่เอง!"ว่าแล้วกัลยาก็ใช้ฝ่ามือผลักร่างของน้ำชาให้ออกไปพ้นทางอย่างแรง จนร่างบางเซถลาล้มพับลงไปกับพื้น รองเท้าส้นสูงคู่สวยรับแรงกระแทกไม่ไหวจนส้นหักสะบั้นมัทนาที่อยู่ในห้องเตรียมเครื่องดื่มได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็รีบวิ่งออกมาดู ทันเห็นสินธุผู้ช่วยกำลังรีบก้มลงประคองน้ำชาให้ลุกขึ้นพอดี"คุณน้ำชาเป็นอะไรมากไหมคะ!" มัทนาถลันเข้าไปถามด้วยความตกใจ เมื่อเห็นน้ำชาหน้าซีดเผือด เอามือกุมท้องน้อยของตัวเองไว้แน่น"เจ็บ... น้ำชาเจ็บท้องค่ะคุณมัท""ฉันไม่ได้ผลักแรงอะไรเลยนะยะ! อย่ามาแกล้งสำออยทำเป็นล้มหน่อยเลย!" กัลยาตะคอกใส่เสียงแหลม
ในบ่ายวันนั้นเอง สายเรียกเข้าสายหนึ่งต่อตรงเข้ามาหาคีรินจากเบอร์ของธันวา คู่แข่งทางธุรกิจเบอร์หนึ่งของเขา ประเด็นที่อีกฝ่ายโทรมาในวันนี้ กลับไม่ใช่เรื่องการห้ำหั่นทางผลประโยชน์แต่อย่างใด"บอสจะรับสายนี้ไหมครับ" สินธุเอ่ยถามผู้เป็นนายก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้>>{"ว่ามา"} คีรินรับเครื่องมาแนบหูแล้วกรอกเสียงเรียบลงไป{"เรื่องคุณกัลยา"}พอได้ยินชื่อที่หลุดออกมาจากปลายสาย คีรินก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเสียง "อืม" สั้น ๆ ในลำคอเพื่อหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร{"ผู้หญิงคนนั้นชักจะล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว"}ประโยคเดือดดาลที่หลุดจากปากธันวาทำเอาคีรินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ นึกสงสัยอยู่ในใจว่ากัลยาไปก่อเรื่องอะไรไว้ ถึงทำให้ศัตรูหัวใจอย่างมันหัวร้อนจนต้องต่อสายตรงมาเคลียร์กับเขาถึงที่>>{"ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่"}จากนั้นธันวาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังว่ากัลยาเล่นตุกติกและล้ำเส้นความสัมพันธ์ของเขาอย่างไร คีรินฟังแล้วก็กระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ใช่รอยยิ้มเยาะเย้ย แต่เป็นความรู้สึกทึ่งปนคาดไม่ถึงเสียมากกว่า... ไอ้ธันวามันก็มีมุมร้อนรนและออกตัวปกป้องผู้หญิงของมันขนาดนี้เหมือนก
"ถ้าคุณยังไม่เลิกส่งสายตาหวานเชื่อมมองหน้าผมอยู่แบบนี้นะ... ผมจะไม่ยอมรอให้ถึงคืนนี้จริง ๆ ด้วย"ใบหน้าหล่อเหลาโน้มต่ำลงมาหมายจะประกบปากจูบอีกรอบ น้ำชาจึงรีบใช้สองมือดันหน้าเขาออกห่างแล้วผุดลุกขึ้นนั่งทันที"ฉันหิวข้าวแล้วค่ะ! จะรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้แหละ!" หญิงสาวรีบคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างไว ปล่อยให้ชายหนุ่มนอนหัวเราะด้วยความเอ็นดูอยู่บนเตียงหลังทานมื้อค่ำเสร็จ น้ำชาก็ออกมายืนรับลมชมบรรยากาศอันแสนเงียบสงบยามค่ำคืนของขุนเขาพอมองทอดสายตาออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นแสงไฟสีส้มระยิบระยับจากตัวเมืองส่องสว่างอยู่เบื้องล่าง แหงนหน้ามองขึ้นไปบนผืนฟ้ากว้างก็พร่างพราวไปด้วยดวงดารานับล้านดวงที่ส่องแสงระยับตา"ถ้าคุณชอบ... ไว้พวกเราแวะมาเที่ยวที่นี่กันบ่อย ๆ ก็ได้นะ"เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นชิดแผ่นหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นของผ้าห่มผืนนุ่มที่ถูกนำมาคลุมไหล่บางไว้ ก่อนที่สองแขนแกร่งจะกอดร่างเธอไว้แนบอก "ข้างนอกนี้อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว อย่าออกมายืนตากลมหนาวนานนักสิครับ""ทำไมคุณถึงดีกับฉันขนาดนี้คะ" หญิงสาวแหงนหน้าขึ้นสบตากับคนที่กอดเธอจากทางด้านหลังธันวาโน้มใบหน้
"คุณแม่กับคุณลุงคืนดีกันแล้วใช่ไหมคะ" น้องใบหม่อนที่นอนมองตาแป๋วอยู่บนเตียงเอ่ยถามเสียงใส"คุณแม่ของเราเขาเป็นคนขี้น้อยใจ หนูต้องช่วยคุณลุงดูแลคุณแม่ให้ดี ๆ นะครับ" ชายหนุ่มหันไปส่งยิ้มให้เด็กน้อย แต่สองแขนแกร่งก็ยังคงโอบกอดร่างบางของแม่เด็กไว้แน่นไม่ยอมปล่อยและในค่ำคืนนั้น เขาก็ยังคงนอนกอดเธอไว้บนโซฟาเบดแคบ ๆ ตัวเดิม แม้ใจจะโหยหาอยากจะฟัดร่างนุ่มนี้แทบขาดใจ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาก็ทำได้เพียงแค่จูบเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากคุณหมอเข้ามาตรวจดูอาการจนแน่ใจแล้ว ก็อนุญาตให้น้องใบหม่อนออกจากโรงพยาบาลได้ธันวาขับรถพาสองแม่ลูกแวะกลับมาเก็บเสื้อผ้าที่บ้านพักของน้ำชาก่อน ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่นว่าจะให้เธอกับลูกย้ายไปพักฟื้นที่คฤหาสน์ของเขาสักระยะ เพื่อจะได้มีคนคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งครั้งนี้น้ำชายอมพยักหน้าตกลงแต่โดยดีในเมื่อผู้ชายคนนี้ดีกับเธอถึงขนาดนี้ ทำไมเธอจะต้องยอมปล่อยมือเปิดทางให้ผู้หญิงหน้าด้านคนอื่นมาแย่งเขาไปด้วยล่ะ จากเหตุการณ์เมื่อวานมันชัดเจนแล้วว่ากัลยาจ้องจะฉกเขาไปจากอกเธอ... ไม่มีวันเสียหรอก!ทันทีที่รถแล่นมาถึงคฤหาสน์ธนากรณ์ ธัญญ่าก็รีบสาวเท้าออกมารับขวัญหลานตัวน้อย
แล้วเราต้องเริ่มต้นจัดการชีวิตยังไงก่อนดีเนี่ย...มัทนาได้แต่คิดอย่างว้าวุ่นใจอยู่ภายในห้องนอน เธอยังไม่ทันได้จัดระเบียบชีวิตหรือเตรียมความพร้อมอะไรเลยแม้แต่น้อย เพราะในตอนแรกเข้าใจว่าจะเริ่มงานในสัปดาห์หน้า ซึ่งคิดว่ายังมีเวลาเหลือให้เตรียมตัวอีกตั้งสองสามวัน แต่คำสั่งด่วนที่ให้ไปรายงานตัววันพรุ่
"คุณแม่กับคุณลุงคุยอะไรกันครับ ทำไมทำหน้าเครียดจังเลย" เสียงเล็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ บรรยากาศอึดอัดภายในรถจึงค่อย ๆ คลายลง"เปล่าหรอกครับคนเก่ง พอดีต่อจากนี้ไปแม่ต้องย้ายไปทำงานที่บริษัทใหม่นะลูก เวลาเลิกเรียนเดี๋ยวจะมีพี่พิมพ์ พี่เลี้ยงคนเดิมของเรามารับหนูกลับบ้านแทนแม่นะครับ"มัทนาหันไปชวน
"ไม่ต้องคิดแล้วค่ะผู้จัดการ มัทขอรับข้อเสนอนี้ค่ะ" มัทนารีบตอบตกลงทันควัน เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นตั้งหลายเท่าขนาดนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร"อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อนเถอะมัทนา.. มันมีเงื่อนไขค่าปรับหากคุณเป็นฝ่ายผิดสัญญานะ"หญิงสาวก้มลงอ่านทบทวนข้อความฉบับนั้นอีกครั้ง ในสัญญาระบุไว้เพียงว่
ภายในบ้านจัดสรร.. มัทนารีบปิดประตูล็อกลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะทรุดตัวลงเข้าไปโอบกอดลูกชายตัวน้อยที่รออยู่"เมื่อกี้แม่คุยกับใครครับ" คินน์น้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย"หนูได้ยินด้วยหรือลูก..." หญิงสาวพยายามปรับนํ้าเสียงให้ปกติที่สุดและลูบแก้มกลมเบา ๆ"ได้ยินครับ... คนไม่ดีหรือเปล่าครับ ทำไมแม่ถึงร







