Masukฉินเคยคิดว่า... คนที่เติบโตอยู่ข้างอีวาน ต้องเป็นคนแบบเดียวกับเขา—เย็นชา เห็นอำนาจสำคัญกว่าความรู้สึก และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะ แต่ภาพของผู้หญิงคนนั้นตรงข้ามกับสิ่งที่เขาคิดไว้เลย
“อันดา” ชื่อของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด แม้เขาจะพยายามปัดมันทิ้งสักแค่ไหนก็ตาม ภายในรถยนต์คันหรูที่แล่นไปตามถนนยามค่ำคืน จินนั่งเงียบอยู่ที่เบาะหน้ามานาน จนในที่สุดอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น “คุณคิดว่าเธอเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณอเล็กเซย์ไหมครับ?” ฉินมองออกไปนอกกระจก แสงไฟนีออนของเมืองใหญ่เคลื่อนผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว “ยังไม่รู้” คำตอบสั้นๆ แต่สำหรับจินแล้วมันแปลก เพราะปกติหากเป็นเรื่องที่พัวพันถึงอีวาน เจ้านายของเขาจะไม่เคยลังเลที่จะปักใจเชื่อในแง่ร้ายเลยแม้แต่น้อย “แต่เธอเป็นลูกสาวของอีวานนะครับ” จินย้ำเตือน ฉินนิ่งเงียบ... ใช่ เธอเป็นลูกสาวของคนที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำ แต่สิ่งที่เขาได้เห็นในห้องประชุมวันนี้ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใช้อำนาจของพ่อเพื่อกดขี่คนอื่น เธอเดินเข้ามาด้วยความมั่นใจ ตัดสินใจด้วยมันสมองของตัวเอง และกล้าสบตาเขาโดยไม่เกรงกลัวรัศมีอันน่ากลัวนั้นเลยสักนิด “สืบเรื่องเธอต่อ” ฉินสั่งเสียงเรียบ จินหันกลับมามองเล็กน้อย “สืบเรื่องส่วนตัวของเธอเพิ่มเหรอครับ?” “อืม... แต่อย่าให้เธอรู้ตัว” จินมองเจ้านายผ่านกระจกรถก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “ปกติคุณไม่เคยสนใจใครเป็นพิเศษแบบนี้นะครับ” ฉินหันขวับมามอง แววตาเย็นลงทันทีราวกับน้ำแข็ง “ฉันแค่ต้องการข้อมูลเพื่อหาทางเข้าถึงตัวอีวาน” จินไม่ได้เอ่ยเถียงต่อ แต่เขารู้ดีแก่ใจ...บางครั้ง คนที่ปากแข็งที่สุด มักจะเป็นคนที่ซ่อนความรู้สึกไว้เก่งที่สุดเช่นกัน ขณะเดียวกัน ณ สำนักงานใหญ่ของอีวานกรุ๊ปบรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความเร่งรีบ “คุณหนูคะ” เสียงเคาะประตูก่อนร่างของหญิงสาวในชุดสูทจะก้าวเข้ามา อันดาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารบนโต๊ะทำงาน “ว่าไงลิน” หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ‘ลิน’ เลขาส่วนตัวผู้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับเธอมาหลายปี และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าภายใต้มาดนิ่งขรึมของเธอ ลินคือคนที่คอยดูแลทุกฝีก้าว “เอกสารสรุปโปรเจกต์ใหม่เรียบร้อยแล้วค่ะ” ลินวางแฟ้มลง “แต่...มีอีกเรื่องที่น่าสนใจค่ะ” อันดามองเลขาด้วยแววตาสงสัย “มีอะไร?” ลินลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนแท็บเล็ตแสดงหน้าจอข่าวพาดหัวใหญ่ให้เธอดู ภาพของชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาคมคายปรากฏเด่นบนหน้าจอ “คุณฉิน โวลคอฟ...” อันดามองภาพนั้น นัยน์ตากลมโตคู่คมฉายแววครุ่นคิด “เขาเป็นอะไรกับคุณพ่อกันแน่?” ลินเงียบไป เพราะเธอรู้ดีว่าเรื่องราวในอดีตของอีวานคือข้อห้ามที่ไม่เคยมีใครกล้าล่วงเกิน “ไม่แน่ใจค่ะ แต่ดูเหมือนว่า...” ลินเว้นจังหวะ “เขาไม่ได้มองคุณท่านในฐานะคู่แข่งทางธุรกิจทั่วไป” “หมายความว่ายังไง?” “เขามองเหมือน...” ลินหยุดคิดเล็กน้อย “เหมือนคนที่มีความแค้นฝังลึก” อันดานิ่งงัน เธอย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมวันนี้ เธอไม่เคยเห็นอีวานมีศัตรูคนไหนที่ทำให้ผู้ชายผู้ทรงอิทธิพลคนนั้นแสดงสีหน้าซับซ้อนออกมาได้ตั้งแต่เด็ก อีวานคือผู้มีพระคุณ คือพ่อบุญธรรมที่ปกป้องและเลี้ยงดูเธอมาโดยตลอด เธอไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงถึงอดีตอันดำมืดของเขา เพราะรู้ดีว่าอีวานไม่ต้องการพูดถึง แต่วันนี้... กลับมีผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับพายุแห่งอดีตที่เธอไม่เคยล่วงรู้ “ลิน” “คะคุณหนู?” “ช่วยหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับฉิน โวลคอฟ ให้ฉันหน่อย” ลินกะพริบตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ “คุณหนูสนใจเขาเหรอคะ?” อันดามองออกไปนอกกระจกใสที่สะท้อนแสงไฟยามค่ำคืน “เปล่า...ฉันแค่ต้องรู้ว่าคนที่เดินเข้ามาหาคุณพ่อด้วยแววตาดุดั่งเสือร้ายคนนั้น แท้จริงแล้วกำลังต้องการอะไรกันแน่” คืนนั้น ภายในห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบสงบ แฟ้มข้อมูลลับเกี่ยวกับอันดาวางกองอยู่ตรงหน้าฉิน ประวัติการศึกษาเกียรตินิยม ผลงานบริหารธุรกิจระดับแนวหน้า และโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอสร้างขึ้น... ทุกอย่างดูขาวสะอาดและโปร่งใส ไม่มีร่องรอยหรือความเกี่ยวโยงใดๆ กับโลกมืดหรือวงการมาเฟียที่อีวานเคยอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่แล้ว สายตาของฉินก็สะดุดเข้ากับข้อความบรรทัดหนึ่งในประวัติส่วนตัวของเธอ ‘เคยให้ความช่วยเหลือชายแปลกหน้าจากเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายริมถนนเมื่อหลายปีก่อน’ ฉินขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย ชายแปลกหน้าคนนั้นคือใครกัน? ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะความคิด จินก้าวเข้ามาพร้อมกับเอกสารรายงานเพิ่มเติมสีหน้าเคร่งเครียด “เรื่องนี้มีเงื่อนงำแปลกๆครับคุณฉิน” “ผู้ชายคนนั้นคือใคร?” ฉินถามตรงประเด็น จินวางกระดาษแผ่นสุดท้ายลงบนโต๊ะ “คืออีวานครับ” ฉินเงยหน้าขึ้นทันที แววตาคมกริบวาวโรจน์ “ว่ายังไงนะ?” คืนนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อีวานรู้จักอันดา และในเวลาต่อมาเขาจึงรับเธอมาเป็นลูกสาวบุญธรรม ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบลงชั่วขณะ ฉินจ้องมองเอกสารในมือนิ่งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่เรื่องราวของอีวานไม่ได้มีแค่ด้านมืดด้านเดียวอย่างที่เขาปักใจเชื่อมาตลอดสิบปี ถ้าอีวานเป็นฆาตกรเลือดเย็นและไร้หัวใจอย่างที่เขาคิดมาตลอด ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยงเพื่อช่วยชีวิตผู้ชายคนนั้นไว้? “คุณฉินครับ” เสียงของจินดึงสติเขา “ว่ามา” “ข้อมูลชิ้นนี้...ทำให้มุมมองที่คุณมีต่อพวกเขาเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ?” ฉินก้มลงปิดแฟ้มเอกสารลงช้าๆ น้ำเสียงของเขากลับมาเรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นเดิม “ยังไม่เปลี่ยน” “...” “ข้อมูลชิ้นเดียว...ไม่สามารถลบความจริงเรื่องความสูญเสียตลอดสิบปีที่ผ่านมาได้หรอก” จินไม่ได้เอ่ยคัดค้านต่อ เพราะเขารู้ดีว่าบาดแผลในใจของฉินไม่ได้เกิดจากการสูญเสียผู้เป็นพ่อเพียงอย่างเดียว แต่มันเกิดจากความแค้นและคำถามที่ไร้คำตอบซึ่งผูกมัดเขามานานเกินไป วันต่อมา บรรยากาศการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของ “ตึกส้ม” และ “อีวานกรุ๊ป” เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีอันดาเป็นประธานผู้รับผิดชอบหลักในฝั่งของเธอ หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องประชุมด้วยท่าทีสง่างาม ทีมงานทุกคนต่างลุกขึ้นโค้งคำนับให้ด้วยความยำเกรง ไม่ใช่เพราะบารมีของตระกูลอีวาน แต่เป็นเพราะความสามารถและสมองอันเฉียบคมของเธอล้วนๆ “สำหรับแผนการผลิตโปรเจกต์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้...” อันดาเริ่มเปิดฉากนำเสนอโปรเจกต์ด้วยน้ำเสียงฉะฉาน เธอกวาดสายตาอธิบายรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งงบประมาณมหาศาล กลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม กลยุทธ์การตลาด และการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ฉินที่นั่งฟังเงียบๆอยู่ฝั่งตรงข้ามคอยลอบสังเกตเธออยู่ตลอดเวลา เดิมทีเขาเคยคิดว่าเธอคงเป็นแค่เด็กเส้นที่ได้ดิบได้ดีเพราะบารมีพ่อบุญธรรม แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาในตอนนี้กลับสวนทางโดยสิ้นเชิง เธอไม่เคยพึ่งพาชื่อเสียงของใคร เธอยืนหยัดและสร้างอาณาจักรของตัวเองด้วยความสามารถแท้จริง “ถ้าเราตัดงบประมาณในส่วนของการถ่ายทำฉากแอ็กชันนี้ออกไป...” หนึ่งในคณะกรรมการอาวุโสเอ่ยแทรกขึ้นมา “ต้นทุนรวมจะลดลง และกำไรที่เราจะได้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” อันดาชะงัก เธอกวาดตามองตัวเลขในเอกสารก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายด้วยแววตานิ่งสนิท “ไม่ได้ค่ะ” กรรมการคนดังกล่าวขมวดคิ้ว “เพราะเหตุผลอะไรล่ะครับ ในเมื่อมันคือกำไร?” “เพราะสิ่งที่เรากำลังจะตัดทิ้ง...มันไม่ใช่แค่ตัวเลขต้นทุน” อันดาใช้นิ้วเรียวจิ้มลงบนหน้าจอพรีเซนต์ “แต่มันคือหัวใจและคุณภาพของงานชิ้นนี้ ถ้าเรายอมลดมาตรฐานเพื่อกอบโกยผลกำไรระยะสั้น สิ่งที่จะพังทลายไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของบริษัทเรา...” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “แต่คือความเชื่อใจของผู้ชมที่มอบให้เรา” ทั้งห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบชั่วอึดใจ ไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านคำพูดที่ทรงพลังนั้น ฉินจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงคนนี้มีความคิดความอ่านที่ลึกซึ้งเกินกว่าวัย และเข้าใจจิตใจของมนุษย์อย่างถ่องแท้ หลังการประชุมสิ้นสุดลง อันดาปลีกตัวออกมายืนรับลมสงบสติอารมณ์อยู่ที่ระเบียงกว้างด้านนอก “คุณมองฉันเหมือนกำลังพยายามค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา” เสียงราบเรียบแต่กังวานดังขึ้นจากด้านหลัง ฉินก้าวตามออกมา หยุดยืนพิงระเบียงห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว “คุณเป็นคนชอบอ่านใจคนอื่นหรือยังไง?” “เปล่าเลย” อันดาหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ “ฉันแค่เป็นคนช่างสังเกต...เหมือนที่คุณกำลังพยายามจับผิดฉันอยู่นั่นแหละ” ฉินนิ่งอึ้ง ผู้หญิงคนนี้ฉลาดเป็นกรดและไม่มีช่องโหว่ให้เจาะเข้ามาได้ง่ายๆเลย “คุณรู้ว่าผมเป็นใคร และรู้ว่าผมเข้ามาที่นี่ทำไม...” ฉินหรี่ตามอง “แต่ทำไมคุณถึงไม่กลัวผมเลยสักนิด?” อันดายิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย “ทำไมฉันต้องกลัวคุณด้วยล่ะคะ?” “ผมคือเจ้าของตึกส้ม... และผมไม่ใช่คนใจดีที่จะมานั่งเจรจาธุรกิจกับใครเล่นๆ” “คุณเป็นซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลก็จริง...” อันดากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “แต่คุณไม่ใช่พระเจ้า ที่จะมีสิทธิ์มาพิพากษาชีวิตใครต่อใครได้เพียงเพราะอดีตที่คุณแบกไว้คนเดียว” ประโยคสั้นๆนั้นพุ่งเข้ากระแทกใจฉินอย่างจัง มันช่างบังเอิญหรือจงใจเหลือเกินที่คำพูดของเธอก้องสะท้อนมาจากคำเตือนของพ่อในคืนวันนั้น... อย่าให้ความแค้น เปลี่ยนลูกให้กลายเป็นคนที่ลูกเกลียด ก่อนที่ฉินจะได้เอ่ยคำใดโต้ตอบ เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของอันดาก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เธอกดรับสาย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันทีเมื่อได้ยินเสียงปลายสายรายงาน “เกิดอะไรขึ้น?” ฉินเอ่ยถามด้วยสัญชาตญาณเมื่อเห็นสีหน้าของเธอ อันดาวางสายลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมฉายแวววิตกกังวล “มีคนพยายามเจาะระบบความปลอดภัยเพื่อขโมยฐานข้อมูลลับของโปรเจกต์เราอีกแล้ว” “คราวนี้พวกมันกำลังเจาะฐานข้อมูลของโปรเจกต์โดยตรง” “ใคร?” เธอกัดริมฝีปากเล็กน้อย “ยังไม่รู้ตัวคนทำ...” ฉินจ้องมองท่าทีของเธอ ในโลกธุรกิจทั่วไป การโจรกรรมข้อมูลอาจเป็นเรื่องปกติของการแข่งขันทางการค้า แต่ลางสังหรณ์ในฐานะคนเคยอยู่โลกมืดบอกเขาว่า เหตุการณ์นี้มันมีกลิ่นอายบางอย่างที่อันตรายกว่านั้นมาก “ต่อจากนี้ไป...” ฉินขยับเข้าไปใกล้เธออีกก้าว น้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจังจนอันดาต้องเงยหน้าขึ้นมอง “อย่าไว้ใจใครง่ายๆแม้แต่คนใกล้ตัวคุณเอง” อันดาเลิกคิ้วเรียวขึ้นเล็กน้อย “นี่คุณกำลังเตือนฉันเหรอ?” “ใช่” “หรือว่า...คุณกำลังเป็นห่วงฉันกันแน่?” คำถามย้อนกลับแบบตรงไปตรงมาทำเอาฉินชะงัก หัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ เขาไม่ชอบคำถามนี้เอาเสียเลย เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงคืออะไร สุดท้าย ฉินจึงทำได้เพียงเบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเพื่อกลบเกลื่อน “ผมแค่อยากจัดการเรื่องของพ่อให้จบ...และไม่อยากให้คนรอบตัวต้องมาพลอยเจ็บปวดกับความแค้นที่ไม่ได้ก่อ” อันดามองลึกลงไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น เป็นครั้งแรกที่เธอสัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังอันเย็นชาของผู้ชายคนนี้...ความกลัวที่จะต้องสูญเสียคนที่รักไปอีกครั้ง ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ภายในห้องมืดทึบที่ปราศจากแสงไฟ ร่างของชายปริศนากำลังยืนจ้องมองภาพข่าวหน้าหนึ่งของฉินและอันดาบนจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ริมฝีปากภายใต้เงาสลัวยกยิ้มเหี้ยมเกรียมอย่างพึงพอใจ “ในที่สุด... ลูกชายของอเล็กเซย์ก็ยอมเดินลงมาเล่นในกระดานนี้ด้วยตัวเองเสียที” เขาหัวเราะต่ำในลำคอ แววตาส่อประกายอำมหิต “ดีล่ะ...เกมสนุกๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และกูนี่แหละ จะเป็นคนกวาดทุกอย่างมาไว้ในมือของกูเอง!”เสียงประตูเหล็กบานมหึมาค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆครืด…เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโรงงานร้าง ราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือนสู่ฉากสุดท้ายของเกมที่ดำเนินมายาวนานกว่าสิบปีฉินก้าวเข้าไปเป็นคนแรกสายตาเย็นเฉียบกวาดมองทุกมุมของอาคารอย่างรวดเร็วภายในโรงงานกว้างใหญ่เงียบผิดปกติมีเพียงหลอดไฟนีออนเก่า ๆ ที่กะพริบเป็นจังหวะ สาดแสงสีขาวซีดลงบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยคราบสนิมและรอยที่กัดกินทุกสิ่งด้านหลังเขา…ดมิทรี อีวาน ไนท์ และจิน เคลื่อนตัวเข้าประจำตำแหน่งตามแผนที่วางไว้ไนท์แตะหูฟังสื่อสารเบา ๆ“ทีมเหนือเข้าประจำจุดแล้ว”“ทีมตะวันตกปลอดภัย”“ไม่มีเป้าหมายหลุดออกไป”จินยืนอยู่หลังเสาคอนกรีต ใช้แท็บเล็ตเชื่อมต่อโดรนลาดตระเวนที่บินอยู่เหนืออาคารภาพแผนผังภายในโรงงานค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจุดสีแดงจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วพื้นที่เขาขมวดคิ้วทันที“อย่างน้อยสามสิบห้าคนครับ”“อาวุธครบมือ”“แต่…”จินหยุดนิ่ง ก่อนซูมภาพเข้าไปยังห้องกลางของอาคารจุดสีแดงทั้งหมด…กำลังเคลื่อนตัวออกจากบริเวณนั้นราวกับเปิดพื้นที่ให้ใครบางคน“เหมือนพวกมันตั้งใจเปิดทาง”ดมิทรีจับปืนแน่นขึ้น“ระวังไว้”“นี่ไม่ใช่การซุ่มโจมตีธรรมดา”
ห้องบัญชาการของ Black Raven เงียบกว่าทุกครั้งแม้ภารกิจช่วยอันดาจะสำเร็จ และเธอได้รับการปฐมพยาบาลจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่บรรยากาศภายในกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความยินดีทุกคนรู้ดีว่า…สงครามยังไม่จบเจ้าหน้าที่ของ Black Raven ยังคงนั่งประจำจอมอนิเตอร์ ถอดรหัสข้อมูลที่กู้คืนมาจากฐานของ EDEN อย่างต่อเนื่องแสงจากหน้าจอหลายสิบจอสะท้อนทั่วห้อง แต่ไม่มีใครละสายตาจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมฉิน…ในมือของเขายังคงถือจดหมายของอเล็กเซย์เหลืออีกเพียงหน้าสุดท้ายหน้าที่เขาไม่กล้าเปิดอ่านมาตลอดนิ้วเรียวยาวลูบผ่านกระดาษเก่าที่เริ่มซีดตามกาลเวลาอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าความทรงจำทั้งหมดจะสลายหายไปพร้อมกับมันรอบโต๊ะประชุม…อีวาน ดมิทรี ไนท์ และจิน ต่างนั่งเงียบ ไม่มีใครเร่งรัด ไม่มีใครพูดอะไรเพราะทุกคนรู้ดีว่า…คำตอบที่ฉินตามหามาตลอดสิบปี กำลังรออยู่ในหน้ากระดาษเพียงแผ่นเดียวฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนค่อย ๆ คลี่กระดาษออกลายมือของอเล็กเซย์ยังคงหนักแน่น แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปีเขาเริ่มอ่านออกเสียงช้า ๆ“ถึงลูกชายของพ่อ…”“เมื่อถึงวันที่ลูกอ่านหน้าสุดท้ายของจดหมายฉบับนี้…”“แปลว่าลูกเดินมาไกลกว
ห้องบัญชาการของ Black Raven ยังคงเงียบสนิทมีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์หลายสิบจอที่สะท้อนบนใบหน้าของทุกคนไมโครฟิล์มจากนาฬิกาพกของอเล็กเซย์ถูกฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่กลางห้องแผนผังองค์กรสีดำค่อย ๆ ปรากฏชัดPROJECT EDENชื่อดังกล่าวอยู่ตรงกลางของแผนผัง ก่อนแตกแขนงออกเป็นหลายหน่วยงานมีทั้งฝ่ายวิจัยฝ่ายรักษาความปลอดภัยฝ่ายลำเลียงและหน่วยปฏิบัติการพิเศษชื่อของเชอร์เกย์เป็นในหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบลงคือเหนือชื่อของเขา…ยังมีลำดับชั้นอีกหลายระดับส่วนตำแหน่งสูงสุดถูกปิดทับไว้ด้วยแถบสีดำราวกับอเล็กเซย์จงใจไม่ให้ใครรู้ว่าคนที่อยู่บนสุดคือใครฉินจ้องภาพนั้นไม่กะพริบสมองของเขาเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันคืนที่พ่อเสียชีวิตการทรยศของเชอร์เกย์การลักพาตัวอันดารวมถึงการโจมตีที่โกดัง A-17ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผลแต่เป็นหมากที่ถูกวางไว้ล่วงหน้ามานานหลายปีดมิทรียืนกอดอกอยู่ด้านหลังก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“อเล็กเซย์ไม่ได้เก็บไมโครฟิล์มไว้เพื่อบอกว่าใครเป็นศัตรู”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนใช้นิ้วชี้ไปยังสัญลักษณ์เล็ก ๆ มุมล่างของแผนผัง“เขากำล
เสียงปืนยังคงดังเป็นระยะจากด้านหน้าโกดังลูกกระสุนเจาะกำแพงคอนกรีตจนเศษปูนแตกกระจายดมิทรียืนประจำตำแหน่งอยู่หน้าทางเดิน มือขวายกปืนขึ้นยิงตอบโต้โดยไม่ลังเลปัง!ชายชุดดำที่กำลังวิ่งเข้ามาทรุดลงทันที“ฉิน!”เสียงอีวานดังขึ้น“ออกทางด้านหลัง!”ฉินพยักหน้า ก่อนเก็บซองจดหมายของอเล็กเซย์ไว้ในเสื้อสูทด้านในอย่างระมัดระวังส่วนกล่องไม้และเอกสารทั้งหมด จินเป็นคนรับหน้าที่ถือไว้ทั้งสี่คนรีบเคลื่อนตัวออกจากห้องลับดมิทรีเป็นคนสุดท้ายที่ถอยออกมาก่อนผลักประตูเหล็กปิดและเลื่อนชั้นเหล็กกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว“ต่อให้พวกมันเข้ามา…”เขาพูดเสียงเรียบ“…ก็จะเสียเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะหาห้องนี้เจอ”เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านหน้าโกดังตูม!แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วอาคารตามด้วยเสียงตะโกนของลูกน้องอีวาน“ถอยครับ!”“พวกมันเข้ามาแล้ว!”ดมิทรีหันมองอีวานทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนอีวานจะพยักหน้า“ไป”ทั้งกลุ่มรีบวิ่งออกทางประตูด้านหลังโกดังด้านนอกเป็นทางเดินแคบที่ถูกต้นไม้รกปกคลุมฝนเมื่อคืนทำให้พื้นเต็มไปด้วยโคลนจินหันกลับไปมองโกดังเสียงปืนยังดังไม่หยุดควันสีเทาค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือหลังคาฉินกำหมัดแ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านม่านหมอกสีเทาเหนือพื้นที่อุตสาหกรรมร้างทางตอนเหนือของเมือง ขบวนรถเอสยูวีสีดำสามคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ ก่อนหยุดลงริมถนนคอนกรีตที่แตกร้าวตามกาลเวลา เบื้องหน้าคือโกดังเก่าหลังหนึ่ง อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมแทบทั้งหลัง ป้ายเหล็กที่ขึ้นสนิมยังคงแขวนเอียงอยู่เหนือประตู A-17 ฉินมองตัวอักษรสองตัวนั้นนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ นี่คือสถานที่สุดท้าย… ที่พ่อของเขาเคยเข้ามา อีวานก้าวลงจากรถก่อนเป็นคนแรก สายตาของเขากวาดมองพื้นที่โดยรอบอย่างระมัดระวัง แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปี แต่สัญชาตญาณของอดีตมาเฟียยังไม่เคยหายไป “ผิดปกติ…” เขาพูดเบา ๆ ดมิทรีซึ่งยืนอยู่ข้างกันพยักหน้าช้า ๆ “เงียบเกินไป” จินเหลือบมองป่าโปร่งด้านข้างโกดัง ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง แม้แต่สายลมยังแทบไม่พัดผ่าน บรรยากาศเหมือนเป็นธรรมชาติแต่เงียบสงบเกินไป ฉินขมวดคิ้ว “มีอะไรหรือเปล่าครับ” ดมิทรีไม่ได้ตอบในทันที เขาคุกเข่าลงแตะพื้นดินหน้าประตูโกดัง ปลายนิ้วลูบผ่านโคลนที่ยังชื้นจากฝนเมื่อคืน ก่อนจะยกขึ้นมาดู มีคราบดินสีเข้มติดอยู่เพียงบาง ๆ “มีรถเข
รถเอสยูวีสีดำแล่นฝ่าสายฝนเข้าสู่คฤหาสน์ของอีวานประตูเหล็กบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างเงียบๆ ก่อนปิดลง ราวกับตัดโลกภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิงฉินมองผ่านกระจกรถทุกอย่างที่นี่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด แม้เขาจะไม่เคยก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้มาก่อนสวนสนถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ น้ำพุหินอ่อนกลางลานยังคงทำงาน ทว่าบรรยากาศกลับเงียบจนผิดปกติไม่มีเสียงพนักงานไม่มีเสียงสนทนามีเพียงชายชุดดำยืนประจำตำแหน่งอยู่ตามจุดต่าง ๆรถหยุดสนิทหน้าตัวอาคารชายวัยกลางคนที่มารับพวกเขาเปิดประตูให้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ“นายท่านรออยู่ในห้องทำงานครับ”ฉินก้าวลงจากรถโดยไม่ลังเลจินเดินตามมาติด ๆ พลางกวาดสายตามองรอบตัวด้วยความระมัดระวัง“ผมไม่ชอบที่นี่เลยครับ”เขาพูดเบา ๆ“เงียบเกินไป”ฉินพยักหน้า“คนที่ผ่านสงครามมา มักทำให้บ้านเงียบกว่าปกติ”ทั้งสองเดินผ่านโถงทางเดินยาวบนผนังแขวนภาพถ่ายหลายใบส่วนใหญ่เป็นภาพวิวทิวทัศน์และงานศิลปะ ไม่มีภาพครอบครัวแม้แต่ใบเดียวจนกระทั่งฉินหยุดฝีเท้าภาพหนึ่งที่แขวนอยู่สุดทางเดินทำให้เขานิ่งไปเป็นภาพชายสองคนยืนเคียงกันในวัยหนุ่มคนหนึ่งคืออีวานส่วนอีกคน…แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ฉินจ







