เข้าสู่ระบบในโลกของธุรกิจ
ทุกคนเชื่อว่า… คนที่มีอำนาจที่สุด คือคนที่ถือเงินมากที่สุด แต่ในโลกของฉิน อำนาจไม่ได้วัดจากตัวเลขบนเอกสาร มันวัดจาก… คนที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ “คุณฉิน” เสียงจินดังขึ้น ขณะเดินตามเจ้านายเข้ามาในสำนักงานใหญ่ตึกส้ม “เรื่องเมื่อคืน…” ฉินยังคงเดินต่อ “ว่ามา” “คนที่พยายามเจาะข้อมูลของอีวานกรุ๊ป” จินเปิดแท็บเล็ต “ไม่ใช่คู่แข่งทางธุรกิจทั่วไปครับ” ฉินหยุดเดิน “หมายความว่าไง?” จินส่งข้อมูลให้ดู “มีร่องรอยการเชื่อมโยงกับกลุ่มเก่าของโวลคอฟ” ความเงียบเกิดขึ้นทันที คำว่า “โวลคอฟ” สำหรับคนอื่นอาจเป็นแค่ชื่อ แต่สำหรับฉิน… มันคืออดีตที่ยังตามหลอกหลอน “ใคร?” จินลังเล “ยังไม่ยืนยันครับ” ฉินมองหน้าจอ แต่เขารู้ โลกเดิมกำลังเรียกเขากลับไป อีกด้านหนึ่ง อันดานั่งอยู่ในห้องทำงาน เอกสารกองเต็มโต๊ะ แต่สิ่งที่เธอมองไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นรายงานความปลอดภัย “คุณหนู” ลินพูดขึ้น “คุณแน่ใจนะคะว่าจะไม่บอกคุณอีวาน?” อันดาเงียบ “ถ้าบอก…” เธอพูดช้า ๆ “คุณพ่อจะจัดการเอง” ลินพยักหน้า “แล้วมันไม่ดีเหรอคะ?” อันดามองออกไปนอกหน้าต่าง ตั้งแต่เด็ก เธอรู้ว่าอีวานปกป้องเธอมาก มากจนบางครั้ง เธอรู้สึกว่าเขาพยายามกันโลกทั้งหมดออกจากตัวเธอ “ฉันอยากรู้ว่าฉันสามารถจัดการอะไรด้วยตัวเองได้บ้าง” คำตอบนั้นทำให้ลินยิ้ม เพราะนี่คือเหตุผลที่อีวานเลือกเธอ ไม่ใช่เพราะเธอต้องการอำนาจ แต่เพราะเธอไม่เคยใช้มันเพื่อเหยียบใคร ช่วงบ่าย การประชุมด่วนระหว่างตึกส้มและอีวานกรุ๊ปเกิดขึ้น สาเหตุ:ข้อมูลโปรเจกต์สำคัญรั่วไหล ทันทีที่ฉินเดินเข้ามา ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป ผู้บริหารบางคนเริ่มกระซิบ “เขามาเองเลยเหรอ?” “CEO ตึกส้มไม่ค่อยลงมาจัดการเรื่องเล็ก ๆ” ฉินนั่งลง สายตาของเขาหยุดที่อันดา เธอกำลังอ่านข้อมูล ไม่ได้สนใจว่าเขาเป็นใคร ไม่ได้พยายามเอาใจ แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ที่เขาเจอ “คุณมีแผนยังไง?” ฉินถาม อันดาเงยหน้า “ปิดช่องโหว่ทั้งหมด” “ง่ายไป” เธอมองเขา “หรือคุณมีวิธีที่ดีกว่าหรอ?” ห้องประชุมเงียบ นี่เป็นครั้งแรก ที่มีคนพูดกับฉินแบบนั้น เขามองเธอนิ่งๆ “คุณไม่กลัวผม?” อันดาขมวดคิ้ว “ทำไมฉันต้องกลัว?” “เพราะคนส่วนใหญ่รู้ว่าผมเป็นใคร” คำพูดนั้นทำให้เธอเข้าใจ เขาไม่ได้หมายถึง CEO เขาหมายถึง… โวลคอฟ อันดานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนตอบ “ถ้าฉันต้องกลัวทุกคนเพราะอดีตของเขา” “ฉันคงไม่มีวันได้รู้จักใครจริง ๆ” คำตอบนั้นทำให้ฉินเงียบ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวกันกับที่เขากำลังทำกับเธอ ตัดสินเธอ จากอดีตของอีวาน แต่ก่อนที่เขาจะคิดอะไรต่อเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น จินส่งข้อความมา มีคนบุกเข้าระบบอีกครั้ง และครั้งนี้… เป้าหมายไม่ใช่ข้อมูล แต่คือ ตัวอันดา ฉินเงยหน้าขึ้นทันที เป็นครั้งแรก ที่เขาไม่ได้คิดถึงอีวาน แต่คิดถึงเธอก่อน ทันทีที่ฉินอ่านข้อความจากจินจบ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็นความนิ่ง ความนิ่งที่คนรอบตัวเขารู้ดีว่า… อันตรายที่สุด “เกิดอะไรขึ้น?” อันดาถาม ฉินไม่ได้ตอบทันที เขามองหน้าจออีกครั้ง ข้อมูลการโจมตี ตำแหน่งของผู้บุกรุก และเป้าหมาย ชื่อของอันดาปรากฏอยู่ในรายงาน เธอไม่ได้เป็นแค่เป้าหมายทางธุรกิจ มีคนต้องการเข้าถึงเธอ “ออกจากที่นี่” ฉินพูด ทุกคนในห้องชะงัก อันดามองเขา “อะไรนะ?” “ผมบอกให้ออกจากที่นี่” น้ำเสียงของเขาไม่ได้เปิดโอกาสให้ต่อรอง แต่แทนที่อันดาจะทำตาม เธอกลับวางเอกสารลง “คุณกำลังสั่งฉัน?” ฉินมองเธอ “ใช่” “คุณไม่มีสิทธิ์” ประโยคนั้นทำให้คนทั้งห้องเงียบ ถ้าเป็นคนอื่น คงไม่กล้าพูดกับฉินแบบนี้ แต่ผู้หญิงตรงหน้า… กลับยังยืนอยู่ที่เดิม “คุณเข้ามาในบริษัทฉัน” อันดาพูด “บอกว่าต้องการคำตอบเกี่ยวกับอดีต” “แล้วตอนนี้คุณกำลังจะบอกให้ฉันหนี?” ฉินนิ่ง เพราะเธอพูดถูก เธอไม่ใช่คนที่ต้องได้รับคำสั่ง เธอคือคนที่ตัดสินใจด้วยตัวเอง “คุณไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้” “งั้นอธิบายมาสิ” คำตอบของเธอทำให้ฉินเงียบ เพราะในโลกของเขา คนส่วนใหญ่ถามเพราะกลัว แต่เธอถามเพราะต้องการรู้ เสียงกระจกแตกดังขึ้น ทุกคนสะดุ้ง หน้าต่างของห้องประชุมมีรอยร้าว จินรีบเข้ามาทันที “คุณฉิน!” บรรยากาศเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที ฉินคว้าข้อมืออันดา ดึงเธอเข้าหาตัว ก่อนเสียงปืนอีกนัดจะดังขึ้น ปัง! ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก อันดาแทบไม่ได้ตั้งตัว สิ่งที่เธอเห็นคือ ผู้ชายที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนยังยืนอยู่ในฐานะนักธุรกิจ ตอนนี้… กลับกลายเป็นคนละคน สายตาของเขาเย็นลง ประเมินสถานการณ์ หาทางหนี ปกป้องคนรอบตัว นี่ไม่ใช่ CEO นี่คือคนจากโลกที่อันตราย “พาคุณหนูออกไป!” จินสั่งทีมรักษาความปลอดภัย แต่ฉินยังไม่ปล่อยมืออันดา เธอมองมือของเขาที่จับเธอไว้ “คุณ…” ฉินหันมามอง “อะไร?” “คุณรู้ตัวไหมว่าเมื่อกี้คุณทำอะไร?” เขาไม่ตอบ เพราะสำหรับเขา มันเป็นแค่สัญชาตญาณ ถ้ามีอันตราย เขาจะปกป้องคนที่อยู่ตรงหน้า เหมือนที่เขาเคยอยากปกป้องพ่อ หลังเหตุการณ์สงบลง ห้องประชุมถูกปิด ตำรวจและฝ่ายรักษาความปลอดภัยเข้ามาตรวจสอบ อันดายืนมองรอยกระสุนบนผนัง เธอไม่ได้กลัว แต่กำลังคิด ผู้ชายคนนี้… เขาไม่เหมือนที่เธอคิด “คุณฉิน” เขาหันมา “ขอบคุณค่ะ” คำพูดนั้นทำให้เขาชะงัก “ไม่เป็นไร” “ทำไม?” “เพราะผมไม่ได้ช่วยคุณ” ฉินตอบ “ผมแค่ไม่อยากให้เรื่องของผมทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย” อันดามองเขา เป็นครั้งแรกที่เธอเห็น ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขา “เรื่องของพ่อคุณ?” คำถามนั้นทำให้ฉินนิ่ง “คุณรู้?” “ฉันไม่ได้รู้ทั้งหมด” อันดาตอบ “แต่ฉันรู้ว่า…” เธอหยุด “คนที่ยังโกรธกับเรื่องเมื่อสิบปีก่อน” “ไม่ใช่คนที่ลืมง่าย ๆ” ฉินมองเธอ ไม่มีคำตัดสิน ไม่มีความสงสาร มีแค่ความเข้าใจ และนั่นทำให้เขารู้สึกแปลกๆ เพราะสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีใครมองเห็นเขาแบบนี้ คืนนั้น ดมิทรียืนอยู่ในห้องของอีวาน “มีคนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” เขาพูด อีวานมองออกไปนอกหน้าต่าง “ฉินกลับมาแล้ว” ดมิทรีพยักหน้า “และเขาเริ่มเข้าใกล้ความจริงแล้ว” อีวานหลับตา สิ่งที่เขากลัวไม่ใช่การที่ฉินเกลียดเขา แต่คือวันที่ฉินรู้ความจริง… แล้วต้องเสียใจที่ใช้เวลาสิบปีเกลียดคนผิด อีกด้านหนึ่ง ฉินยืนอยู่ริมหน้าต่างในห้องทำงาน ภาพของอันดายังคงอยู่ในความคิดของเขา ลูกสาวของอีวาน… แต่ทำไม ผู้หญิงคนนี้ถึงไม่เหมือนคนที่เขาคิดเลย? เขากำมือแน่น “อย่าลืม…” เขาเตือนตัวเอง “เธอคือลูกสาวของอีวาน” แต่หัวใจกลับตอบอีกอย่าง “เธอคืออันดา” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เกมนี้… เริ่มอันตรายขึ้นกว่าเดิมเสียงประตูเหล็กบานมหึมาค่อย ๆ เปิดออกช้า ๆครืด…เสียงโลหะเสียดสีกันดังก้องไปทั่วโรงงานร้าง ราวกับกำลังต้อนรับผู้มาเยือนสู่ฉากสุดท้ายของเกมที่ดำเนินมายาวนานกว่าสิบปีฉินก้าวเข้าไปเป็นคนแรกสายตาเย็นเฉียบกวาดมองทุกมุมของอาคารอย่างรวดเร็วภายในโรงงานกว้างใหญ่เงียบผิดปกติมีเพียงหลอดไฟนีออนเก่า ๆ ที่กะพริบเป็นจังหวะ สาดแสงสีขาวซีดลงบนพื้นคอนกรีตที่เต็มไปด้วยคราบสนิมและรอยที่กัดกินทุกสิ่งด้านหลังเขา…ดมิทรี อีวาน ไนท์ และจิน เคลื่อนตัวเข้าประจำตำแหน่งตามแผนที่วางไว้ไนท์แตะหูฟังสื่อสารเบา ๆ“ทีมเหนือเข้าประจำจุดแล้ว”“ทีมตะวันตกปลอดภัย”“ไม่มีเป้าหมายหลุดออกไป”จินยืนอยู่หลังเสาคอนกรีต ใช้แท็บเล็ตเชื่อมต่อโดรนลาดตระเวนที่บินอยู่เหนืออาคารภาพแผนผังภายในโรงงานค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจุดสีแดงจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วพื้นที่เขาขมวดคิ้วทันที“อย่างน้อยสามสิบห้าคนครับ”“อาวุธครบมือ”“แต่…”จินหยุดนิ่ง ก่อนซูมภาพเข้าไปยังห้องกลางของอาคารจุดสีแดงทั้งหมด…กำลังเคลื่อนตัวออกจากบริเวณนั้นราวกับเปิดพื้นที่ให้ใครบางคน“เหมือนพวกมันตั้งใจเปิดทาง”ดมิทรีจับปืนแน่นขึ้น“ระวังไว้”“นี่ไม่ใช่การซุ่มโจมตีธรรมดา”
ห้องบัญชาการของ Black Raven เงียบกว่าทุกครั้งแม้ภารกิจช่วยอันดาจะสำเร็จ และเธอได้รับการปฐมพยาบาลจนพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่บรรยากาศภายในกลับไม่ได้เต็มไปด้วยความยินดีทุกคนรู้ดีว่า…สงครามยังไม่จบเจ้าหน้าที่ของ Black Raven ยังคงนั่งประจำจอมอนิเตอร์ ถอดรหัสข้อมูลที่กู้คืนมาจากฐานของ EDEN อย่างต่อเนื่องแสงจากหน้าจอหลายสิบจอสะท้อนทั่วห้อง แต่ไม่มีใครละสายตาจากชายหนุ่มที่นั่งอยู่หัวโต๊ะประชุมฉิน…ในมือของเขายังคงถือจดหมายของอเล็กเซย์เหลืออีกเพียงหน้าสุดท้ายหน้าที่เขาไม่กล้าเปิดอ่านมาตลอดนิ้วเรียวยาวลูบผ่านกระดาษเก่าที่เริ่มซีดตามกาลเวลาอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าความทรงจำทั้งหมดจะสลายหายไปพร้อมกับมันรอบโต๊ะประชุม…อีวาน ดมิทรี ไนท์ และจิน ต่างนั่งเงียบ ไม่มีใครเร่งรัด ไม่มีใครพูดอะไรเพราะทุกคนรู้ดีว่า…คำตอบที่ฉินตามหามาตลอดสิบปี กำลังรออยู่ในหน้ากระดาษเพียงแผ่นเดียวฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนค่อย ๆ คลี่กระดาษออกลายมือของอเล็กเซย์ยังคงหนักแน่น แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปีเขาเริ่มอ่านออกเสียงช้า ๆ“ถึงลูกชายของพ่อ…”“เมื่อถึงวันที่ลูกอ่านหน้าสุดท้ายของจดหมายฉบับนี้…”“แปลว่าลูกเดินมาไกลกว
ห้องบัญชาการของ Black Raven ยังคงเงียบสนิทมีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์หลายสิบจอที่สะท้อนบนใบหน้าของทุกคนไมโครฟิล์มจากนาฬิกาพกของอเล็กเซย์ถูกฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่กลางห้องแผนผังองค์กรสีดำค่อย ๆ ปรากฏชัดPROJECT EDENชื่อดังกล่าวอยู่ตรงกลางของแผนผัง ก่อนแตกแขนงออกเป็นหลายหน่วยงานมีทั้งฝ่ายวิจัยฝ่ายรักษาความปลอดภัยฝ่ายลำเลียงและหน่วยปฏิบัติการพิเศษชื่อของเชอร์เกย์เป็นในหนึ่งในหน่วยปฏิบัติการแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเงียบลงคือเหนือชื่อของเขา…ยังมีลำดับชั้นอีกหลายระดับส่วนตำแหน่งสูงสุดถูกปิดทับไว้ด้วยแถบสีดำราวกับอเล็กเซย์จงใจไม่ให้ใครรู้ว่าคนที่อยู่บนสุดคือใครฉินจ้องภาพนั้นไม่กะพริบสมองของเขาเริ่มเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกันคืนที่พ่อเสียชีวิตการทรยศของเชอร์เกย์การลักพาตัวอันดารวมถึงการโจมตีที่โกดัง A-17ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผลแต่เป็นหมากที่ถูกวางไว้ล่วงหน้ามานานหลายปีดมิทรียืนกอดอกอยู่ด้านหลังก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“อเล็กเซย์ไม่ได้เก็บไมโครฟิล์มไว้เพื่อบอกว่าใครเป็นศัตรู”เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนใช้นิ้วชี้ไปยังสัญลักษณ์เล็ก ๆ มุมล่างของแผนผัง“เขากำล
เสียงปืนยังคงดังเป็นระยะจากด้านหน้าโกดังลูกกระสุนเจาะกำแพงคอนกรีตจนเศษปูนแตกกระจายดมิทรียืนประจำตำแหน่งอยู่หน้าทางเดิน มือขวายกปืนขึ้นยิงตอบโต้โดยไม่ลังเลปัง!ชายชุดดำที่กำลังวิ่งเข้ามาทรุดลงทันที“ฉิน!”เสียงอีวานดังขึ้น“ออกทางด้านหลัง!”ฉินพยักหน้า ก่อนเก็บซองจดหมายของอเล็กเซย์ไว้ในเสื้อสูทด้านในอย่างระมัดระวังส่วนกล่องไม้และเอกสารทั้งหมด จินเป็นคนรับหน้าที่ถือไว้ทั้งสี่คนรีบเคลื่อนตัวออกจากห้องลับดมิทรีเป็นคนสุดท้ายที่ถอยออกมาก่อนผลักประตูเหล็กปิดและเลื่อนชั้นเหล็กกลับเข้าที่อย่างรวดเร็ว“ต่อให้พวกมันเข้ามา…”เขาพูดเสียงเรียบ“…ก็จะเสียเวลาอีกพักใหญ่กว่าจะหาห้องนี้เจอ”เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านหน้าโกดังตูม!แสงสีขาวสว่างวาบไปทั่วอาคารตามด้วยเสียงตะโกนของลูกน้องอีวาน“ถอยครับ!”“พวกมันเข้ามาแล้ว!”ดมิทรีหันมองอีวานทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนอีวานจะพยักหน้า“ไป”ทั้งกลุ่มรีบวิ่งออกทางประตูด้านหลังโกดังด้านนอกเป็นทางเดินแคบที่ถูกต้นไม้รกปกคลุมฝนเมื่อคืนทำให้พื้นเต็มไปด้วยโคลนจินหันกลับไปมองโกดังเสียงปืนยังดังไม่หยุดควันสีเทาค่อย ๆ ลอยขึ้นเหนือหลังคาฉินกำหมัดแ
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดผ่านม่านหมอกสีเทาเหนือพื้นที่อุตสาหกรรมร้างทางตอนเหนือของเมือง ขบวนรถเอสยูวีสีดำสามคันค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ ก่อนหยุดลงริมถนนคอนกรีตที่แตกร้าวตามกาลเวลา เบื้องหน้าคือโกดังเก่าหลังหนึ่ง อาคารคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมแทบทั้งหลัง ป้ายเหล็กที่ขึ้นสนิมยังคงแขวนเอียงอยู่เหนือประตู A-17 ฉินมองตัวอักษรสองตัวนั้นนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ นี่คือสถานที่สุดท้าย… ที่พ่อของเขาเคยเข้ามา อีวานก้าวลงจากรถก่อนเป็นคนแรก สายตาของเขากวาดมองพื้นที่โดยรอบอย่างระมัดระวัง แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสิบปี แต่สัญชาตญาณของอดีตมาเฟียยังไม่เคยหายไป “ผิดปกติ…” เขาพูดเบา ๆ ดมิทรีซึ่งยืนอยู่ข้างกันพยักหน้าช้า ๆ “เงียบเกินไป” จินเหลือบมองป่าโปร่งด้านข้างโกดัง ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงแมลง แม้แต่สายลมยังแทบไม่พัดผ่าน บรรยากาศเหมือนเป็นธรรมชาติแต่เงียบสงบเกินไป ฉินขมวดคิ้ว “มีอะไรหรือเปล่าครับ” ดมิทรีไม่ได้ตอบในทันที เขาคุกเข่าลงแตะพื้นดินหน้าประตูโกดัง ปลายนิ้วลูบผ่านโคลนที่ยังชื้นจากฝนเมื่อคืน ก่อนจะยกขึ้นมาดู มีคราบดินสีเข้มติดอยู่เพียงบาง ๆ “มีรถเข
รถเอสยูวีสีดำแล่นฝ่าสายฝนเข้าสู่คฤหาสน์ของอีวานประตูเหล็กบานใหญ่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างเงียบๆ ก่อนปิดลง ราวกับตัดโลกภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิงฉินมองผ่านกระจกรถทุกอย่างที่นี่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด แม้เขาจะไม่เคยก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้มาก่อนสวนสนถูกตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ น้ำพุหินอ่อนกลางลานยังคงทำงาน ทว่าบรรยากาศกลับเงียบจนผิดปกติไม่มีเสียงพนักงานไม่มีเสียงสนทนามีเพียงชายชุดดำยืนประจำตำแหน่งอยู่ตามจุดต่าง ๆรถหยุดสนิทหน้าตัวอาคารชายวัยกลางคนที่มารับพวกเขาเปิดประตูให้ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ“นายท่านรออยู่ในห้องทำงานครับ”ฉินก้าวลงจากรถโดยไม่ลังเลจินเดินตามมาติด ๆ พลางกวาดสายตามองรอบตัวด้วยความระมัดระวัง“ผมไม่ชอบที่นี่เลยครับ”เขาพูดเบา ๆ“เงียบเกินไป”ฉินพยักหน้า“คนที่ผ่านสงครามมา มักทำให้บ้านเงียบกว่าปกติ”ทั้งสองเดินผ่านโถงทางเดินยาวบนผนังแขวนภาพถ่ายหลายใบส่วนใหญ่เป็นภาพวิวทิวทัศน์และงานศิลปะ ไม่มีภาพครอบครัวแม้แต่ใบเดียวจนกระทั่งฉินหยุดฝีเท้าภาพหนึ่งที่แขวนอยู่สุดทางเดินทำให้เขานิ่งไปเป็นภาพชายสองคนยืนเคียงกันในวัยหนุ่มคนหนึ่งคืออีวานส่วนอีกคน…แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ฉินจ







