LOGINเขาชะงักชั่วครู่ ก่อนจะหลุบมองพื้นพลางถอนหายใจยาวผ่านปลายจมูก
สักอึดใจเดียว เฮียฟิวส์เหลือกตาขึ้นมองกันอีกครั้งพร้อมขยับริมฝีปากตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ฉันกับเจนิสา เคยมีเรื่องบาดหมางกัน แต่มันนานมากแล้วละ”
“อ๋อ…” ฉันพยักหน้าเข้าใจ ไม่ต่างจากที่คิดไว้เท่าไหร่
“อยากรู้ไหม ว่าเรื่องอะไร”
“ไม่ค่ะ” คำปฏิเสธของฉัน ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามย่นคิ้วด้วยความสงสัย
“หืม?”
“มันเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เพลินสนใจแค่ปัจจุบันมากกว่า เพราะถึงเฮียจะเล่าให้เพลินฟัง มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้ เสียเวลาเปล่า”
หลังจากที่ฉันพูดจบ เขาดูนิ่งไปแบบคาดเดาไม่ได้
“ใครสอนให้คิดแบบนี้”
“ม้าค่ะ” แน่นอนว่าทุกวันนี้ที่ฉันมีความสุขได้เพราะการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ตามคำสอนของม้า การมีครอบครัวที่ดี พร้อมซัพพอร์ตทุกเรื่อง มันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่หลักๆ ก็ต้องพึ่งตัวเอง
“เพลินว่าคุณเจนิสา เธอดูน่าสงสาร”
“ยังไง”
&ld
“หือ จะรีบไปไหน” ไอ้วาโยหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ก่อนมันจะออกแรงดึงให้ผมนั่งลงที่เดิมผมตวัดตามองพร้อมส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอด้วยความหงุดหงิดและไม่ใช่แค่นั้นมันยังชะโงกหน้าไปส่งสัญญาณให้ว่าที่น้องสะใภ้พาตัวแปรสำคัญเข้ามาอีกด้วยปรากฏรอยยิ้มมุมปากแสนเจ้าเล่ห์แทบจะพร้อมกันในตอนที่สองสาวเดินมาหยุดยืนข้างโซฟาไอ้วาโยยังออกแรงลากผมขยับเข้าไปใกล้มัน เพื่อให้มีที่เหลือเพียงพอสำหรับอีกหนึ่งคนก่อนที่มิณจะดันไหล่เพื่อนสนิทนั่งลงข้างผมตามสเต็ปแบบไม่ต้องรอคำสั่ง เหมือนพวกมันสื่อสารกันด้วยจิตวิญญาณได้ และมิณก็พาตัวเองไปนั่งข้างว่าที่สามีอย่างสบายใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมสะบัดมือออกจากไอ้เพื่อนเวรเกลียดการทำงานเป็นทีมของพวกแม่งนี่ซะจริงผมถอนหายใจแรงพลางโคลงศีรษะไปมาพร้อมรับชะตากรรมตัวเอง เตรียมตบหน้าผากรอเลย หายนะ…หายนะชัดๆ“ไง หายดีแล้วเหรอ” เสียงทักทายจากไอ้หมอไวน์ ส่งผลให้คนตัวเล็กข้างๆ ผม สะดุ้งเล็กน้อย“คะ…ค่ะ หายแล้ว” อาการประหม่าถูกแสดงออกมาเด่นชัด แน่นอนว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาสำห
[Part Peerakan]19:30 น.@Sosay Pub ผมชะงักเล็กน้อยในตอนที่เปิดประตูห้องประจำเข้ามาแล้วเห็นเพื่อนตัวเองนั่งก้มหน้ากดหน้าจอสี่เหลี่ยมกันครบทีม ขาดก็แต่ไอ้เจ้าของผับคนเดียว ข้อมือถูกยกขึ้นเพื่อดูเวลาเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง คิ้วหนาเลื่อนเข้าหากันด้วยความสงสัยทันที ปกติเวลานี้ต้องเหลือแค่ไอ้หมอคนเดียวนะ ส่วนไอ้พวกที่มีเมีย ไม่เคยเห็นโผล่หัวมาเวลานี้สักทีแล้ววันนี้มันเกิดอาเพศอะไรขึ้นตอนนี้ไม่มีใครสนใจผมสักคน เพราะกำลังจริงจังกับโลกออน์ไลน์ในมือถือตัวเองอยู่“ทำไมวันนี้รวมตัวกันเร็วจังวะ” ผมเอ่ยถามขณะทิ้งตัวลงนั่งข้างไอ้วาโย ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นไอ้แม็กซ์กับไอ้หมอไวน์ โซฟาตัวเล็กที่ตั้งปิดซ้ายและขวา เป็นที่ของไอ้ยูตะและไอ้ธาม ตามลำดับ“เมียไม่อยู่” ไอ้แม็กซ์ตอบทั้งที่ยังก้มหน้าพลางขยับนิ้วรัวลงหน้าจอ“แล้วมึง?” คราวนี้ผมหันมาหาไอ้คนข้างๆ ที่มีลักษณะไม่ต่างกัน ง่ายๆ คือทุกคนในที่นี้อยู่ในท่าทางเดียวกันหมด“ก็ไปอยู่กับเมียไอ้ห่านั่นแหละ” ไอ้ห่านั่
“อุ้ย…” เสียงอุทานอย่างแผ่วเบาของคุณเตตอนที่เห็นเจ้านายตัวเอง ยืนล้วงกระเป๋าด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความหงุดหงิด เฮียฟิวส์เหลือบมองฉันวูบหนึ่ง ก่อนเลื่อนมองผู้ช่วยของตัวเอง ส่งผลให้คนถูกจ้องถึงกับต้องรีบบอกลา“ไปก่อนนะ”ฉันยิ้มรับเล็กน้อย หลังจากนั้นคนที่อยู่ในตำแหน่งน้อยกว่า รีบสาวเท้าตามไปด้วยความเร่งรีบ ฉันมองตามแผ่นหลังผู้ชายสองคนจนหายเข้าไปในลิฟต์ จึงเริ่มก้าวเดินไปยังจุดหมายของตัวเอง พลางเม้มปากกลั้นยิ้มไปตลอดทางใช้เวลาไม่นานฉันก็มาถึงห้องเอกสาร แต่พอไฟถูกเปิดจนติดสว่าง กลับมีสิ่งที่ทำให้ต้องประหลาดใจ บางอย่างผิดแปลกไปจากเดิม หมายถึงบันไดที่ใช้เป็นประจำ มันถูกเปลี่ยนเป็นของใหม่เอี่ยมที่ดูแข็งแรง ทนทานมากกว่าเดิม ฉันตรงเข้าไปทดสอบทันที ลองจับโยกไปมา และพบว่าไม่มีความโคลงเคลงเลยแม้แต่น้อยรอยยิ้มผุดขึ้นทันทีที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อนแล่นเข้ามาฉายซ้ำไม่หยุดก่อนจะปลดล็อกหน้าจอมือถือและต่อสายหาคนที่อยู่ในความคิดเขาไม่เคยปล่อยให้ฉันรอสายนานสักครั้ง“ยังอยู่กับคุณเตรึเปล่าคะ” ฉันสอบถามเพื่อความแน่ใจว่าเขาจะสะดวกคุย เพราะเราเ
[Part Plernta]@พีพีเอ็นอาทิตย์ต่อมา…หลังจากที่ฉันกลับมาทำงาน ทุกอย่างดูปกติ จนเหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้น แถมไม่มีชื่อของคุณเจนิสาในฐานข้อมูลลูกค้าอีกด้วย คล้ายกับเธอไม่เคยมีตัวตนเฮียฟิวส์จัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีไหนนะ ถึงทำให้คนที่นี่ปิดปากเงียบได้ขนาดนี้สิ่งเดียวที่มั่นใจคือเฮียฟิวส์ไม่มีวันทำร้ายผู้หญิง ไม่ว่าเขาจะดูเย็นชาแค่ไหน ลึกๆ เขาไม่ใช่ผู้ชายแบบนั้น แต่มันก็อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี“เพลิน”เสียงเรียกจากพี่ฟ้าดึงให้ฉันหลุดจากความคิด ก่อนจะหมุนเก้าอี้กลับหลัง“เตรียมบิกินี่รึยัง” คำถามที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นของรุ่นพี่คนเดียวที่คอยสอนงานและช่วยเหลือตลอด เอาจริงๆ ถ้าไม่มีพี่ฟ้านี่ นึกไม่ออกเลยว่าสภาพตัวเองจะเป็นยังไงแต่เมื่อกี้เธอพูดถึงบิกินี่?“ใส่ได้เหรอคะ” ฉันโพล่งออกไปด้วยความตกใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าพี่ฟ้าต้องหมายถึงกิจกรรม outing ของบริษัทที่จะมาถึงในอีกสองวันข้างหน้าและฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเขาอนุญาตให้แต่งตัวน้อยชิ
หลังเสียงสัญญาณรถพุ่งตัวออกด้วยความเร็วและไม่มีตกตลอดเส้นทาง ถึงจะไม่ใช่คันโปรดที่คุ้นเคย แต่มันก็ยังทำหน้าที่ได้ดี สมกับเป็นรถในสังกัดของไอ้วาโยจริงๆและดูเหมือนผมจะประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำไปหน่อย เพราะมันตีคู่สูสีมากับผมแบบไม่ทิ้งห่าง นั้นแปลว่าถ้าผมพลาดแม้แต่นิดเดียว โอกาสจะชนะอาจถูกแย่งไปเพื่อนรักอาจเสียรถเป็นคันที่สอง แต่ใครจะยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นกันเล่า…ผมเหยียบสุดตีนในโค้งสุดท้ายและชิงชัยชนะได้อย่างฉิวเฉียด แต่ก็ดูสมศักดิ์ศรีเสียงเบรกเอี๊ยดยาวดังลั่นสนาม ก่อนที่ผมจะเปิดประตูลงจากรถ โดยมีไอ้พวกเวรมารอแท็กมือกันครบ หลังจากนั้นหน้าที่ทุกอย่างตกไปอยู่กับไอ้เจ้าของสนามส่วนผมก็พาตัวเองขึ้นไปยังห้องประจำของกลุ่มด้านบน โดยมีไอ้หมอไวน์ และไอ้แม็กซ์ตามขึ้นมาด้วยผมกระแทกตัวลงบนโซฟาพลางระบายลมหายใจยาวหลายครั้งติด“บุหรี่ตัวดิ๊” ไอ้แมกซ์พูดขึ้นขณะนั่งลงข้างผม และไอ้หมอไวน์เดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม“ไม่มี” ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้แตะมันเลย ไม่พกติดตัวด้วย“อะไรคือไม่มีวะ” คนขอเลิกคิ้วมองผมด้
“ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” สองมือเล็กยกขึ้นโบกลาพร้อมยิ้มหวานและปิดประตูใส่ผมทันทีให้มันได้ยังงี้…ผมจับฮูดขึ้นคลุมหัวตัวเองท่าทางกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะเดินกระแทกเท้าไปที่รถตัวเอง คล้ายกับถูกขัดใจ@สนามแข่งรถใช้เวลาไม่นานผมก็มาถึงสนามแข่งรถของไอ้วาโย รอบนอกเต็มไปด้วยผู้คนมากมายและยังคงบรรยากาศครึกครื้นเหมือนเดิม สมกับเป็นแมตช์สำคัญลงจากรถได้ผมก็ตรงไปยังโรงเก็บซูเปอร์คาร์ที่มีไว้สำหรับลงสนามทันที“โอ้โหกว่าจะตอบรับได้ ปล่อยให้เพื่อนรอจนรากงอก” เสียงทักทายแรกจากไอ้หมอไวน์ที่นั่งห้อยขาอยู่บนตู้เก็บอุปกรณ์ด้านซ้ายมือดังขึ้นตั้งแต่ปลายเท้าผมยังก้าวไม่พ้นขอบประตูแต่ผมยังคงเดินต่อโดยไม่สนใจเสียงหมาที่มันเห่าอยู่ข้างทาง และเสียงหมาตัวที่สองก็ดังตามขึ้นมาติดๆ“นั้นดิ สงสัยรอคำอนุญาตจากใครอยู่ล่ะมั้ง”ผมตวัดตามองไอ้แม็กซ์ที่ยืนพิงตู้เดียวกับที่ไอ้หมอไวน์นั่งนั่นแหละและผมยังคงเงียบจนเดินไปหยุดยืนข้างไอ้ธาม ที่กำลังไล่สำรวจซูเปอร์คาร์สีบรอนซ์เงิน ซึ่







