Masuk"มันใช่ฮอนด้าซะที่ไหน โลโก้มันอาจจะคล้ายกัน แต่นั่นมันรถฮุนไดสัญชาติเกาหลีต่างหากแกอ่ะมั่วอีพี!"
แพรวโต้เถียง เธอดึงตัวเองกลับมานั่งพิงพนักตามเดิม
.
แล้วทั้งสองคนตรงเบาะหน้าก็สาดน้ำลายใส่กันอีกยก ต่างคนต่างอ้างเหตุผลของกันและกัน แพรวบอกว่าเธอนั่งรถเปรมมาหลายครั้ง ในขณะที่พีก็บอกว่าเขาเคยนอนกอดผู้ชายในรถคันนี้มาแล้วหลายหน ซึ่งเป็นอะไรที่เหนือชั้นกว่าของแพรวมาก จนกระทั่งเวลาผ่านไปครูใหญ่ สัญญาณไฟเขียวก็สว่าง ล้อรถเริ่มเคลื่อนที่ออกไปข้างหน้าอีกครั้ง โดยที่สมาธิของคนขับนั้นกระเจิดกระเจิงไปพร้อมกับบทสนทนาแล้ว
.
ความรีบหายไปจนเกลี้ยงฝอยน้ำลายพ่นใส่กันนับสิบหยด จึงไม่แปลกที่ทิวทัศน์ด้านข้างจะไม่ถูกสนใจเลย ลำพังขับไปข้างหน้าให้ได้โดยไม่ชนใครก็ถือว่าเก่งแล้ว
.
"พี่เปรมเขาก็ต้องอยู่หอสิ! เขาเป็นประธานหอนะ เขาจะมาทำอะไรตรงนี้อีบ้า!"
แพรวพยายามย้ำ หล่อนปล่อยมือออกจากเข็มขัดนิรภัยเพราะรถมันแล่นช้ามาก ๆ
.
"เหอะ! หอที่ไม่มีคนอยู่สักคนสิไม่ว่า! ยังไงซะนั่นก็คือรถของพี่เปรมแน่นอน มึงอย่ามาเถียงกูเลยอีแพรว!"
.
พีให้เหตุผลโต้กลับโดยหารู้ไม่ว่าพ้นจากทางโค้งข้างหน้านี้ไป จะมีด่านตรวจเคอร์ฟิวตั้งอยู่หนึ่งจุด เวลา 22 .03 น. ถึงจะเป็นเส้นทางในมหาลัยก็จริง แต่ความผิดฐานฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินและละเมิดมาตราการเคอร์ฟิวก็ถือว่าเกิดขึ้นซึ่งหน้าไปแล้ว พวกเขาไม่รอดแน่ถ้าโดนจับ แล้วก็คงไม่แคล้วโดนบันทึกประวัติขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกหลายรอบ
.
เพราะการทะเลาะกันเป็นเหตุแท้ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเปรม ป่านนี้ทุกคนก็คงจะไปถึงหอพักนอนหลับพักผ่อนกันแล้ว
.
"ปี๊ดดดดดดดดด!"
เสียงนกหวีดดังลากยาวจากเจ้าหน้าที่ พร้อมกับการยกมือขึ้นห้าม
.
"หยุดตรวจ! ลดกระจกลงด้วยครับ!"
เขาตะโกนพลันเดินมาเคาะกระจกป๊อก ๆ เป็นสัญญาณให้คนข้างในรู้
.
แสงไฟสีแดงสลับน้ำเงินในด่านหมุนติ้ว ๆ ป้ายไฟคำว่า "หยุดตรวจ" พื้นสีขาวสว่างไสว ที่ด้านหลังมีเต็นท์ผ้าใบหลังใหญ่แบบที่พวกชาวบ้านชอบกางกันเวลามีงานศพ มีป้ายผ้าไวนิลที่มีอักษรเขียนว่า "ด่านตรวจคัดกรอง covid-19" แขวนห้อยไว้ตรงกลางอย่างชัดเจน
.
ทำเอาทั้งสามคนถึงกับหน้าชา อยากทะเลาะกันต่อนะแต่มันก็ไม่ใช่เวลาอีกต่อไปแล้ว ทุกคนมองหน้ากันเหลอหลาคล้ายจะทำอะไรไม่ถูก แพรวกลับมากำเข็มขัดนิรภัยเอาไว้แน่น กลัวตายจากการขับของพีก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าลูกสาวโดนจับที่ด่าน covid พร้อมกับปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดที่มากกว่า 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ล่ะก็ มีหวังงานนี้ได้ตายกันจริง ๆ แน่
.
เสียงเคาะกระจกถี่รัวและดังขึ้น พีเองก็นิ่งเช่นกันเขาเหงื่อแตกซิกเป่าปากพรู สายตากลับมามองตรงไปข้างหน้าอีกครั้ง แล้วก็ได้แต่หวังว่าตัวเองจะไม่คิดทำอะไรโง่ ๆ อย่างการขับแหกด่าน ดีหรือชั่วขาวหรือดำกำลังตีกันนัวอยู่ในภวังค์ความคิด ฝ่าเท้านาบกับแป้นคันเร่งแตะเอาไว้ ก่อนจะอ่าวโอ้ถึงเปรมผู้จุดประเด็นเพราะถ้าไม่ใช่การเถียงกันในเรื่องของเขาเคสนี้ก็คงไม่เกิด
.
"ก๊อก ๆ , ก๊อก ๆ , ก๊อก ๆ"
.
"ดับเครื่องแล้วลงมาด้วยครับ!"
คราวนี้เปลี่ยนเป็นตะคอก หน้ากากอนามัยกับเฟสชิวที่ยื่นจ่อเข้ามาบ่งบอกว่าด่านตรงนี้รัดกุมขนาดไหน
.
และพอเห็นว่าจวนตัวแล้วมิวท์ก็เลยออกโรง เธอที่เงียบมานานตัดสินใจล้วงมือลงไปในกระเป๋าถืออีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะควานข้ามสมาร์ทโฟนตัวเองที่เพิ่งหาเจอไป แล้วก็หยิบหน้ากากอนามัยอันใหม่ออกมา 3 อันรวด!
.
"ใส่ซะแล้วตั้งสติ! นิ่ง ๆ เข้าไว้นะทุกคน ถ้าเจรจาดี ๆ เราอาจจะรอด! อย่างน้อยเจ้าหน้าที่เขาก็น่าจะเห็นในความเป็นนิสิตของเราบ้าง"
มิวท์ออกความคิด พลางยื่นหน้ากากให้
.
"ขอบใจนะมิวท์.."
แพรวหันมายิ้ม แต่ตาเธอโคตรแดง ทั้งกึ่มทั้งเมา
.
"โดยเฉพาะเธอแพรว! ใส่แมสแล้วปรับลวดตรงสันจมูกให้แน่น ลงรถไปพยายามอย่าพูดอะไร อย่าให้กลิ่นแอลกอฮอล์พ่นออกไปจากลมหายใจเธอได้เด็ดขาด แล้วก็ใส่แว่นนี้ไว้ด้วยจะได้ปิดบังสายตา"
.
มือเรียวยังคงควานหาของในกระเป๋า แล้วก็ได้ออกมาเป็นแว่นสายตาอันหนึ่งที่มีกรอบง่อย ๆ เป็นสีส้มสะท้อนแสง มิวท์คิดว่ามันน่าจะดีกว่าแว่นกันแดดสีดำ ในสถานการณ์และเวลาแบบนี้การใส่แว่นดำจะทำให้ผิดสังเกตได้ง่าย ประกอบกับขอบแว่นสีส้มก็น่าจะพอกลบความฉ่ำของตาแพรวได้
.
"อะ.. อืม.. ฉันจะทำตามที่เธอบอกนะ"
เพื่อนสาวรับปาก
.
ระหว่างนั้นพีก็สังเกตอยู่ตลอด สิ่งที่มิวท์ทำช่างเป็นอะไรที่มากกว่าความเป็นเพื่อน เหมือนเธอจะมีจิตใจโอบอ้อมเมตตาอยู่ตลอดเวลา และถึงเขาจะเป็นกระเทยแต่ลึก ๆ แล้วพีก็ยังมีฮอร์โมนเพศชายผลิตออกมาจากอัณฑะอยู่ เขารู้สึกละอายใจเหลือเกินที่ต้องมาเป็นคนที่ถูกปกป้อง แทนที่จะเป็นตัวเองที่คอยปกป้องผู้อื่น
.
สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด ตบหน้าตัวเองพั๊ว ๆ อยู่สองสามที พลันมองกระจกก่อนจะสวมแมสที่มิวท์ให้มา
.
"มา! เป็นไงเป็นกันสิวะ! กูพร้อมแล้ว!"
กระเทยควายคิดในใจ
.
"ทุกคนไม่ต้องกลัว! เดี๋ยวพอเปิดประตูลงไปที่เหลือฉันจะเป็นคนคุยเอง พวกเราต้องรอดไปด้วยกัน!"
.
ปลุกใจเพื่อนราวกับพระอาจารย์ธรรมโชติแห่งหมู่บ้านบางระจัน แต่นั่นก็นับว่าช่วยเพื่อนได้มากโข ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้เหตุการณ์ยาวนานต่อไป
.
.
"กลั๊กกกก!!!!"
เสียงประตูด้านข้างคนขับคลายล็อคออก ตามติดมาด้วยบานอื่น ๆ ที่ดัง "กลั๊กกกก" ไล่หลังมาติด ๆ ทุกคนลงจากรถโดยมีพียืนอยู่หน้าสุดตามแผน
.
ก่อนที่ต่อมาทั้ง 3 จะถูกนำตัวไปที่เต็นท์ ระหว่างเดินเจ้าหน้าที่ใต้หน้ากากเฟสชิวก็ได้แจ้งข้อหาให้พวกเขาฟังไปด้วย ว่ามีความผิดมาตราไหนบ้าง แล้วพอลองมองย้อนกลับไปที่รถอีกครั้งก็พบว่าตอนนี้มีเจ้าหน้าที่มากกว่า 3 นาย ที่กำลังส่องไฟฉายค้นรถของพวกเขาอยู่
.
"เย็นไว้.. ใจเย็นไว้.. เราต้องรอด"
พีคิด
.
แพรวเองก็ก้มหน้าก้มตาเดินตามต้อย ๆ ปกปิดสถานะตามที่มิวท์บอก ส่วนตัวมิวท์นั้นค่อนข้างผิดคาดเพราะดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยเครียดเท่าไหร่เลย เธอยังคงเดินไปพลางกดโทรศัพท์คุยแชทไปด้วยไม่เดือนไม่ร้อน
.
แต่ทว่า! ทันทีที่มาถึงและนั่งลงที่โต๊ะจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องก็มาถึง เมื่อจู่ ๆ พีก็ทุบกำปั้นลงที่โต๊ะเสียงดัง!
.
"โครมมมมม!!"
.
เขาหันมาพูดกับแพรวว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องนี้จะจบในเวลาอันสั้นเพราะเขามีพ่อ
.
"ชู่วววว.. หมายความว่าไง? พ่อแกเป็นนักการเมืองหรอ? หรือเป็นคนใหญ่คนโต?"
แพรวกระซิบถาม
.
"เปล่าหรอกพ่อฉันแค่โดนจับเมาแล้วขับบ่อยน่ะ แกก็เลยรู้จักตำรวจ สน.นี้ทั้งโรงพัก โทรเรียกไปแล้วอีกประเดี๋ยวก็คงมา"
.
กระซิบกันเสร็จพีก็ได้ส่งสมาร์ทโฟนที่มีสายของพ่อค้างอยู่ ให้นายตำรวจในเต็นท์คุย
.
"อีพี! อีเวร! แล้วมันจะได้เรื่องไหมเนี่ยะ!?"
ศอกแหลม ๆ กระทุ้งเข้าสีข้าง แพรวป้องปากถามน้ำเสียงดูเป็นกังวลสูงสุด
.
"เอาน่าาาาามึง.. อย่างมากก็แค่รอลงอาญา ไม่ถึงกับติดคุกหรอก"
.
สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความสับสน ความมืดดำแห่งราตรีกาลยังไม่อับแสงเท่าคนสามคนในเต็นท์แห่งนี้ แพรวรู้สึกแย่มากจริง ๆ เนื่องจากสิ่งที่พีทำมันไม่ถูกต้อง แพรวไม่ชอบเอาเปรียบสังคมด้วยการโกงแบบนี้เลย แล้วบางทีมิวท์เองก็น่าจะคิดเช่นนั้น เธอถึงได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ออกไปรับโทรศัพท์ อาจจะเป็นสายสำคัญเพราะเห็นหายไปนานแล้ว
.
.
ตัดภาพมาที่มิวท์สาวตัวเล็กลุคคุณหนูคาวาอี้ เป็นไปได้สูงที่ปลายสายของเธอจะเป็นทีมทนายจากบริษัท AP ของพ่อแม่ แต่ไม่ใช่เลย! เพราะคนที่เธอคุยอยู่ก็คือ "เปรม" ใช่! เปรมรุ่นพี่เภสัช! ที่สองเพื่อนรักพยายามจะเคลมเอาเป็นผัวกันให้ได้นั่นแหละ
.
"ไม่ได้ค่ะพี่! มิวท์อยู่กับแพรวเราจะมาแอบคุยกันแบบนี้ไม่ได้นะคะ! มิวท์ไม่อยากหักหลังเพื่อน"
.
/ได้ไงล่ะ! ก็ตอนนี้พี่ยืนอยู่หน้าห้องมิวท์แล้วเนี่ยะ /
.
"ห๊ะ! , งั้นก็หมายความว่ารถคันที่ฝ่าไฟแดง..เมื่อกี้!?"
.
/พูดเรื่องอะไร? แต่ช่างเหอะ! เอาเป็นว่าพี่จะรอแล้วกันไปไหนไม่ได้ด้วยสิ.. ข้างนอกเขาเคอร์ฟิวกันหมดเลย รับผิดชอบพี่ยังไงดีน๊าาาา.. เห็นทีต้องนอนห้องมิวท์แล้วล่ะถ้างั้น^^ /
.
"บ้า! พี่เปรมบ้า!"
.
.
หัวใจเต้นโคตรแรงหว่างขาร้อนวูบวาบหวั่นไหว มิวท์กดตัดสายโทรศัพท์ทิ้งไป พลางยืนคิดนิ่ง ๆ ว่าจะตัดอะไรทิ้งได้อีกบ้างระหว่างเพื่อนรัก กับ คนรัก (ของเพื่อน)
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







