LOGINสาวเจ้านัยต์ตาสวยเดินย้อนกลับมาหาเพื่อน มิวท์เก็บสมาร์ทโฟนใส่ไว้ในกระเป๋าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ประเด็นที่สนทนากันเมื่อครู่คือการคบชู้ยั่วผัวเพื่อนเห็น ๆ ในหัวเธอกำลังรบราฆ่าฟันระหว่างถูกผิด เปรมบอกเลิกแพรวไปแล้วนั่นคือความจริง แต่ความจริงอีกข้อที่ว่าแพรวเป็นเพื่อนสนิทของเธอก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ ดูทรงแล้วการปล่อยตัวปล่อยใจคงไม่ทำให้เธอหลุดพ้นจากการเป็นผู้มีมลทินมัวหมอง
.
"ทำยังไงดี.. เราจะทำยังไงดี.. จะผ่านสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ยังไง ขึ้นห้องก็ไม่ได้เพราะมีพี่เปรมดักรออยู่ โถ่เอ๊ย!"
กัดเล็บเครียดจนไม่รู้จะหาทางออกยังไง รู้ตัวอีกทีหน้าขาส่วนบนก็ชนเข้ากับขอบโต๊ะของเจ้าหน้าที่ซะแล้ว
.
"โครมมมม!"
.
"เฮ๊ย! , น้อง!"
ร่างหนาในชุดยูนิฟอร์มลุกขึ้นเท้าสะเอว
.
"ขอโทษค่ะ.. หนูเดินใจลอยไปหน่อย ต้องขอโทษด้วยนะคะ!"
มิวท์รีบแก้ตัว
.
ทว่าเจ้าหน้าที่หุ่นหมีคนนั้นกลับเบี่ยงประเด็นไปทางอื่น
.
"พี่ไม่ได้หมายถึงน้อง พี่หมายถึงเพื่อนน้องสองคนนี้ต่างหาก บอกขอใช้โทรศัพท์โทรหาที่บ้านจนครึ่งชั่วโมงผ่านไปยังไม่ได้เรื่องอะไรเลย พี่ว่าน้องสามคนเซ็นต์รับสารภาพซะเถอะเรื่องมันจะได้จบ ๆ จะลีลาไปเพื่อ หลักฐานก็เห็นอยู่ทนโท่ กล้องวงจรปิดก็มี"
ตวาดเสียงดังจนน่ากลัว จากมือที่ท้าวสะเอวอยู่บัดนี้ย้ายขึ้นมากอดอกหุนหัน
.
ทำให้มิวท์ต้องนั่งลงร่วมโต๊ะกับพีและแพรวตามระเบียบ นิสิตสามคนนั่งตัวสั่นหวาดผวาไม่ต่างจากลูกหมาที่โดนเอาไปปล่อยวัด ที่ต่างจากคนอื่นหน่อยก็เห็นจะเป็นแพรวผู้มีแอลกอฮอล์อยู่ในกระแสเลือดมากกว่าคนอื่น เธอยังคงไม่รู้ความจริงว่ามิวท์แอบไปโทรศัพท์กับใคร แล้วมิวท์เองก็เหมือนจะคิดได้ในใจว่าสิ่งที่ทำนั้นมันผิด เธออาจจะสำนึกผิดแล้วก็ได้ ก็เลยเอื้อมมือขึ้นไปโอบไหล่แพรวเอาไว้พลางดึงเข้ามากอด
.
"ไม่ต้องกลัวนะแพรว.. เดี๋ยวมิวท์จัดการเองถ้าไม่รอดยังไง คนของคุณพ่อก็จะเคลียร์ให้เราได้^^"
.
ดวงตาของทั้งสองจ้องมองกัน ดวงหน้าใกล้กันไม่ถึงเสี้ยวเซนติเมตร ทว่าจู่ ๆ พีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็สะดีดสะดิ้งขึ้นมา เขากระโดดโลดเต้นโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณว่าพระบิดาได้เสด็จมาถึงแล้ว
.
"มาแล้วค่ะ! , มาแล้ว! , พ่อหนูมาแล้ว! เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยคุณตำรวจพวกคุณโดนแน่!"
พีตะโกนด้วยความมั่นใจ จนกลายเป็นมิวท์อีกครั้งที่ดึงเขาให้นั่งลง
.
"ชู่ววววว..อย่ากระโตกกระตากนักสิพี , เงียบ!"
.
"ใช่! อีบ้า! อดีตผู้ต้องหาเมาแล้วครับเนี่ยะนะ? มันน่าเบ่งตรงไหน? ถ้าเป็นอดีตผู้การหรือสส.นักการเมืองฉันจะไม่ว่าสักคำ"
แพรวตวาดดุ
.
.
กระบะบุโรทั่งตีโค้งขึ้นมาจอดเทียบที่หน้าด่าน สีของมันดำคล้ำมีสนิมขึ้นบ้างตามขอบล้อ ถัดขึ้นมาถึงบานประตูมีสติกเกอร์โลโก้บริษัท AP เวอร์ชั่นเก่าแปะหราอยู่ บางทีพ่อของพีอาจจะมีอดีตบางอย่างกับบริษัท AP มาก่อน มิวท์ไม่รู้ แพรวก็ไม่รู้ พวกเธอเพิ่งเคยเห็นพ่อของพีเป็นครั้งแรก สวนทางกับพีลูกชายที่บัดนี้ได้สลัดตูดออกจากเก้าอี้ พลางเดินโทง ๆ บิดเอวออกจากเต็นท์ไปรับพ่อให้เข้ามาเคลียร์คดีให้
.
"พ่อคร๊าบบบ.. บ.. บ พ่อคร๊าบบบ.. บ.. บ ช่วยน้องพีด้วยคร๊าบบบ"
.
"พลั๊วววว!"
เสียงฝ่ามือกระทบกระโหลกดังราวกับลูกปืน ร่างสูงโปร่งกราวร่วงลงกับพื้นพับเพียบในท่าที่อุบาทว์ลูกตาต่อผู้พบเห็น
.
"มึงเลิกทำตัวเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วแบบนี้ซะทีเถอะวะ! กูอายเขาที่มีลูกสร้างแต่เรื่องอย่างมึง!"
.
"พ่อบูลลี่หนูอ่ะ.."
พีกระแอมเสียงเศร้า เขาวาดฝ่ามือจับพวงแก้มตัวเองน้ำตาไหลนอง
.
"มู่ลี่สิมึงอ่ะ! บูลลี่ห่าอะไร! ลุกขึ้นมาแล้วพากูเข้าไปหาตำรวจ แม่งเสียเวลากูชิบเป๋ง!"
.
"อะ...อือ...อ..อ.. ครับ..บ..บ..."
.
ลุกขึ้นผายมือทั้งน้ำตา บุคลิกพีเปลี่ยนไปในบัดดล จากกระเทยควายพูดมากกลายสภาพเป็นลูกหมีตัวน้อย ๆ เขาเดินนำพ่อมาที่โต๊ะตรงกลางเต็นท์ ที่ตรงนั้นมีมิวท์กับแพรวนั่งรออยู่ ด้านหลังเป็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบทั้งโขยง ทุกคนต่างมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาเดียวกัน พ่อพีไม่ใช่คนธรรมดา ระวังได้ต้องระวังหรือไม่ก็ต้องป้องกันตัวเองเอาไว้
.
"นี่ครับพ่อ.. ข้างหน้านี่เอง.. เชิญเจรจาได้เลยครับ"
พีผายมือส่วนแพรวกับมิวท์นั้นยกมือไหว้ พวกเธอปลีกตัวมาหลบอยู่ด้านหลังพี เปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้นั่งที่เก้าอี้
.
สถานการณ์มาคุมาก ความตรึงเครียดแผ่รัศมีไปทั่วบริเวณ กระทั่งแพรวต้องกอดเอวของมิวท์เอาไว้แน่น เธอมูล์ฟตัวเองมาอยู่ด้านหลัง พาดคางเข้าที่ไหล่ซุกใบหน้าลงที่ซอกคอ กดสายตาลงต่ำจ้องมองเหตุการณ์ผ่านทางซอกหูขาว ๆ ที่หอมน้ำหอมกลิ่นสดชื่น
.
"อย่ากลัวไปเลยแพรว.. ประเดี๋ยวก็ดีขึ้นมิวท์คิดว่าพ่อพีน่าจะเอาอยู่ ดูแกเข้มแข็งมากเลยนะ"
มิวท์กระซิบ
.
"ฉันไม่เชื่อแบบนั้นน่ะสิ.. เธอไม่รู้หรอกว่าอีพีมันบอกอะไรฉัน ลุงคนนั้นไม่ใช่คนที่เราจะไว้ใจอะไรได้เลย ฉันว่าเส้นสายบริษัทพ่อเธอยังน่าไว้ใจกว่า"
.
ลูกสาวนายทุนยิ้มออกมาแหย ๆ ไม่มีใครเข้าใจว่าเธอคิดอะไรในหัว รอยยิ้มอ่อนโยนแบบนั้นดูไม่ออกเลยว่ามิวท์จะเป็นคนร้ายไปได้ยังไง เธอกระชับมือแพรวให้กอดแน่นขึ้น พลันกระซิบออกมาเบา ๆ
.
"มิวท์รักแพรวมากนะ.."
เบามาก.. เบาจนคนที่กอดอยู่แทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย
.
.
ตัดภาพไปที่พีกระเทยควาย เขายืนตัวเกร็งอยู่ห่างจากคู่เพื่อนหญิงประมาณหนึ่งช่วงแขน สายตาโฟกัสไปที่คุณพ่อ คอยเฝ้าดูอย่างตั้งใจว่าแกจะเจรจาให้ลูก ๆ หลุดพ้นไปจากห่วงโซ่ชะตากรรมนี้ได้รึเปล่า
.
"เพล้งงงง!"
แก้วน้ำแตกกระจาย ถีบเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มคว่ำกระเด็นกระดอน
.
"เฮ่ย! ใครใหญ่สุดในนี้ออกมาคุยกับฉันหน่อยสิวะ!"
คุณพ่อแผดเสียงยืนจังก้าชี้หน้าด่า เพียงเท่านี้ก็เรียกตีนเจ้าหน้าที่ให้มายืนออกันให้พรึบ
.
"คุณจะทำอะไร?! ทำไมต้องโวยวายก็ในเมื่อลูกคุณทำผิดกฎหมายจริง!"
เจ้าหน้าที่คนเดิมพยายามจะอธิบาย
.
"ไอ้หน้าจืดมึงเป็นใครไอ้สัด?! กูอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดพื้นที่ตรงนี้กูรู้จักหมด มึงไม่ใช่หัวหน้าไปเรียกคนที่มีอำนาจสูงสุดของที่นี่มาเดี๋ยวนี้! , ไป!"
.
ยื่นมือขวาข้ามโต๊ะเข้าไปขย้ำคอเสื้อ พ่ออีพีออกแรงกระชากจนเสื้อกั๊กตัวหนาลอยข้ามโต๊ะติดมือขึ้นมา
.
"ผะ..ผมเป็นเจ้าหน้าที่อสม. เป็นอาสาสมัครชุดควบคุมโรค! ปะ..ปล่อยผมลงเดี๋ยวนี้นะ~!"
.
"ถุย!"
"กูไม่เชื่อ! มึงมีหนังสืออนุญาตแต่งตั้งจากทางราชการรึเปล่า? หนึงสือราชการมึงอยู่ไหน! เอามาโชว์ดิ๊ไอ้ไก่อ่อนเอ๊ยยย!!"
.
"โครมมมม!"
.
ชูร่างขึ้นสุดไหล่แข้งขาแกว่งไกวลอยไม่ติดพื้น ก่อนจะทุ่มคนทั้งคนลงสู่พื้นปูนด้านล่างมันซะอย่างงั้น!
.
"เฮ้! หยุดเลย! อย่าเข้ามาเชียวนะเว่ย! เพราะขนาดตัวกูยังมีหนังสือราชการเยอะกว่าพวกมึงอีก ไปเรียกตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในด่านนี้มา กูจะคุยกับเขาเท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องของพวกลูกกะจ๊อก! , ไป!"
.
"โครมมมมม!!!"
ถีบโต๊ะล้มคว้ำไปอีกตัว ข้าวของกระจายเกลื่อนเถื่อนกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
.
เจ้าหน้าที่รายหนึ่งจึงจำเป็นจะต้องวิ่งอ้อมออกไปด้านหลังเพื่อทำตามข้อเรียกร้อง เช่นกันกับอาสาสมัครรายอื่นที่ปล่อยให้คุณพ่อกร่างต่อไปตามสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งรัฐธรรมนูญ แกควักเอาซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากเสื้อโค้ท ก่อนจะเททุกอย่างออกมาโชว์ให้คนเห็น ปรากฏว่าที่เตรียมมาก็เป็นเอกสารของทางราชการจริง ๆ แต่หนักไปทางใบสั่งขับรถเร็ว , เมาเหล้ายามวิกาล, แล้วก็หมายศาลคดีเมาแล้วขับอื่น ๆ !
.
"เย็ดเข้! อย่างงี้ก็ได้เหรอวะ?!"
คือประโยคที่บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างตะโกนถามกัน
.
เดชะบุญที่ทีมนายตำรวจยศใหญ่ได้เดินทางมาถึงพอดี ความโกลาหลจึงหยุดลง และเสี้ยวอึดใจที่กลุ่มผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สบตากับคุณพ่อ พวกเขาก็ถึงกับชะงัก
.
"นี่มึงอีกแล้วหรอ?!"
ท่านผู้กำกับเอ่ย
.
"โดนคดีเมาแล้วขับอีกแล้วเหรอ? บันทึกประจำวันเพิ่งเขียนไปเมื่ออาทิตย์ก่อนเองนะ"
สิบเวรที่มาด้วยกันเสริม
.
"ขวดเหล้าลุงยังเป็นของกลางอยู่ที่โรงพักอยู่เลย"
ร้อยเวรสำทับ
.
สารพัดสิ่งล้วนบ่งชี้ว่าพ่อของพีสนิทกับตำรวจทั้งโรงพักอย่างที่ว่า แกติดคุกบ่อยจนตำรวจเกรงใจ ความเบื่อหน่ายทำให้ทุกคนไม่อยากยุ่งกับแก โดยเฉพาะท่านผู้กำกับที่ทำหน้าเซ็งราวกับหลุมขนมครก บอกตามตรงว่าแกไม่น่าลดตัวมาถึงที่นี่เลย
.
"เฮ้อ..แล้วครั้งนี้โดนคดีอะไรอีกล่ะ?"
.
"ไม่ได้โดนครับแต่ลูกโดน! ทั้งสามคนเลย! ผมขอได้ไหมครับ..ผมไหว้ล่ะ.. เห็นแก่ลูกแก่หลาน.. มาสิ! พวกเรามายืนรวมกันตรงนี้แล้วทำตามพ่อ"
กวักมือเรียกหยอย ๆ นิสิตสามคนเดินเข้ามาใกล้แบบไม่ค่อยเข้าใจนัก
.
ทันใดนั้นเองพ่อของพีก็ทรุดตัวลงคุกเข่า แกพนมมือก้มลงกราบแทบเท้าท่านผกก. ต่อหน้าเจ้าหน้าที่อสม.ทุกคน พลันเรียกร้องให้ลูก ๆ ทั้งสามคนทำตามด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่ขัดลุคนักเลงที่ผ่านมามาก ภาพการกระชากเจ้าหน้าที่ขึ้นไหล่แล้วทุ่มลงพื้นกลายเป็นอดีตอันแสนสั้น ความจริงก็คือความจริง ว่าแกไม่ใช่คนมีเส้นสายบารมีอะไร แล้วก็ไม่ได้ทนงตัวจนเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรีขนาดนั้น แกก็แค่พ่อคนหนึ่งที่รักลูกแล้วก็ไม่อยากให้เด็ก ๆ เสียอนาคต
.
"ได้โปรดเถอะครับท่านอย่าเอาเรื่องพวกเขาเลย ให้พวกเขาไปในทางที่ดีเถอะ คนเรามันพลาดกันได้ ผมขอโอกาสให้พวกเขาด้วยเถอะครับ ผมกราบล่ะ"
มือยังคงกราบหน้าผากยังคงจรดพื้น เด็ก ๆ เองก็ทำตามไม่มีใครคิดถึงความอับอายอะไรแล้ว แต่ก็นะ! ถ้ามีใครมาเห็นเข้าแล้วถ่ายคลิปเอาไว้ รับรองได้กลายเป็นไวรัลใหญ่โตแน่ คงได้ออกรายการดังในทีวี แล้วก็คงจะโดนพิธีกรถามจี้ ว่าเหตุใดลูกสาวบริษัทยักษ์ใหญ่ถึงต้องก้มหัวกราบตำรวจ
.
ด้วยความตั้งใจตรงนี้ผู้กำกับก็เลยยอมปล่อย
.
"เออ ๆ เอางั้นก็ได้ปล่อย ๆ ไปเหอะ จับไปก็เสียดายข้าวคุก เปลืองงบประมาณแผ่นดินเปล่า ๆ ไอ้ขี้เมานี่คงต้องปล่อยให้มันขับรถชนคอสะพานตายเองนั่นแหละ กฏหมายคงทำอะไรคนหน้าด้านแบบมันไม่ได้หรอก!"
"เดี๋ยวให้อสม. วัดอุณหภูมิ ทำบันทึกไว้แล้วก็ปล่อยตัวไปเลยนะ น่ารำคาญชะมัด ฉันขอตัวก่อนล่ะ"
.
สั่งการเสร็จทั้งคณะก็เดินกลับไป ทิ้งไว้เพียงประชาชน 4 คน ที่หมดซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พวกเขาไม่ได้โดนล่วงละเมิดทางรูทวาร แต่ท่วงท่าการก้มกราบกรานต่อผู้มีอำนาจ ก็คงไม่ต่างจากขอทานธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
"ด็อกเตอร์ไฟเริ่มมอดแล้ว!"แพรวตะโกนพลางใช้เสื้อคลุมตะปบลงบนตัวของเฟิงฉินด้วยความรุนแรง.สอดคล้องกันกับมิวท์ที่เริ่มมองเห็นช่องว่่างระหว่างแนวไฟสีม่วง ที่โหว่เป็นรอยเว้าพอที่จะวิ่งแทรกตัวออกไปได้ ไม่รอช้าเธอรีบลากตัวเฟิงฉินที่สลบเหมือดออกไปทันที ร่างกายของเขาไถลไปกับพื้นครูดไปกับดิน มิวท์ลากขาส่วนแพรวยกแขนสภาพดูทุลักทุเลมาก ร้อนก็ร้อนแต่ก็ต้องทำในเมื่อมีจังหวะและโอกาสพอที่จะเป็นไปได้ ถ้าไม่โดนด็อกเตอร์หัวฟูฉุดรั้งเอาไว้ก่อน แกเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อของแพรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น."จุ๊ ๆ จุ๊ ๆ ไม่ต้องเสียแรงทำอะไรแบบนั้นหรอกพวกเธอ ฉันขอแค่ 10 วินาที แค่เสี้ยวอึดใจที่นี่ก็จะกลับมาเป็นปกติ""แล้วก็เลิกพยายามได้แล้ว พ่อหนุ่มนั่นไม่รอดหรอกไม่สังเกตเลยรึไงว่าเขาหยุดหายใจไปตั้งนานแล้ว!".แพรวมองตามเป็นพัลวัน น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้."บ้า! ไม่จริงน่ะด็อกเตอร์~!".10 , 9 , 8 , 7 , 6 นับถอยหลังยังไม่ถึงศูนย์ดี กำแพงเพลิงสีม่วงอเมทิสต์ก็เริ่มลดระดับความรุนแรงลงตามที่ด็อกเตอร์บอก พวกมันด้อยพิษสงลงประหนึ่งงูเห่าที่ถอดใจยอมแพ้ต่อพญาพังพอน แสงสว่างเริ่มจางลงความร้อนเริ่มส่างซา เปิดช่องให้ลม
ประหนึ่งดาวตกที่หลงทิศ กระสุนบ้านม่วงไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้าแต่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน วิถีความรุนแรงกับไอพ่นเรียกได้ว่าลอยผ่านที่ไหนก็วอดวายที่นั่น สะเก็ดละอองไฟปลิวว่อนร่วงไปตามทาง มองผ่าน ๆ เหมือนกากเพชรแสนสวย แต่หารู้ไม่ว่าร่วงโรยโดนสิ่งใดการลุกไหม้แบบไวโอเลตก็จะเกิดขึ้นในทันที!.ยอดตึกสูงระหว่างทางล้มระเนระนาด! บางหลังแหว่งเว้าไปทั้งด้านทั้งที่กระสุนบ้านแค่พุ่งเฉียดไปแบบเฉี่ยว ๆ มีแต่ตายกับตายถ้าเปรมโดนเจ้านี่เข้า หนำซ้ำเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิแห่งเชื้อก็ไม่ได้รู้ตัวถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้นเลย เครดิตคงต้องยกให้สองหัวหน้าหน่วยผู้เสียสละชีพ แนวปะทะที่ชานเมืองทำให้โฟกัสของเปรมเบี่ยงเบนไป เขาต้องใช้สมาธิระดับสูงในการควบคุมกองทัพนับล้านที่เพิ่มพลังให้แก่ตัวเองผ่านการเซ็กส์หมู่ จึงเป็นอะไรที่ยากมากในการกำกับดูแล.ประกอบกับความประมาทอันไม่คาดคิด ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าโลกใบนี้จะมีมนุษย์บ้าคนหนึ่งที่ยิงบ้านทั้งหลังเข้ามาใส่เขาได้! ประมุขแห่งองค์กรก็เลยไม่ได้เตรียมการใด ๆ สำหรับเรื่องนี้ไว้เลย.แสงสีม่วงสว่างวาบย้อมท้องฟ้า กระสุนบ้านลอยแหวกผ่านน่านฟ้าที่เคยเป็นสีแดงช้ำเลือดช้ำหนองมาอย่างทรนง
บ้านไม้ชั้นเดียวหมุนเชื่องช้าอยู่บนเนินดิน พลันย้ายส่วนของหน้าบ้านที่เคยอยู่ในทิศใต้ให้หมุนหันมาทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มองเห็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท AP ได้จากระยะไกล ความรโหฐานระฟ้าของมันกำลังเป็นภัยให้แก่ตัวเอง ก่อนที่ต่อมาไม่นานตัวหลังคาของบ้านก็เริ่มมีอาการผิดปกติ เหล่าแผ่นกระเบื้องพากันสั่นระงมรวดไปทั้งแผง เศษผงฝุ่นมูลดินที่เคยเกาะกรังร่วงกราวลงมากองอย่างน่าสงสาร."ฟึมมม~! , ฟู่~!"ลมตีกระพือฝุ่นฟุ้งกระจาย ตามติดมาด้วยการตะโกนสวนออกมาของด็อกเตอร์."ฉันมีโอกาสแค่ครั้งเดียวถ้าหากพลาดแรงระเบิดจะเฉียกเราเป็นชิ้น ๆ ! พวกเธอรีบไปหาที่หลบซะ! ถ้าจะมีคนตายก็ขอให้เป็นฉันเพียงคนเดียว! , ไป!"ถ้อยสำเนียงสะท้อนก้องกังวานราวกับข้างในมีไมโครโฟน นั่นเหมือนคำพูดเสียสละของคนที่พร้อมจะพลีชีพ ซึ่งก็อาจจะจริงเพราะชั่วยามนี้คนอย่างด็อกเตอร์ก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว.แพรว , มิวท์ , เฟิงฉิน เร่งทำตามคำสั่งเสีย เสี้ยวหายใจที่ทั้งสามวิ่งกุลีกุจอหนีห่างออกมา หางตาด้านหลังก็ได้เห็นว่าหลังคาบ้านที่เคยชนกันเป็นหน้าจั่วนั้นได้ทิ้งตัวครือลงมาทั้งแผง บทบาทการกันแดดกันฝนได้จบลงทันที พวกมันสั่นกระเพื่
มองที่ด้านหลังเห็นปลั๊กไฟเสียบใส่เต้ารับไว้แน่นหนา เอามืออังแถวด้านข้างยังสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมออกมาจากตัวตู้ได้เล็กน้อย ไม่ผิดแน่แพรวค่อนข้างมั่นใจ ว่าในตู้ใบนี้จะต้องมีเบียร์แช่ไว้เป็นลัง ๆ เธอพยายามมองภาพหลาย ๆ มุม พยายามคิดแทนคุณพ่ออีพีว่าในชั่วยามแบบนี้ ยังอยากจะแดกแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสโลหิตอยู่อีกเหรอ คิดไปก็ปวดหัวสู้โพร่งถามออกไปตรง ๆ เลยดีกว่า ว่าแล้วสาวผมส้มก็ผละตัวเองออกมาเพื่อเปิดทางให้เฟิงฉินเข้ามาช่วย เธอสะกิดหลังด็อกเตอร์ไปสองสามที."ด็อกเตอร์คะ? , ด็อกเตอร์คะ? , คือ!"."อุ๊ย!".ตกใจสะดุ้งโหยงยังไม่ทันถามได้ศัพท์ดี ทั้งมิวท์และแพรวต่างก็สะบัดตัวหนีออกมาจากระยะ ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นอะไรที่ประหลาดตามาก เพราะทันทีที่เฟิงฉินขูดสติกเกอร์โลโก้ยี่ห้อที่ติดอยู่ตรงกลางออกจนหมด ตัวตู้เย็นที่สูงราว 4 ฟุตครึ่งอันนี้ก็ขยับเขยื้อน มันสะบัดตัวเองราวกับมีชีวิต แถมยังพ่นไอเย็นออกมาจากด้านล่างวูบหนึ่ง."ฟู่~!"."เหอะ.. ฉันอยู่กับไอเย็นมาทั้งชีวิตเถอะ แค่นี้คงไม่ทำให้ต้องกลัว"เฟิงฉินคิดในใจ ตามติดมาด้วยการเอ่ยเสียงถามด็อกเตอร์ว่าจะให้ทำไงต่อ."ตรงนี้เหมือนมีรูให้เสียบอะไ
ปุ่มสวิตซ์ถูกกดไปตั้งแต่อยู่บนรถ ปล่อยเวลาผ่านเลยไปเล็กน้อยบ้านทั้งหลังก็จมหายยุบลงไปใต้ดิน! นี่คือระบบป้องกันตัวเองที่ด็อกเตอร์ออกแบบไว้นานแล้ว เพื่อใช้ป้องกันตัวบ้านไม่ให้โดนไวรัสกัดกร่อน แกมีนวัตกรรมเจ๋ง ๆ แบบนี้หลายอย่างเพียงแต่เป็นพวกเราเองที่ไม่ได้โฟกัสมาที่แกตั้งแต่แรก กลับมัวแต่ตามติดชีวิตของแพรวกับความมะรุมมะตุ้มเละเทะของเนื้อเรื่อง จนหวิดจะออกทะเลอยู่หลายรอบ.ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพราะนี่คือศึกสุดท้าย มีแผ่นเหล็กขนาดเท่าบานประตูสองบานวางแผ่หลาอยู่บนสนาม ตรงตำแหน่งที่เคยเป็นตัวบ้านมาก่อน ลักษณะของมันคล้ายกับประตูบานพับที่แข็งแรงแต่กลับวางนอนอยู่บนพื้น ไม่ได้ตั้งขนานกับพื้นโลกอย่างที่ควรจะเป็น แพรวที่อยู่ใกล้กับด็อกเตอร์เลือกที่จะทอดสายตาต่ำลง พลางเพ่งมองไปยังฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายสูงอายุ พอดีกันกับมิวท์และเฟิงฉินที่เร่งเดินตามมาติด ๆ."อะไรอ่ะแพรว.. ไม่เห็นจะมี! , อุ๊บ!".โดนจ่อนิ้วเข้ากับริมฝีปาก ยินเสียงจี่จากแพรวทำให้เฟิงฉินกับมิวท์ต้องเงียบลงในทันใด ทุกคนต่างจ้องมองไปยังกระบวนการในการเปิดประตูอันพิลึกพิลั่นนั่น."เงียบก่อนอย่าเพิ่งพูดอะไร ประตูทางลงอุโมงค์มีเซ็นเ
"ซ่าาาาา , ซ่าาาาา , ครืดดด.. ด.. ด.. ด , ครืดดด.. ด.. ด.. ด"ตามปกติถ้าเปิดวิทยุก็จะได้ยินเสียงประมาณนี้.แต่หนนี้กลับเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป แพรวถึงกับกระชากตัวเครื่องออกมาจากช่องเสียบหน้าคอนโซลรถ แล้วเอามาแนบหูตัวเองให้ถนัดถนี่ โชคร้ายที่ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย! เพราะเสียงที่ดังกลับมาก็มีแต่เสียงสะท้อนจากปลายกระบอกปืน."ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง! , ปัง!"."อ๊ากกกก! , เอื๊อกกกก! , อ๊ากกกก.. ก.. ก.. , อ๊ากกกก!".ถ้อยสำเนียงผนวกรวมกับเสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยอง บ่งบอกถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทางฟากโน้น หัวหน้าหน่วยทั้งสองและลูกทีมหลักร้อยคงไม่มีใครรอด แม้แต่ลูกทีมของเฟิงฉินที่พูดแต่คำจีนใส่กันก็ไม่มีการวิทยุตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาน่าจะตายคาสมรภูมิเยี่ยงทหารดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ และตอนนี้ก็คงจะเหลือแต่เฟิงฉินผู้เป็นหัวหน้า กับมิวท์ , แพรว , แล้วก็ด็อกเตอร์ ที่เป็นดั่งความหวังสุดท้าย.แพรวลองจูนสัญญาณคลื่นวิทยุไปอีกหลายย่าน แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือเงียบสนิท! ไม่ม่วี่แววว่าจะมีเสียงใดลอดเข้ามา เว้นก็แต่เสียงร้องคำรามของพวกผู้ติดเชื้อที่ดังไม่หยุดหย่







