LOGINหลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็น
ภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้
หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกัน
กันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียวจนผิดสังเกตไปมาก
“กันย์ นี่แกเป็นอะไรหรือเปล่าเนี่ย” น้ำผึ้งตัดสินใจถามขึ้นเมื่ออาจารย์ตัดบทนทนาเมื่อครู่ไปขึ้นเนื้อหาเรื่องใหม่ ซึ่งเป็นแกรมม่าเรื่องที่เธอเคยผ่านตามาบ้างแล้วตอนเรียนมัธยม โชคดีที่ในชั่วโมงตอนนี้เป็นแค่เพียงช่วงทบทวนเนื้อหาการเรียนเก่าที่เคยเรียนมาก่อนแล้วแบบคร่าวๆ ดังนั้นการวอกแวกไปบ้างจึงไม่สามารถทำให้เธอปะติดปะต่อเนื้อหาไม่ได้
“...” ไร้เสียงตอบรับใดๆ จากกันยา หญิงสาวยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่อย่างนั้นแม้ท่าทางของเพื่อนสาวจะดูเหมือนกำลังสนใจสิ่งที่อาจารย์พูดยู่ก็ตาม
ไม่รู้ใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้วนั่น
น้ำผึ้งขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเริ่มขยับมือไปสะกิดเรียกอีกฝ่ายเพิ่ม
“ยัยกันย์ นี่แกได้ยินที่ฉันพูดมั้ยเนี่ย”
“...” ก็ยังคงเงียบอยู่ ไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ จากเพื่อนสาว น้ำผึ้งนิ่งไปบ้างพร้อมกับหันหน้าไปมองทางกระดานบ้างเมื่อรู้สึกว่ามีมือข้างหนึ่งของเพื่อนที่นั่งข้างๆ สะกิดเธอเป็นการเตือนให้รับรู้ว่าเธอกำลังจะถูกเพ่งเล็งในไม่ช้านี้ แต่ถึงอย่างนั้นนำผึ้งก็ไม่ได้ทิ้งความสนใจจากเพื่อนสาวไปเสียทั้งหมด
“ฉันว่าฉันเจอเขาแล้วว่ะผึ้ง” ในขณะที่น้ำผึ้งกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เสียงหวานของกันยาที่เธอมั่นใจว่าไม่ได้ยินมาตั้งแต่เช้าก็ดังขึ้น น้ำผึ้งขมวดคิ้วอย่างสงสัยก่อนจะถามต่อโดยที่สายตาก็ยังจดจ้องอยู่ที่หน้ากระดาน
"อะไรนะ? แกพูดเบาจังอะ ฉันไม่ได้ยิน"
“พี่กรณ์... ฉันว่าฉันเจอพี่กรณ์แล้ว” กันยาตอบอีกครั้งเสียงเบาโดยที่ไม่ได้หันไปมองคนฟัง
“ห๊ะ!”
ซึ่งทันทีที่เพื่อนสาวตอบออกมาดังนั้นน้ำผึ้งก็เบิกตาโพลงพร้อมกับหันมามองเพื่อนสาวราวกับเห็นผี โชคดีที่ตอนอุทานออกมายั้งเสียงไว้ทัน เพียงแต่ดันระงับอาการไม่ทันเท่านั้นเอง...
“ทางนั้นมีอะไรจะถามอาจารย์กันหรือเปล่า”
นั่นไงเล่า ไม่ทันขาดคำ
น้ำผึ้งคิดก่อนจะละสายตาจากเพื่อนสาวไปมองอาจารย์ที่ประจำอยู่ด้านหน้าชั้นเรียนอย่างเซ็งจิตก่อนจะตอบกลับอาจารย์อย่างเสียไม่ได้
“ไม่มีอะไรค่ะอาจารย์ พอดีหนูขอยืมปากกากันยาค่ะ”
“ไม่ต้องยืมแล้วคุณ ผมสอนจบแล้ว”
“อ้าว!” น้ำผึ้งถึงกับหน้าสั่นไปชั่วครู่ นึกไม่ถึงเลยว่าแค่ไม่ตั้งใจฟังไม่เท่าไหร่หันมาอีกทีอาจารย์จะสอนจบแล้วซะอย่างนั้น
“เอาล่ะ คราวหน้าก็อย่าวอกแวกอีกล่ะ เดี๋ยวอาจารย์คงต้องขอตัวก่อน มีรุ่นพี่ปีสองมีเรื่องจะมาแจ้ง อยู่ฟังพี่เขาก่อนแล้วค่อยทยอยกันกลับล่ะ”
“ครับ / ค่ะ อาจารย์” เสียงนักศึกษาในห้องตอบรับกันอย่างเสียไม่ได้ ไม่ทันไรก็มีร่างของรุ่นพี่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายห้าหกคนเดินเข้ามาจนกระทั่งเต็มบริเวณพื้นที่บรรยายของอาจารย์
“สวัสดีน้องๆ ทุกคนนะคะ วันนี้ทางพวกพี่ปีสองมีเรื่องจะมาแจ้งให้น้องๆทราบเกี่ยวกับกิจกรรมที่สาขาภาษาอังกฤษของเรามักจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่มีการรับนักศึกษาเข้ามาใหม่ กิจกรรมนี้ไม่ได้บังคับว่าน้องๆ ทุกคนจะต้องเข้าร่วมนะคะ แต่น้องๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วมจะไม่ได้รับคะแนนกิจกรรมในจุดนี้ไป”
แล้วมันไม่บังคับตรงไหนวะ
น้ำผึ้งคิดอย่างอดไม่ได้ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งจัด
“กิจกรรมแรกที่จะเกิดขึ้นคือกิจกรรมรับน้อง ในวันพรุ่งนี้เราจะมีการจับสายรหัสกัน ซึ่งน้องๆ ทุกคนจะได้รับคำใบ้จากพี่ๆ ปีสองทุกคนโดยมีข้อแม้ว่าน้องๆ จะทำบางสิ่งบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งสิ่งนั้นจะเป็นพี่ปีสองที่น้องๆ ไปขอคำใบ้เป็นคนคิดขึ้นเอง โดยคำสั่งเหล่านั้นพี่ขอยืนยันว่าจะไม่มีการทำร้ายร่างกายหรืออนาจารใดๆ เกิดขึ้นกับน้องๆ ค่ะ”
“โห น่าสนุกอะแก"
“นั่นสิพรุ่งนี้แกไปมั้ย”
“ไปสิ”
“ฉันก็จะไป”
“ฉันด้วย”
เสียงอื้ออึงภายในห้องดังขึ้นทันทีที่กิจกรรมสายรหัสถูกหยิบยกขึ้นมาพูดขึ้น น้ำผึ้งหันไปมองหน้าเพื่อนสนิทอย่างยากจะคาดเดาอะไรได้ ซึ่งใบหน้าของกันยาที่ผึ้งเห็นในตอนนี้พูดได้คำเดียวว่ามันช่าง...
เคร่ง! เครียด!
“ทำเวรทำกรรมอะไรมานะแกเนี่ย เฮ้อ” น้ำผึ้งได้แต่พึทพำอย่างเห็นใจเพื่อนสนิท ยังไงก็ตามเรื่องนี้มันค่อนข้างเหนือการควบคุมแถมเธอยังทำอะไรไม่ได้อีก ถึงขนาดนี้แล้วผ่านมาสามปียังได้เจอกัน ถ้าไม่ให้เรียกว่าเกิดมาคู่กันแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
โอ๊ย เครียดแทนเพื่อน!!!
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในห้องเรียนวิชาวรรณกรรมของพวกปีสอง แก๊งของกรณ์ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นบทเรียนไปได้ไม่นานเช่นกัน ตอนนั้นเองกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กกิจกรรมประจำรุ่นก็ปรบมือดังๆ สองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปรวมกัน"ฉันประกาศกิจกรรมออกไปแล้วนะ ดูเหมือนน้องๆ จะให้การตอบรับที่ดีมากๆ ด้วย" เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอคนนี้ก็คือหนึ่งในประธานประจำปีสองซึ่งจะคอยทำหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประสานงานต่างๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องของมหาวิทยาลัยด้วยความจริงเดิมทีแล้วกลุ่มของกรณ์ไม่ใช่เด็กกิจกรรมกันสักเท่าไหร่นัก แต่จะเรียกว่าเด็กเรียนนั้นก็นับว่าห่างไกล พวกเขาเป็นเด็กคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งหมด เพียงแต่ไม่ได้เป็นพวกหนอนหนังสือแล้วก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากิจกรรมด้วยเช่นกันก็ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แหละนะ"งั้นจะเฉลยสายรหัสกันตอนไหนล่ะ?" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น เขาคนนี้คือรองประธานรุ่น มักจะคอยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ประธานรุ่นอยู่เสมอ"ก็ต้องดูก่อนว่ารุ่นเราเหลือเล่นสายรหัสกันกี่คน" ประธานรุ่นสาวพูดต่อพลางมองมาทางสี่หนุ่มที่นั่งเอกเขนกกันอยู่ ไม่รู้ว
หลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็นภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกันกันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต
1 อาทิตย์ต่อมา“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติโปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิงเหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”"เออใช่ แต่หุ่นนี่
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”จู่ๆ ไอ้ตี๋ก็พูดขึ้นซึ่งนั่นก็เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันไปมองได้แทบจะในทันทีผมปรายตาขึ้นไปมองทางเจ้าของชื่อนั้นก็เห็นร่างบางเล็กของน้ำหอมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์เงียบๆ อยู่คนเดียวตรงบาร์ของร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่งด้วยใบหน้านิ่งเรียบผมหันไปมองไอ้พลที่จากตอนแรกมีท่าทีขี้เล่นกลายเป็นท่าทีเย็นชาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นักแต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาอะไรผมเลยทำแค่เดินออกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังร้านเจ๊น้ำหวานอีกครั้งเพื่อเอาเบียร์อีกสามขวดที่เหลือ แต่เมื่อผมเดินมาถึงกลับไม่เห็นเจ๊น้ำหวานอยู่ในร้านเสียอย่างนั้น“ยัยกันย์ เอาอีกแก้วเร็วเข้า!” เสียงตะโกนปลุกเร้าของน้ำผึ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณร้านทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไปหากแต่ว่าสิ่งที่ผมทำให้ชะงักไปกลับเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่ถูกเรียกขึ้นต่างหาก“ไม่เอาแล้วผึ้ง... อือออ” เสียงหวานๆ ของคนที่ถูกรบเร้ารีบร้องปฏิเสธน้ำผึ้งด้วยอาการมึนเมาผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย นั่นก็เพราะผมกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างลึกๆ ในใจ และถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก...“โอ๊ยยย กรณ์! ขอโทษทีรอนานมั้ย พอดี
[KORN’s PART]ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกันบริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้นสายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่
EPISODE 03ณ ลานเบียร์กว่าจะมาถึงลานเบียร์ที่ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ตัวรถญี่ปุ่นคันเล็กกะทัดรัดของน้ำผึ้งเคลื่อนตัวมาจอดยังบริเวณที่จอดรถหลังร้านของพี่น้ำหวานก็ปรากฏภาพผู้คนมากมายต่างพากันทยอยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งบริเวณลานเบียร์กันมากมาย"ที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่ก็พวกนักศึกษาที่มอทั้งนั้น" น้ำผึ้งอธิบายเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือฉันไว้หลวมๆ"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง" ฉันตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยักหน้า“ไปเร็วกันย์ เดี๋ยวถ้าฉันพาแกไปเจอยัยนั่นนะ ยัยนั่นต้องกรี๊ดแตกแน่เลย”“รู้แล้วล่ะน่า ก็ไมได้เจอกันตั้งสามปีนี่นา” ฉันตอบกลับไปอย่างขบขัน เราทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบมากนักเพราะน้ำผึ้งบอกว่าพี่น้ำหวานมักจะเผื่อโต๊ะว่างไว้โต๊ะนึงเสมอเพื่อเอาไว้เผื่อให้พวกเด็กเสิร์ฟไว้ใช้นั่งพักกันโชคดีที่น้ำผึ้งสอบติดที่นี่ตั้งแต่รอบแรกที่มีการเปิดรับนักศึกษาในรอบโครงการสอบตรง ก็เลยทำให้มีเวลาได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนฉํนจะมาถึงเกือบสองเดือนในขณะที่ฉันต้องรอปิดเทอมที่นู่นก่อน แล้วไหนจะต้องรอดำเนินการเรื่องวุฒิการศึกษาให้เรียบร้อยเพื่อทำการเทียบวิชาที่เรียนและหน่วยกิต กว่าจะได้เข้าสมัครสอบและรอป