เข้าสู่ระบบ1 อาทิตย์ต่อมา
“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่
แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ
“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติ
โปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิง
เหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป
“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย
“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ
“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”
"เออใช่ แต่หุ่นนี่อย่างงี้เลย" ตี๋พูดสนับสนุนพร้อมกับแสดงท่าทางประกอบ "ผิวก็ขาว ออร่าแบบคนดังเลยว่ะ แค่หน้าคล้ายๆ"
“แฟนเก่าไอ้กรณ์ตอนม.ปลายน่ะหรอ” จอมพลถามกลับก่อนจะมองหน้ากรณ์อย่างครุ่นคิดบ้าง
“เออ แต่กูว่าก็แค่เหมือนแหละ คนที่ไอ้กรณ์เดินไปหาวันนั้นสวยกว่าเยอะ หุ่นก็ดี แม่งน่าฟัดชิบหาย” โปรพูดสำทับอีกครั้ง เพราะเขาไม่เชื่อในเรื่องพรหมลิขิตหรือเรื่องบังเอิญอะไรทำนองนั้นสักเท่าไหร่
น้ำเน่าจะตายไป
ตอนนี้ชายหนุ่มทั้งสี่ต่างก็นั่งปักหลักกันอยู่บริเวณที่ประจำของกลุ่มนั่นก็คือม้านั่งประจำสาขาที่ชายหนุ่มเรียนกันอยู่ โดยมุมนี้เป็นจุดที่คณะและสาขาวิชาของพวกเขากำหนดไว้ว่าเป็นจุดรวมตัวประจำของสาขา หากมีการรับน้องหรือประกาศกิจกรรมใดๆ ก็จะมาที่นี่กัน
“คนไหนวะนั่น” จอมพลยังคงสงสัย แต่ไม่นานความสงสัยของเขาก็คลายลงเมื่ออยู่ดีๆ โปรก็ชี้ยังทิศทางหนึ่งพร้อมกับส่งเสียงเรียกคนในกลุ่มให้หันไปมอง
“คนนั้นไงมึง! คนที่ยืนอยู่ข้างน้องน้ำผึ้งอะ” ไม่พูดเปล่า เจ้าของเสียงมันยังกระโดดดี๊ด๊าราวกับเจอเป้าหมายหมายเลขหนึ่ง ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไม่อายสายตาชาวบ้าน
“เชี่ย สวยจริงว่ะ” จอมพลพูดขึ้น ในขณะที่จอมพลขมวดคิ้วอย่างสงสัยเช่นเดียวกันกับกรณ์ที่หันไปมองหน้าจอมพลพอดี ด้วยความที่เขาทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมานานย่อมรู้กันดีว่าภายในใจของแต่ละคนนั้นต่างฝ่ายต่างคิดอะไรกันอยู่หากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกันออกมามากนัก
“กูว่าคนละคน” โปรพูดพร้อมกับทำท่าฟันธงอย่างมั่นใจ
“แต่กูว่าคนเดียวกัน อันนี้ขอแทงสวนเลยว่ะ” ตี๋ตอบกลับบ้างพร้อมกับพูดต่อ “มันจะมีหรอวะคนที่หน้าเหมือนกัน แล้วยังมีเพื่อนเป็นน้ำผึ้งเหมือนกันอีก ถ้าจะบอกว่าคนหน้าคล้ายก็ตลกเกินไปแล้ว”
“พวกมึงดูอยากรู้กันมากเลยนะ” กรณ์พูดขึ้นบ้างหลังจากเงียบมานาน ร่างสูงยังคงมองจับจ้องไปยังร่างบางของหญิงสาวที่เขายังไม่มั่นใจนักว่าใช่กันยาหรือไม่อย่างไม่วางตา
แม้ว่าเขาจะลองทดสอบด้วยการ ‘จูบ’ ไปแล้วก็ตาม
“อยากรู้สิวะ หรือว่ามึงไม่อยากรู้” โปรถามกลับพร้อมกับกลับลงมานั่งที่ของตัวเอง คนทั้งกลุ่มนั่งเงียบกันไปเล็กน้อยเมื่อคำถามนั้นไม่ได้รับคำตอบอะไรจากกรณ์ แต่แล้วตี๋ก็พูดขึ้นเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้
"แล้วจะรู้ได้ยังไงวะ?" ตี๋ขมวดคิ้วอย่างสงสัยในคำพูดของเพื่อน ทำให้โปรต้องถอนหายใจแล้วค่อยๆ พูดออกมาทีละข้อเพื่อให้เพื่อนคิดตามได้ทัน
"เอางี้... มึงคิดดูนะ อย่างแรก น้องเขาเป็นเพื่อนกับน้องน้ำผึ้ง"
"อ่าฮะ"
"น้องน้ำผึ้งเข้ามาปี 1 คณะกับสาขาเดียวกันกับพวกเรา แล้วเพื่อนน้องน้ำผึ้งเขาจะเรียนคนละคณะหรือไงวะ"
"ก็อาจจะคนละสาขาก็ได้นี่หว่า" ตี๋เถียงอย่างไม่ยอมแพ้
"บร๊ะ!" โปรสบถอย่างมีอารมณ์(โมโห) "มึงก็แหกตาดูหนังสือที่น้องเขาหอบมาที่แขนสิวะ นั่นน่ะ วิชาเดียวกันชัดๆ!"
"เออว่ะ จริงด้วย" ครั้งนี้เป็นจอมพลที่พูดขึ้นด้วย "มึงนี่มันฉลาดจริงๆ เลยว่ะเพือน ทำไมเรื่องเรียนมึงไม่เอาแบบนี้บ้างวะ"
"เอ้า! ไอ้เชี่xนี่ มึงจะเอาหรือเปล่าวะ!" โปรเตรียมถลกแขนเสื้อ ทำให้ตี๋ต้องรีบห้ามทัพ ส่วนจอมพลก็หัวเราะในลำคออย่างกวนประสาทเพื่อน
"เอาล่ะๆ ถ้างั้นก็ว่ามาหน่อย มึงมีแผนยังไง" กรณ์ที่นั่งเงียบมานานพูดขึ้นเบาๆ ทำให้โปรกลับมาโฟกัสที่เรื่องตรงหน้าอีกครั้ง
“เย็นนี้เราต้องจับฉลากชื่อน้องรหัสไม่ใช่หรอวะ เราก็ใช้โอกาสนี้ดูชื่อน้องมันไปเลยสิ จะได้รู้กันเลยว่าใช่น้องกันยาหรือเปล่า”
“เออว่ะจริงด้วย” โปรรีบเสริม
“ว่าไงวะไอ้กรณ์” จอมพลหันมาถามร่างสูงของกรณ์ที่นั่งนิ่งอยู่
ใบหน้าหล่อเหลานั้นกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“เออ จะทำอะไรก็ทำ”
อีกด้านหนึ่ง
"ยัยกันย์ แกว่ากลุ่มรุ่นพี่ตรงนั้นเขาเต็มบาทไหม?" เสียงหวานทรงเสน่ห์ของน้ำผึ้งถามเพื่อนสาวเบาๆ ขณะที่กำลังเดินตามทางเดินของมหาวิทยาลัยเข้ามายังคณะ
เนื่องจากบริเวณตรงนี้กับจุดที่เธอเห็นกลุ่มรุ่นพี่ตรงนั้นห่างกันมากพอสมควรทำให้เธอมองเห็นไม่ชัดเจนนักว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เห็นเพียงแต่ท่าทางเต้นแร้งเต้นกาแปลกประหลาดที่พยายามจะชี้นิ้วมายังพวกเธอสองคนเพียงเท่านั้น
"หา? อ๋อ... ไม่รู้สิ" กันยาตอบกลับเพื่อนสาวอย่างกระอักกระอ่วน ในหัวของเธอยังมีภาพเมื่อคืนฉายชัดวนซ้ำไปซ้ำมาจนเธอนอนไม่หลับทั้งคืน... จิตใจล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"แกเป็นอะไรของแกเนี่ย? ตั้งแต่เจอหน้ากันวันนี้แกก็เหม่อๆ ไม่หยุดเลย ยังไม่หายแฮงค์อีกเหรอ?" น้ำผึ้งถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นอาการของเพื่อน เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์มานี้เธอพาเพื่อนสามสังสรรค์ยันเช้าเกือบจะทุกวันเพราะถือวิสาสะว่าพี่สาวเป็นเจ้าของร้าน
ลืมคิดไปว่าเพื่อนสาวของตัวเองเพิ่งจะออกมาเจอโลกกว้างได้ไม่เท่าไหร่เอง
"เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก... ฉันแค่นอนไม่ค่อยหลับน่ะ มันแปลกที่ล่ะมั้ง?"
"โอเค... ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาต้องบอกฉันทันทีนะ เข้าใจไหม?!"
"อื้อออ เข้าใจแล้วน่า ขอบใจนะ"
"งั้นก็เลิกล่องลอยแล้วตั้งสติหน่อย จะเข้าเรียนแล้ว!"
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในห้องเรียนวิชาวรรณกรรมของพวกปีสอง แก๊งของกรณ์ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นบทเรียนไปได้ไม่นานเช่นกัน ตอนนั้นเองกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กกิจกรรมประจำรุ่นก็ปรบมือดังๆ สองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปรวมกัน"ฉันประกาศกิจกรรมออกไปแล้วนะ ดูเหมือนน้องๆ จะให้การตอบรับที่ดีมากๆ ด้วย" เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอคนนี้ก็คือหนึ่งในประธานประจำปีสองซึ่งจะคอยทำหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประสานงานต่างๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องของมหาวิทยาลัยด้วยความจริงเดิมทีแล้วกลุ่มของกรณ์ไม่ใช่เด็กกิจกรรมกันสักเท่าไหร่นัก แต่จะเรียกว่าเด็กเรียนนั้นก็นับว่าห่างไกล พวกเขาเป็นเด็กคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งหมด เพียงแต่ไม่ได้เป็นพวกหนอนหนังสือแล้วก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากิจกรรมด้วยเช่นกันก็ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แหละนะ"งั้นจะเฉลยสายรหัสกันตอนไหนล่ะ?" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น เขาคนนี้คือรองประธานรุ่น มักจะคอยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ประธานรุ่นอยู่เสมอ"ก็ต้องดูก่อนว่ารุ่นเราเหลือเล่นสายรหัสกันกี่คน" ประธานรุ่นสาวพูดต่อพลางมองมาทางสี่หนุ่มที่นั่งเอกเขนกกันอยู่ ไม่รู้ว
หลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็นภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกันกันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต
1 อาทิตย์ต่อมา“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติโปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิงเหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”"เออใช่ แต่หุ่นนี่
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”จู่ๆ ไอ้ตี๋ก็พูดขึ้นซึ่งนั่นก็เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันไปมองได้แทบจะในทันทีผมปรายตาขึ้นไปมองทางเจ้าของชื่อนั้นก็เห็นร่างบางเล็กของน้ำหอมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์เงียบๆ อยู่คนเดียวตรงบาร์ของร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่งด้วยใบหน้านิ่งเรียบผมหันไปมองไอ้พลที่จากตอนแรกมีท่าทีขี้เล่นกลายเป็นท่าทีเย็นชาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นักแต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาอะไรผมเลยทำแค่เดินออกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังร้านเจ๊น้ำหวานอีกครั้งเพื่อเอาเบียร์อีกสามขวดที่เหลือ แต่เมื่อผมเดินมาถึงกลับไม่เห็นเจ๊น้ำหวานอยู่ในร้านเสียอย่างนั้น“ยัยกันย์ เอาอีกแก้วเร็วเข้า!” เสียงตะโกนปลุกเร้าของน้ำผึ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณร้านทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไปหากแต่ว่าสิ่งที่ผมทำให้ชะงักไปกลับเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่ถูกเรียกขึ้นต่างหาก“ไม่เอาแล้วผึ้ง... อือออ” เสียงหวานๆ ของคนที่ถูกรบเร้ารีบร้องปฏิเสธน้ำผึ้งด้วยอาการมึนเมาผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย นั่นก็เพราะผมกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างลึกๆ ในใจ และถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก...“โอ๊ยยย กรณ์! ขอโทษทีรอนานมั้ย พอดี
[KORN’s PART]ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกันบริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้นสายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่
EPISODE 03ณ ลานเบียร์กว่าจะมาถึงลานเบียร์ที่ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ตัวรถญี่ปุ่นคันเล็กกะทัดรัดของน้ำผึ้งเคลื่อนตัวมาจอดยังบริเวณที่จอดรถหลังร้านของพี่น้ำหวานก็ปรากฏภาพผู้คนมากมายต่างพากันทยอยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งบริเวณลานเบียร์กันมากมาย"ที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่ก็พวกนักศึกษาที่มอทั้งนั้น" น้ำผึ้งอธิบายเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือฉันไว้หลวมๆ"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง" ฉันตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยักหน้า“ไปเร็วกันย์ เดี๋ยวถ้าฉันพาแกไปเจอยัยนั่นนะ ยัยนั่นต้องกรี๊ดแตกแน่เลย”“รู้แล้วล่ะน่า ก็ไมได้เจอกันตั้งสามปีนี่นา” ฉันตอบกลับไปอย่างขบขัน เราทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบมากนักเพราะน้ำผึ้งบอกว่าพี่น้ำหวานมักจะเผื่อโต๊ะว่างไว้โต๊ะนึงเสมอเพื่อเอาไว้เผื่อให้พวกเด็กเสิร์ฟไว้ใช้นั่งพักกันโชคดีที่น้ำผึ้งสอบติดที่นี่ตั้งแต่รอบแรกที่มีการเปิดรับนักศึกษาในรอบโครงการสอบตรง ก็เลยทำให้มีเวลาได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนฉํนจะมาถึงเกือบสองเดือนในขณะที่ฉันต้องรอปิดเทอมที่นู่นก่อน แล้วไหนจะต้องรอดำเนินการเรื่องวุฒิการศึกษาให้เรียบร้อยเพื่อทำการเทียบวิชาที่เรียนและหน่วยกิต กว่าจะได้เข้าสมัครสอบและรอป







