เข้าสู่ระบบ[KORN’s PART]
ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกัน
บริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้น
สายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง
“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
ไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้
“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”
“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่างสงสัย
“เออ กูจำได้” ไอ้ตี๋ตอบกลับมาก่อนจะตามมาด้วยเสียงของคนอื่นๆ
“กูก็จำได้”
“กูด้วย”
“น้องคนที่ช่วยมึงบอกเลิกน้องกันยาใช่มั้ยวะ”
“อือ” ผมตอบกลับประโยคสุดท้ายในลำคอด้วยสีหน้านิ่งสนิท
“นั่นแหละ กูเห็นว่าน้องเขามาเข้าปีหนึ่งที่นี่ด้วยนะเว้ย”
ไอ้ตี๋พูดต่อเมื่อเห็นว่าคนที่เหลือในกลุ่มต่างก็ให้ความสนใจกับเรื่องที่มันพูด ซึ่งในขณะที่ผมกำลังฟังมันพูดอย่างออกรสออกชาติอยู่นั้นสายตาก็เหลือไปเห็นร่างเล็กๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณหน้าร้านเจ๊น้ำหวาน
ผู้หญิงคนนั้นกำลังมองมาทางผมอย่างสงสัยพร้อมกับทำท่าเหมือนจะเดินมาหาผมอย่างช้าๆ
ผมมองใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัยเพราะท่าทางที่เธอแสดงออกมานั้นเหมือนกับว่าเคยรู้จักผมมาก่อน
แต่ใบหน้าของเธอที่ผมเห็นกลับไม่คุ้นเคยเลยสักนิด แต่แล้วจู่ๆ ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัวของผมอย่างฉับพลัน...
ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมไม่เคยลืมเลยตลอดช่วงระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา
ขณะที่ผมกำลังจะลุกขึ้นเดินไปหาผู้หญิงคนนั้นก็มีผู้หญิงอีกคนเดินเข้าไปหาร่างเล็กๆ นั้นพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อที่น่าจะเป็นของผู้หญิงคนนั้นเสียงดังจนร่างเล็กๆ นั้นสะดุ้งเฮือก
น่าเสียดายที่เพราะเสียงเพลงที่ดังมากจนเกินไปทำให้ผมไม่สามารถรู้ได้ว่าชื่อของผู้หญิงคนนั้นชื่อว่าอะไร ก่อนคนทั้งคู่จะเดินออกจากตรงนั้นแล้วตรงเข้าไปในร้านของเจ๊น้ำหวานที่ผมและคนในกลุ่มมักจะไปซื้อเบียร์มากินกันบ่อยๆ
ถ้าผมจำไม่ผิดล่ะก็ผู้หญิงที่เข้ามาทีหลังนั่นน่าจะเป็นน้องสาวของเจ๊น้ำหวานที่ชื่อว่าน้ำผึ้ง แล้วก็เป็นเพื่อนสนิทของแฟนเก่าผมคนหนึ่งตอนยังอยู่มัธยมปลายอีกด้วย
...ผู้หญิงคนเดียวกับที่อยู่ในหัวข้อสนทนาของไอ้ตี๋เมื่อกี้นี้นั่นแหละ
“เอ๊ะ เหมือนกูจะรู้สึกว่าน้องสาวเจ๊น้ำหวานก็จะเข้าที่เดียวกับพวกเราด้วยไม่ใช่หรอวะมึง” ไอ้พลพูดขึ้นบ้าง “ที่ชื่อน้ำผึ้งอะไรเนี่ยแหละ”
“กูจำได้เลยตอนที่ไอ้กรณ์มาเล่าให้ฟังว่าโดนน้องน้ำผึ้งชี้หน้าด่า กูนี่ขำเป็นคนบ้าเลย”
"ตอนนั้นใครอยู่ตึกนั้นก็ได้ยินเสียงน้องมันด่าไอ้กรณ์กันหมด โคตรแซ่บเลยว่ะ"
"ปากแซ่บอะดิ ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้... โคตรน่ากลัว สยองว่ะ"
“กูอยากได้น้องน้ำผึ้งมาเป็นน้องรหัสเลยว่ะ บอกเลยนะว่ากูเนี่ย เล็งไว้ตั้งแต่ยังตัวเล็กตัวน้อย” ไอ้ตี๋กับไอ้โปรพูดต่อกันพร้อมกับหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“เฮ้ย... เบียร์หมดว่ะ” จู่ๆ ไอ้พลก็พูดขึ้น ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมกำลังหาข้ออ้างในการปลีกตัวไปจากโต๊ะอยู่ครู่หนึ่งพอดี
“เดี๋ยวกูไปเอาให้” ผมพูดกับพวกมันพร้อมกับลุกขึ้นออกจากโต๊ะอย่างไม่เร่งรีบนัก จุดมุ่งหมายของผมมีเพียงร้านของเจ๊น้ำหวานและความต้องการที่จะได้เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นชัดๆ อีกครั้งเพื่อยืนยันความคิดของตัวเองในตอนนี้
และถึงจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ ยังไงผมก็ไม่เดือดร้อนสักนิด
...ล่ะมั้ง?
ผมใช้เวลาแค่ไม่นานก็เดินมาจนถึงหน้าร้านเจ๊น้ำหวาน มันเป็นลักฏษณะคล้ายบาร์เล็กๆ ที่มีแท่นไม้ยื่นออกมาด้านหน้าต่างหน้าร้านเพื่อไว้ใช้วางของเท่านั้น
ผมยืนรอจนกระทั่งบริเวณหน้าร้านเริ่มมีคนน้อยลงจนสามารถมองเข้าไปเห็นข้างในร้านได้
ผมเห็นเจ๊น้ำหวานยืนคุยอะไรบางอย่างกับน้องสาวที่ข้างๆ กันคือผู้หญิงที่ผมกำลังมองหาอยู่ โชคร้ายที่เธอคนนั้นยืนอยู่ในมุมที่หันหลังให้ผมพอดีทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นหน้าเธอได้
ผมเดาะลิ้นเล่นอย่างใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจของตัวเองไปซะเมื่อคิดได้ว่าจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้สำคัญมากเท่าไหร่นัก
พอคิดได้แบบนั้นผมก็มองไปทางโต๊ะของตัวเองที่เพื่อนในกลุ่มกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติอยู่ก่อนจะตะโกนเรียกเจ๊น้ำหวานที่กำลังยืนคุยอยู่เหมือนกัน
“เจ๊! ลีโอหกขวด!”
“ตายแล้วลูกค้ามา” ผมได้ยินเสียงเจ๊น้ำหวานอุทานอย่างตกใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปพูดกับอีกสองคนเสียงเบาๆ โดยที่ผมเองก็ไม่ได้ยิน ไม่นานนักเจ๊น้ำหวานก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับยิ้มแห้งให้
“ขอโทษทีกรณ์ พอดีเจ๊คุยกับเพื่อนยัยผึ้งอยู่” ไม่ว่าเปล่ายังชี้นิ้วไปทางน้ำผึ้งที่กำลังพาร่างเล็กของเพื่อนคนที่ว่าไปยังโต๊ะที่บริเวณหลังร้าน
“ไม่เป็นไรเจ๊ แต่ขอเบียร์หน่อย เดี๋ยวหมดแล้วเติมไม่ทันพวกแม่งจะโวยวายกัน”
ผมตอบกลับพร้อมกับหันหน้าไปทางพวกไอ้พลที่ตอนนี้กำลังรินเบียร์จากขวดสุดท้ายลงแก้วของตัวเองก่อนจะมองมาหาผมพร้อมกับยกขวดเบียร์ขึ้นมาชูเป็นสัญญาณว่าให้ผมรีบๆ กลับโต๊ะไปได้แล้ว
“ได้ๆ ว่าแต่จะถือไปไหวหรอ เดี๋ยวเจ๊ให้ยัยน้ำผึ้งไปส่งให้ที่โต๊ะ”
“ไม่ดีกว่า ถ้าขนไปไม่หมดก็เดี๋ยวมาเอาอีกรอบ” ผมปฏิเสธไปแบบไม่ต้องคิด นั่นก็เพราะผมกับน้ำผึ้งต่างก็ไม่ได้ชอบขี้หน้ากันมากสักเท่าไหร่
ถึงแม้ว่าทางผมจะไม่ได้อะไรแต่อีกฝ่ายดูจะตั้งแง่กับผมมากเป็นพิเศษ ซึ่งแน่นอนว่าผมรู้ดีว่าเหตุผลคืออะไร แต่ดูเหมือนเจ๊น้ำหวานจะยังไม่รู้เพราะช่วงมัธยมตอนที่ผมมีปัญหากันเจ๊น้ำหวานแกยังไม่กลับจากอังกฤษเลยด้วยซ้ำ
“เออ เอางั้นก็ได้ แกนี่นะ ไม่รู้จะทำให้มันยุ่งยากทำไม” เจ๊น้ำหวานรับคำงงๆ ก่อนจะเดินไปยังตู้แช่เครื่องดื่มเพื่อหยิบเอาเบียร์สามขวดแรกออกมาก่อนพร้อมกับส่งให้ผม
ผมเอามือไปคว้ามันมาก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะพร้อมกับวางขวดที่ถือมาจนเต็มมือไว้ตรงกลางโต๊ะ
ตอนนั้นเองจู่ๆ เสียงของไอ้ตี๋ก็อุทานขึ้น
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”
[End Korn's Part]
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งในห้องเรียนวิชาวรรณกรรมของพวกปีสอง แก๊งของกรณ์ก็เพิ่งจะเสร็จสิ้นบทเรียนไปได้ไม่นานเช่นกัน ตอนนั้นเองกลุ่มเพื่อนที่เป็นเด็กกิจกรรมประจำรุ่นก็ปรบมือดังๆ สองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนไปรวมกัน"ฉันประกาศกิจกรรมออกไปแล้วนะ ดูเหมือนน้องๆ จะให้การตอบรับที่ดีมากๆ ด้วย" เพื่อนสาวคนหนึ่งพูดขึ้น เธอคนนี้ก็คือหนึ่งในประธานประจำปีสองซึ่งจะคอยทำหน้าที่ในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประสานงานต่างๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องของมหาวิทยาลัยด้วยความจริงเดิมทีแล้วกลุ่มของกรณ์ไม่ใช่เด็กกิจกรรมกันสักเท่าไหร่นัก แต่จะเรียกว่าเด็กเรียนนั้นก็นับว่าห่างไกล พวกเขาเป็นเด็กคณะศิลปกรรมศาสตร์กันทั้งหมด เพียงแต่ไม่ได้เป็นพวกหนอนหนังสือแล้วก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากิจกรรมด้วยเช่นกันก็ใช้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แหละนะ"งั้นจะเฉลยสายรหัสกันตอนไหนล่ะ?" เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น เขาคนนี้คือรองประธานรุ่น มักจะคอยทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ประธานรุ่นอยู่เสมอ"ก็ต้องดูก่อนว่ารุ่นเราเหลือเล่นสายรหัสกันกี่คน" ประธานรุ่นสาวพูดต่อพลางมองมาทางสี่หนุ่มที่นั่งเอกเขนกกันอยู่ ไม่รู้ว
หลังจากเรียนมาทั้งวัน ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นที่สองสาวต้องเรียนวิชาสุดท้าย ซึ่งตามตารางของปีหนึ่งแล้ว วันนี้พวกเธอทั้งคู่จะเรียนทั้งหมดสามวิชา แบ่งเป็นหนึ่งวิชาเช้า หนึ่งวิชาช่วงสาย และอีกหนึ่งวิชาช่วงบ่ายที่ยิงยาวไปจนถึงสี่โมงเย็นภายในห้องเรียนของนักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์เอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่หนึ่งเวลานี้นั้นเต็มไปดว้ยความสนุกสนาน เนื่องจากอาจารย์ประจำวิชาที่กำลังสอนอยู่ในขณะนี้นั้นมักจะมีมุกตลกมาเล่นให้นักศึกษาขบขันได้แทบจะตลอดเวลาที่เรียน เรียกได้ว่าแทบจะทุกสิบห้านาทีที่เริ่มสอนเนื้อหาเลยก็ว่าได้หนึ่งในคนที่หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากน้ำผึ้งที่นั่งหัวเราะจนตัวสั่นเพราะอาการขำค้าง เนื่องจากความเป็นคนเส้นตื้นอยู่แล้วตามปกติ พอเจอเหตุการณ์ที่ต้องมารับมุกตลอดเวลาก็ทำเอาน้ำผึ้งหัวเราะจนเหนื่อย ท้องคัดท้องแข็งเสียจนไม่เป็นอันเรียน แต่แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวก็รู้สึกได้ถึงอาการที่แปลกไปของเพื่อนสาวที่นั่งข้างกันกันยาเพื่อนสาวหน้าหวานของเธอในเวลานี้ดูเหม่อลอยผิดปกติ นอกจากจะไม่หัวเราะแล้วแม้แต่ยิ้มบางๆ หรืออาการตอบสนองใดๆ ก็ไม่เกิดขึ้นเลยแม้แต
1 อาทิตย์ต่อมา“ช่วงนี้มึงแปลกๆ นะไอ้กรณ์” เสียงทุ้มต่ำของโปรพูดขึ้นเมื่อหลายวันมานี้เขาสังเกตเห็นอาการของเพื่อนสนิทดูแปลกไปจากทุกครั้ง เพราะหมู่นี้มันดูครุ่นคิดตลอดเวลาผิดจากทุกครั้งที่ถึงแม้ว่ามันจะดูนิ่งๆ แต่ก็ดูไม่คิดอะไร ดูไม่น่ามีเรื่องเครียดอะไรเท่าไหร่แต่ครั้งนี้มันมาแปลกว่ะ“กูก็ปกติดี” กรณ์ตอบกลับไปขณะที่ก้มลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองพร้อมกับเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างไร้อารมณ์ตามปกติโปรชะโงกหน้าไปมองก็เห็นว่ามันไถหน้าจอแอปฟ้าแบบเลื่อนลอยไม่มีจุดหมาย จะว่าดูสาวก็ไม่ใช่ ดูข่าวก็ไม่เชิงเหมือนมือว่างเฉยๆ เลยเลื่อนๆ ปัดทิ้งไป“แล้ววันนั้นคนที่มึงเดินไปหาคือใครวะ” ตี๋พูดขึ้นบ้างอย่างสงสัย“อะไรวะ วันไหน เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น” ครั้งนี้เป็นจอมพลที่ถามขึ้นด้วยความสงสัย สายตามองไปที่เพื่อนร่วมกลุ่มอย่างสนใจ“ก็วันนั้นที่ลานเบียร์ตอนมึงออกไปคุยกับน้องน้ำหอมอะ” โปรพูดขึ้นอีกครั้ง “วันนั้นจู่ๆ แม่งก็ลุกขึ้นยืน... ตอนแรกกูก็นึกว่ามันจะเดินไปหามึง แต่แม่งดันเดินไปหาผู้หญิงคนนึง หน้าโคตรเหมือนน้องกันยาเลย”"เออใช่ แต่หุ่นนี่
“เฮ้ยไอ้พล นั่นน้ำหอมไม่ใช่หรอวะ”จู่ๆ ไอ้ตี๋ก็พูดขึ้นซึ่งนั่นก็เรียกสายตาของคนในกลุ่มให้หันไปมองได้แทบจะในทันทีผมปรายตาขึ้นไปมองทางเจ้าของชื่อนั้นก็เห็นร่างบางเล็กของน้ำหอมที่กำลังนั่งดื่มเบียร์เงียบๆ อยู่คนเดียวตรงบาร์ของร้านเครื่องดื่มร้านหนึ่งด้วยใบหน้านิ่งเรียบผมหันไปมองไอ้พลที่จากตอนแรกมีท่าทีขี้เล่นกลายเป็นท่าทีเย็นชาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นักแต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาอะไรผมเลยทำแค่เดินออกจากโต๊ะแล้วตรงไปยังร้านเจ๊น้ำหวานอีกครั้งเพื่อเอาเบียร์อีกสามขวดที่เหลือ แต่เมื่อผมเดินมาถึงกลับไม่เห็นเจ๊น้ำหวานอยู่ในร้านเสียอย่างนั้น“ยัยกันย์ เอาอีกแก้วเร็วเข้า!” เสียงตะโกนปลุกเร้าของน้ำผึ้งดังลั่นไปทั่วบริเวณร้านทำให้ผมชะงักขาที่กำลังจะก้าวเดินออกไปหากแต่ว่าสิ่งที่ผมทำให้ชะงักไปกลับเป็นชื่อของใครคนหนึ่งที่ถูกเรียกขึ้นต่างหาก“ไม่เอาแล้วผึ้ง... อือออ” เสียงหวานๆ ของคนที่ถูกรบเร้ารีบร้องปฏิเสธน้ำผึ้งด้วยอาการมึนเมาผมขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย นั่นก็เพราะผมกำลังมีลางสังหรณ์บางอย่างลึกๆ ในใจ และถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นจริงสักเท่าไหร่นัก...“โอ๊ยยย กรณ์! ขอโทษทีรอนานมั้ย พอดี
[KORN’s PART]ณ ลานเบียร์เวลาเดียวกันบริเวณมุมหนึ่งของลานเบียร์อันเลื่องชื่อมีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่กำลังรวมกลุ่มกันเกือบสิบคนโดยมีขวดเบียร์มากมายนับไม่ถ้วนวางกองกันอยู่ทั่วบริเวณโต๊ะนั้นสายตาของผู้คนในลานเบียร์นั้นจับจ้องมายังกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไม่วางตา เพราะในบรรดาชายหนุ่มในกลุ่มนี้นั้นต่างก็มีบุคลิกท่าทางและหน้าตาที่น่าดึงดูดกันหลายคน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือผมเอง“เป็นอะไรวะไอ้กรณ์ นั่งเงียบเลยนะมึง” เสียงของไอ้พลเพื่อนสนิทผมถามขึ้นอย่างสงสัยเมื่อเห็นว่านับตั้งแต่เข้ามานั่งในบริเวณลานเบียร์แห่งนี้ผมยังไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว“ไม่มีอะไร” ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับซดเบียร์ในแก้วต่อด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆไม่รู้เพราะอะไรแต่วันนี้ลางสังหรณ์บางอย่างมันทำให้ผมอดจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ไม่ได้“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว โคตรไวเลยว่ะ” ไอ้ตี๋พูดขึ้น มันเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มของผมที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม “อยากรู้เลยว่าน้องรหัสกูจะสวยมั้ยวะ”“เออ มึงจำน้องน้ำหอมได้หรือเปล่าวะ” จู่ๆ ไอ้โปรก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง เรียกให้คนที่เหลือบนโต๊ะหันไปมองมันสลับกับผมอย่
EPISODE 03ณ ลานเบียร์กว่าจะมาถึงลานเบียร์ที่ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้ว ทันทีที่ตัวรถญี่ปุ่นคันเล็กกะทัดรัดของน้ำผึ้งเคลื่อนตัวมาจอดยังบริเวณที่จอดรถหลังร้านของพี่น้ำหวานก็ปรากฏภาพผู้คนมากมายต่างพากันทยอยเดินเข้าไปจับจองที่นั่งบริเวณลานเบียร์กันมากมาย"ที่นี่น่ะ ส่วนใหญ่ก็พวกนักศึกษาที่มอทั้งนั้น" น้ำผึ้งอธิบายเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมือมาจับมือฉันไว้หลวมๆ"อ๋อ... แบบนี้นี่เอง" ฉันตอบรับเบาๆ พร้อมกับพยักหน้า“ไปเร็วกันย์ เดี๋ยวถ้าฉันพาแกไปเจอยัยนั่นนะ ยัยนั่นต้องกรี๊ดแตกแน่เลย”“รู้แล้วล่ะน่า ก็ไมได้เจอกันตั้งสามปีนี่นา” ฉันตอบกลับไปอย่างขบขัน เราทั้งสองคนต่างพากันลงจากรถอย่างไม่เร่งรีบมากนักเพราะน้ำผึ้งบอกว่าพี่น้ำหวานมักจะเผื่อโต๊ะว่างไว้โต๊ะนึงเสมอเพื่อเอาไว้เผื่อให้พวกเด็กเสิร์ฟไว้ใช้นั่งพักกันโชคดีที่น้ำผึ้งสอบติดที่นี่ตั้งแต่รอบแรกที่มีการเปิดรับนักศึกษาในรอบโครงการสอบตรง ก็เลยทำให้มีเวลาได้มาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนฉํนจะมาถึงเกือบสองเดือนในขณะที่ฉันต้องรอปิดเทอมที่นู่นก่อน แล้วไหนจะต้องรอดำเนินการเรื่องวุฒิการศึกษาให้เรียบร้อยเพื่อทำการเทียบวิชาที่เรียนและหน่วยกิต กว่าจะได้เข้าสมัครสอบและรอป







