บทที่ 11 ปั่นประสาท
“นิวกับนาวพอจะเล่นเป็นค่ะ แต่ถ้าไม่เข้าใจจะขอถามเจ๊ปั้นได้ไหมคะ” แฝดสองคนนั้นยังอยู่ในห้องนี้ไม่ได้ออกไปกับกลุ่มเด็กผู้หญิงเมื่อสักครู่
บรรยากาศภายในห้องยังคงดูน่าอึดอัดแต่มันเป็นเฉพาะกับคนอื่นไม่ใช่ปัญทิตา หญิงสาวยังคงแสดงออกด้วยท่าทีปกติ ที่สำคัญคือไร้อารมณ์หึงหวงใด ๆ
เธอทำเหมือนว่าเรื่องที่เกิดตรงหน้าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ไม่รู้สึก เพียงแต่เธออยู่กับเรื่องพวกนี้จนชินชา
“ถ้าดูนานขนาดนี้แล้วเล่นไม่ได้ก็ไม่ต้องเล่นดีกว่าไหม มันไม่ได้ยากขนาดนั้น”
เราเล่นกันมากกว่าสิบเกม ยัยเด็กแฝดนิวนาวนั่งข้างซ้ายของเกื้อกูล ส่วนข้างขวาก็เป็นปัญทิตา
เกมมันก็เห็นกันอยู่ว่าเล่นอย่างไร จะมาบอกไม่เข้าใจอันนี้จงใจหาเรื่องหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่เป็นเอกคิดและเขามันก็พวกปากไวเสียด้วย
“แต่นิวไม่เข้าใจนี่คะ นิวไม่ได้เก่งเหมือนเจ๊ปั้น อะไรก็ดูจะแสดงเอ๊ยไม่ใช่ ดูเล่นเก่งไปหมด” ปัญทิตาละสายตาจากกระบอกเต๋าตัวเองส่งสายตามองไปยังคนพูด
ถึงแฝดหญิงสองคนนี้จะเหมือนกันมากแต่คนพี่ที่ชื่อว่านิวนอกจากแววตาไม่ธรรมดาแล้วฝีปากกลับไม่ธรรมดายิ่งกว่า
“ข้าวปั้นไม่ได้โง่ไง…” เป็นเอกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงระอาและรู้สึกเดือดดาลแทนน้องสาว
ที่จริงเขาอยากพูดมากกว่านี้แต่เพราะเจ้าตัวคือปัญทิตานิ่งจนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
“คุณเป็นเอกพูดเหมือนพวกเราโง่เลยนะคะ พวกเราไม่ได้โง่เสียหน่อย เฮียคะ…” แฝดพี่ทำทีฟ้องเกื้อกูล
“ฉันยังไม่ได้พูดว่าพวกเธอโง่สักคำ! ฉันพูดเหรอวะไอ้ปราบ?”
“ก็เปล่านะ สองแฝดนี่ร้อนตัวไปเอง”
“แต่…”
“เธอสองตัวจะหุบปากได้หรือยัง! หนวกหู!”
เป็นเกื้อกูลที่ตวาดออกมาพร้อมกับสะบัดแขนที่โดนแฝดผู้พี่สวมกอดอยู่ สองคนนั้นถึงได้ก้มหน้าเงียบปากได้
การที่แสดงความหงุดหงิดออกไปก็ไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากยัยแฝดพี่น้องสองคนนี้
เป็นเอกชวนปัญทิตาทานอาหารว่างคือปลาหมึกชุบแป้งทอดกับดิฟชีสที่เป็นของโปรดเธอ
ส่วนปราการจำได้ว่าหญิงสาวยังชอบที่จะดื่มผลไม้มากกว่าน้ำอัดลมจึงสั่งม็อกเทลสีสวยไร้แอลกอฮอล์ให้หนึ่งแก้วด้วยแล้วมันก็มาเสิร์ฟพร้อม ๆ กัน
“ขอบคุณค่ะ” ปัญทิตาเอ่ยปากขอบคุณเพื่อนสนิทเกื้อกูลและเธอก็เริ่มลงมือทานของว่าง โดยชิ้นแรกก็ไม่ลืมที่จะคีบมาใส่จานให้กับเกื้อกูลด้วย
แววตาของคนขี้หงุดหงิดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปเป็นปกติแทบจะในทันที ไม่ว่าอย่างไรสำหรับปัญทิตาแล้วเกื้อกูลยังคงมาที่หนึ่งก่อนใครเสมอ
เกื้อกูลไม่ชอบเป็นคนที่ถูกละเลย เรื่องนั้นปัญทิตาและเพื่อนทั้งสองคนก็รู้ เป็นเอกและปราการเผลอคว่ำปากอัตโนมัติ
“เฮียคะพวกเราอยาก…”
เริ่มต้นที่แฝดพี่ที่ชื่อว่านิว ก่อนจะตามด้วยแฝดน้องที่ชื่อว่านาว ถ้านี่เป็นการแสดงละครก็คงจะเป็นฉากที่ตัวร้ายทำได้อย่างโง่งมที่สุดที่เป็นเอกและปราการเคยเห็นมา
การดำเนินเกมโง่ ๆ ที่คงช่วยอะไรไม่ได้
“ข้าวปั้นจ๊ะมีสายเข้าค่ะ เป็นสายที่ข้าวปั้นรออยู่…”
เหมือนพี่น้อยเข้ามาได้ทันเวลาพอดี ปัญทิตาอยากจะออกไปจากห้องนี้นานแล้วแต่หาจังหวะไม่ได้
เมื่อสบโอกาสเธอจึงเอ่ยบอกเกื้อกูลว่าเธอขอไปรับสายก่อน เพราะเป็นพี่น้อยมาเรียกชายหนุ่มจึงไม่ว่าอะไร
หลังจากพ้นร่างของปัญทิตาไปแล้ว เกื้อกูลก็โยนกระบอกเต๋าทิ้งโครมไปบนโต๊ะกระจกข้างหน้าและตวัดสายตาที่เห็นได้ชัดว่าหงุดหงิดและรำคาญเรื่องที่สองแฝดกำลังสร้างมากแค่ไหน
“พ่อเธอไม่ได้บอกหรือไงว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร?”
ไม่ต้องสาธยายเพิ่มว่าผู้หญิงคนนี้ที่เกื้อกูลหมายถึงคือใคร
แฝดคนน้องก็รีบสวมกอดท่อนแขนของคนพี่
“คะ คือพวกเรา” ดูเหมือนแฝดพี่ที่ชื่อนิวจะดูฉลาดกว่าแฝดน้อง หล่อนจึงเป็นคนยื่นปากออกมาพูดก่อน
“อย่ามาลามปาม เพราะถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่เอา พวกเธอก็ใช่ว่าจะเสนอหน้าอยู่กันตรงนี้ได้ พรุ่งนี้คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่าต้องทำยังไงถึงจะอยู่ที่นี่ต่อไปได้!”
“ข้าวปั้นอยู่กับมึงมากี่ปีแล้วนะ”
พอแฝดพี่น้องโดนตะเพิดเราก็อยู่กันในห้องแค่สามคนปราการจึงถามขึ้น
“ประมาณสองปะ” เป็นเอกตอบแทนเกื้อกูล
“เดือนหน้าครบสามปี” เพื่อนสนิทสองคนได้ยินที่เพื่อนตอบก็แทบจะหลุดหัวเราะ
พวกเขาละไม่เข้าใจจริง ๆ แม้แต่เดือนที่คบกันเกื้อกูลยังจำได้แต่ทำไมมันถึงได้ตั้งแง่กับปัญทิตานัก
“กูละไม่เข้าใจมึงจริง ๆ” ปราการมองหน้าเกื้อกูลแล้วพูดขึ้น มันจะมีคำพูดใดเหมาะสมเท่านี้แล้ว
“ก็ไม่ได้ขอร้องให้ใครมาเข้าใจกู” เกื้อกูลไม่แยแส เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มต่อ อาการมึนเมาหายไปหมดแล้ว
“ความหวังดีที่ไม่ต้องการเขาเรียกว่าเสือกนะไอ้ปราบ” เป็นเอกบอกปราการเพราะตัวเขาเองก็หมดคำจะพูด เป็นเอกก็เป็นคนที่เสือกก่อนหน้าปราการเสียอีก
“แล้วมึงจะอยู่กันแบบนี้น่ะเหรอ อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว” ปราการรู้ว่าเกื้อกูลไม่คบใครจริงจังและก็เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม
หมายถึงเหี้ยเสมอต้นเสมอปลาย…
แต่ผู้หญิงที่เห็นจะอยู่ด้วยแล้วจริงจังก็มีแต่ปัญทิตาเท่านั้น สามปีเวลาก็ไม่ใช่น้อย ๆ
“มึงก็ไม่ได้อายุน้อยกว่ากูนะไอ้ปราบ เรื่องของตัวเองเอาให้รอด จะชวนแดกเหล้าหรือมาซักไซ้เสือกเรื่องของกูกันแน่” เกื้อกูลย้อนเพื่อนสนิทให้
“กูแค่สงสารน้องปั้น กูว่าน้องเขาน่าจะมีทางไปได้ดีกว่านี้” ดีกว่ามาจมปรักอยู่กับคนบ้าอำนาจอย่างเกื้อกูลที่ให้ไม่ได้แม้กระทั่งความชัดเจน
ปากบอกไม่แคร์แต่สิ่งที่แสดงออกมันตรงข้ามกันไปหมด อยู่กับมันก็ไม่ต่างอะไรกับสนามอารมณ์
“มึงรู้ไหมว่ากูจ้างข้าวปั้นด้วยเงินเดือนเท่าไหร่ การศึกษาที่ดีที่สุด ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ทุกวันนี้น้องชายเรียนนานาชาติค่าเทอมปีเป็นล้าน ยายข้าวปั้นติดเตียงพยาบาลที่กูจ้างดูแลเดือนเป็นแสนนะ ข้าวปั้นมีทรัพย์สินเท่าไหร่ ที่ดินกี่ผืน บ้านกี่หลัง อย่าให้กูพูด!”
ปัญทิตาก็คือเศรษฐีนีดี ๆ คนหนึ่งนี่แหละ แล้วเพื่อนจะมาพูดว่าเธอมีทางไปได้ดีกว่านี้! น่าโมโหฉิบหาย! เกื้อกูลบีบแก้วเหล้าในมือ
“ไอ้เกื้อ…ที่มึงพูดออกมามีแต่เรื่องเงิน” ปราการมองหน้าเพื่อนแล้วถอนหายใจ
เขาเหนื่อยแทนปัญทิตาจริง ๆ ขนาดคุยเรื่องนี้กับเกื้อกูลแค่แป๊บเดียวยังเหนื่อยขนาดนี้
“แล้วมึงคิดว่าข้าวปั้นอยู่กับกูเพราะอะไร? รักกูเหรอ? หึ! พวกมึงไม่รู้หรอก…ผู้หญิงคนนี้ร้ายกว่าที่พวกมึงคิดเยอะ” เขาพูดก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม
“ถ้าน้องมันร้าย น้องมันไม่ดีขนาดนั้นมึงจะให้ข้าวปั้นอยู่ตรงนี้ทำไม?” เป็นเอกเงียบมานาน ฟังจนระอาก็อดพูดขึ้นไม่ได้
“กูเหรออยากให้อยู่? ถ้าไม่เห็นแก่มนุษยธรรมตะเพิดไปนานแล้วโว้ย!”
“เกิดอยากจะมีมนุษยธรรมขึ้นมาเชียว กูจะอ้วก!”
“ถ้ากูชั่วกูเลวคนที่อยู่กับกูได้มันก็ชั่วไม่ต่างกับกูหรอก! ในเมื่อเข้ามาหากูแต่แรกก็เพื่อเงิน อดทนอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อเงิน ถึงกูจะเลวจะชั่วกูดูแลข้าวปั้นอย่างดี เรื่องงานเป็นเรื่องเดียวที่กูว่าไม่ได้ กูให้ขนาดนี้แล้วจะอะไรนักหนา!”
นอกนั้นก็กัดแซะไม่เลิกรา เป็นเอกและปราการส่ายหน้าระอาอย่างไม่รู้จะพูดอย่างไร
“กูก็ยังเห็นมึงก้าวก่ายงานข้าวปั้นอยู่เลย ไอ้หัวหน้าบาร์น้ำมึงก็รู้ว่ามันผิด ก็ไปฉีกหน้าน้องเขา ถึงจะเป็นคนของแม่มึงก็จริงแต่มีเหตุผลหน่อยดิวะ”
“วิธีการของกูไม่จำเป็นต้องบอกคนโง่อย่างมึง เชิญเห็นใจคนที่ไม่สมควรเห็นใจไปเถอะ แต่กูจะบอกให้รู้ไว้ว่าถ้าชีวิตข้าวปั้นไม่มีกูก็ไม่มีวันนี้หรอก ตายอีกสิบชาติก็ไม่สุขสบายเท่านี้!”
เกื้อกูลพูดจบก็แค่นหัวเราะออกมาและเป็นจังหวะเดียวกับที่สายตาพาดมองไปทางประตูห้องพอดี
ปัญทิตายืนอยู่นานแล้ว เธอได้ยินทุกคำพูดของเกื้อกูล เขายังคงเหมือนเดิม คิดกับเธอในแง่ลบแบบเดิม ๆ พูดคำพูดพวกนี้ราวกับกดรีเพลย์ทำร้ายกันซ้ำ ๆ
เกื้อกูลไม่เคยมองเธอดี ทุกอย่างเราอยู่กันเพราะเงิน นี่คือสิ่งที่หญิงสาวเตือนตัวเองไว้ตลอดเวลา
“น้องปั้นกลับมาพอดีเลย เข้ามาสิครับพวกพี่รอเล่นเต๋าอยู่…” เป็นเอกได้สติก่อนใครรีบลุกและเรียกปัญทิตาที่ก็ไม่รู้ว่าเปิดประตูเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ค่ะ” แต่เมื่อเธอตอบแบบนี้นั่นเท่ากับว่าคงไม่ได้ยินที่พวกเราสามคนคุยกันหรอกมั้ง
เพราะหากได้ยินจริง ๆ มีหรือว่าจะอดทนที่จะไม่วิ่งออกไปร้องไห้ได้ ใคร ๆ ก็รู้ว่าปัญทิตารักเกื้อกูลมากแค่ไหน กระทั่งกรีดข้อมือทำร้ายตัวเองก็เคยมาแล้ว
ในตอนที่เกื้อกูลทะเลาะกับปัญทิตาแล้วจะเลิกกัน ภาพที่หญิงสาวใส่ชุดนักศึกษาคุกเข่าขอร้องไม่ให้เกื้อกูลทิ้งกันยังติดตาเป็นเอกมาจนทุกวันนี้
นี่คือเหตุผลที่ทำไมคนใกล้ตัวของเกื้อกูลถึงได้เอ็นดูปัญทิตาและคิดว่าเธอคู่ควรที่จะถูกรักอย่างถูกต้องบ้าง
“หกสามค่ะ”
“หกสี่”
“หกหก”
“หกเจ็ด”
“จับค่ะ”
เสียงหวานของผู้หญิงคนเดียวในโต๊ะโต้ตอบกับพวกผู้ชายตรงหน้า เธออมยิ้มก่อนจะผายมือไปทางกระบอกลูกเต๋าของเป็นเอก เขาคือคนที่โดนเธอจับแต้ม
มุมปากของเกื้อกูลยกขึ้น เขารีบเปิดกระบอกเต๋าของตัวเองเพื่อโชว์แต้มเต๋า ปราการก็ทำเช่นเดียวกันและตามมาด้วยคนที่เป็นผู้เอ่ยจับแต้มเต๋าคือปัญทิตา
“เต๋าทั้งหมดในนี้ มีหกแค่สามลูกค่ะ” ปัญทิตาพูดแล้วยิ้ม
“โอ้โห! ทุกคนโกหกหมดเลยสินะ หน้าเต๋าไม่มีหนึ่งและหกกันเลย!” เป็นเอกชะโงกไปดูกระบอกเต๋าทุกอันก็พบความจริงข้อที่ว่าเขาโดนต้มเสียจนเปื่อย!
กระบอกเต๋าของแต่ละคนไม่มีลูกเต๋าหน้าหกเลยสักคน แถมหน้าหนึ่งที่เป็นตัวแปรแทนเต๋าแต้มอะไรก็ได้ก็ไม่มีเช่นเดียวกัน นั่นเท่ากับทุกคนโกหกหมด
“สมกับชื่อเต๋าไง เต๋าโกหก” ปราการบอกเพื่อนสนิทและก็ดันแก้วช็อตใส่เหล้าแก้วเล็กส่งไปให้
เป็นหนึ่งรู้ตัวว่าแพ้ให้กับปัญทิตาที่เป็นคนบอกจับแต้มเต๋าของเขา ชายหนุ่มก็ยอมกินเหล้าแก้วนั้น
“เล่นต่อไหมข้าวปั้นยังไม่ได้กินสักแก้วเลย” ปราการรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้
แต่ทุกรอบที่เล่นกันก็ไม่มีใครเอาชนะปัญทิตาได้ แม้แต่คนที่สอนหญิงสาวเล่นเกมนี้อย่างเกื้อกูลก็ตาม
เกมนี้ชื่อว่าเต๋าโกหก เราจะมีลูกเต๋าคนละห้าลูก เล่นสี่คนเท่ากับในวงจะมีเต๋าทั้งหมดยี่สิบลูก
เราจะเรียกหน้าเต๋าเท่าไหร่ก็ได้ เล่นสี่คนก็ต้องเปิดด้วยหน้าเต๋าหนึ่งถึงหกและเรียกจำนวนสี่ลูกขึ้นไปตามจำนวนคน
เต๋าแต้มหนึ่งจะแทนอะไรก็ได้ แล้วเราก็วนเรียกกันไปเรื่อย ๆ โดยที่ตัวเราจะพูดจริงหรือโกหกก็ได้
“ต่อดิ! วันนี้ข้าวปั้นอยากเมา…” เกื้อกูลพูดไม่มองหน้าใครแล้วก็เขย่ากระบอกเต๋าต่อ ทำให้ทุกคนก็เริ่มจัดการกระบอกเต๋าตัวเอง
มีเพียงปัญทิตาที่รู้สึกว่านี่ดึกเกินไปแล้วเธออยากจะไปดูหน้าร้านสักหน่อย หญิงสาวจึงทอดสายตามองไปที่เกื้อกูล นานเกือบครึ่งนาทีก่อนที่เขาจะเหลือบสายตามามองกัน
“กูแพ้ข้าวปั้นกิน” เกื้อกูลรู้ว่าปัญทิตาคิดอะไรเขาจึงเอ่ยตัดบท ไม่อยากเล่นก็ไม่ต้องเล่น
แต่เรื่องจริงคือยังไม่อยากให้เธอไปไหนเขาจึงพูดออกไปเช่นนั้น
“มึงอยากมอมเมียก็บอกมาเหอะไอ้เกื้อ”
เป็นเอกพูดไปก็หัวเราะไปและยิ่งหัวเราะดังกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายไม่ปฏิเสธ
แล้วบอกไม่ใช่ ๆ จะไม่ใช่ยังไง! ไม่ว่าใครบอกว่าปัญทิตาเป็นเมีย เกื้อกูลก็ไม่เห็นจะปฎิเสธ
“มันอาจจะอยากอุ้มข้าวปั้นกลับห้องงี้ป่าวแต่หาทางไม่ได้อะ” เมื่อเหล้าเข้าปากมากหน่อยเพื่อนเขาก็ฝีปากกล้าขึ้น
“ทำไมกูต้องทำแบบบนั้น ลองถามข้าวปั้นสิกูเคยทำไรงี่เง่าอย่างงั้นเหรอ? คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้จะดูแลกูได้ไงถูกปะ?”
“มึงก็พูดเกินไปไอ้เกื้อ…”
“เออ น้องจะเสียใจปะ…”
ทั้งที่ปัญทิตาก็ได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหูพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขา แต่หญิงสาวกลับไม่ได้แสดงออกว่าเธอไม่โอเคแต่อย่างใด ไม่เสียใจ ไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ!
“ต่อให้กูพูดมากกว่านี้หรือทำมากกว่านี้ข้าวปั้นก็ไม่เดือดร้อน”
“ไอ้เกื้อ…”
“มึงนี่มัน…”
“กูพูดเรื่องจริง มึงไม่ใช่เจ้าตัวจะมาร้อนรนกันทำไม ไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้าวปั้นจะรู้สึกยังไง คนที่อยู่กับกูได้นานขนาดนี้แค่อดทนเก่งไม่พอหรอก ใช่ไหมข้าวปั้นเพราะเธอก็เป็นคนบอกแม่ฉันเอง!”
คำพูดของเกื้อกูลใจร้ายแบบที่ตัวเพื่อนเขาเองก็ยังไม่คิดว่ามันจะกล้าพูดออกมา แถมยังพูดต่อหน้าปัญทิตาอีกด้วย
เป็นเอกและปราการเห็นใจหญิงสาวเป็นอย่างมากที่ต้องมารองรับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของเพื่อนเขา
ปัญทิตาเงยหน้าขึ้นไปสบตากับเกื้อกูล เธอไม่มีคำพูดอื่นใดนอกจากมองตาเขาและก็หลุบสายตาต่ำลง