บทที่ 10 ไม่รบกวน
ดวงตาคมเข้มจ้องมองพนักงานหญิงที่เดินมาเรียกไอ้สามลูกน้องเขาออกไป เกื้อกูลจำได้ในทันทีว่าเป็นเด็กหน้าห้องทำงานปัญทิตา เขาวางแก้วเหล้าในมือลงเมื่อลูกน้องเดินกลับเข้ามา
“มีอะไร” สามเดินเข้ามาหาพร้อมกับทิ้งสายตามองผู้หญิงทั้งสองคนที่นั่งขนาบข้างเจ้านายอยู่
“ออกไปก่อน” เกื้อกูลสั่งผู้หญิงฝาแฝดที่เขาเพิ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ ให้ออกไปห่าง ๆ เมื่อออกไปแล้วสามก็ยื่นหน้าเข้ามารายงาน
“วัน ๆ เอาแต่หาเรื่อง! ไป! ไปดู!” เกื้อกูลดื่มเหล้าไปค่อนข้างเยอะ เขาไม่ได้เมาแต่ก็ตึงอยู่ ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นจึงทำให้เพื่อนที่มาดื่มด้วยกันลุกขึ้นเช่นกัน
“มีอะไรวะไอ้เกื้อ มึงจะไปไหน” เป็นเอกเอ่ยถาม ช่วงนี้เขาเข้ามาเป็นเพื่อนกินเหล้าให้ไอ้เจ้าของบ่อนทุกวัน
“ไม่มีอะไร กูแค่จะไปปรามคนบ้าอำนาจ! ไปยุ่งกับใครไม่ยุ่ง! กูละเบื่อ!” เกื้อกูลพูดแค่นั้นก่อนจะเดินออกไป
แต่ในตอนที่จะพ้นประตูห้องรับรองเขาก็หันมากวักมือเรียกหญิงแฝดทั้งสองให้เดินตามมาด้วยกัน
“อย่าบอกนะว่าไอ้เกื้อไปหาเรื่องข้าวปั้นอีกแล้ว”
เป็นเอกพูดออกไปด้วยน้ำเสียงยานคาง เพราะตัวเขาเองก็ดื่มมาหนักเหมือนกัน
“ไปหาเรื่องคุณปั้น หรือไปหาเรื่องให้ตัวเองก็ไม่รู้นะครับ แต่รีบไปเถอะครับเรื่องใหญ่อยู่!”
ประตูห้องทำงานเปิดออกเสียงดังปึงปัง คนในห้องทั้งหมดก็เงยหน้าขึ้นไปมอง และแค่เพียงสบสายตาของเกื้อกูลที่มองมาเท่านั้น ปัญทิตาก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป รู้ตั้งแต่ที่เรายังไม่พูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ!
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร! แล้วเธอเป็นศาลเจ้าเหรอคนต้องลงไปนั่งทำความเคารพ!”
เพราะเข้ามาทันเห็นลูกน้องของแม่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างเก้าอี้ที่ปัญทิตานั่ง เกื้อกูลจึงกัดฟันถาม
“เฮียครับ ผม…” หัวหน้าบาร์น้ำพอเห็นว่ามีคนมาช่วยก็รีบพุ่งตัวไปอีกทาง
“ลุกขึ้นมานั่งดี ๆ แล้วนี่เธอเป็นอะไรข้าวปั้น! พูดคุยกันดี ๆ ไม่ได้หรือไง!” ปัญทิตามองเขาด้วยแววตาเฉย ๆ
วันนี้เกื้อกูลรู้สึกอยากจะเป็นคนที่ยุติธรรมเท่าเทียมขึ้นมา ทั้งที่ตัวเขาเองเป็นยิ่งกว่าปัญทิตาด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาแสดงออกนั่นก็คือการฉีกหน้าเธอ
ปัญทิตาเงียบแต่แววตาเธอไม่ได้เงียบ ซึ่งไม่ใช่แค่เกื้อกูลที่รู้สึกแต่ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็รู้สึกทั้งนั้น
บรรยากาศภายในห้องทำงานเรียกว่ามาคุ
“พี่น้อยรบกวนช่วยเชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปข้างนอกด้วยค่ะ” เธอวางแก้วชาเขียวในมือลงและหันไปพูดกับพี่น้อย
เสียงที่ปัญทิตาใช้ก็ยังคงเป็นเสียงราบเรียบบางเบาเหมือนเดิมแต่ก็ทำทั้งห้องเงียบกริบ แม้แต่เข็มสักเล่มหล่นก็คงได้ยิน
“แล้วเธอจะทำไม! นี่มันที่ของฉัน! ฉันจะให้ใครเหยียบไปตรงไหนก็ได้!”
“เฮียคะ…ไปที่ห้องรับรองดีกว่าในนี้เอกสารเยอะ ข้าวปั้นคง…”
“พี่น้อยหยุดพูด! นี่ก็ให้ท้ายกันเกินไป! พี่เป็นลูกน้องผมหรือเป็นลูกน้องข้าวปั้น!”
ปัญทิตามองหน้าเกื้อกูลท่าทีแสดงท่าทีหงุดหงิดเย็นชาออกมา ก่อนจะเดินออกมาจากโต๊ะทำงานและยื่นแฟ้มเอกสารที่จะบอกเรื่องราวทั้งหมดให้กับเขาแทน
“ปั้นไม่ได้พูดอะไรโดยไม่มีหลักฐาน…”
“ฉันไม่สน!”
แฟ้มในมือปัญทิตาถูกปัดตกจนหล่นพื้น สามต้องรีบเข้าไปหยิบขึ้นมาถือเอาไว้
“ไอ้เตี้ยมึงออกไป! เธอไม่รู้หรือไงว่ามันอยู่กับฉันมาสิบปีแล้ว เรื่องนี้ฉันจะเป็นคนสืบสาวราวเรื่องเองไม่รบกวนเธอ” เกื้อกูลสั่งให้หัวหน้าบาร์น้ำให้ออกจากห้องนี้ไป ส่วนเขาก็หันทั้งตัวมาจัดการเธอ
“แต่หลักฐานทั้งหมด…” น้อยพูดขึ้น ส่วนปัญทิตายังคงนิ่ง เธอทำหน้าราบเรียบเหมือนไม่ได้รับรู้เลยว่าเขากำลังโมโหมาก
“พี่น้อยอย่าทำให้ผมหงุดหงิดไปมากกว่านี้ พี่ก็เข้ามาพร้อมไอ้เตี้ย ถ้ามันจะโกงเงินมันเดินมาขอเงินผมไม่ดีกว่าหรือไง!”
หัวหน้าบาร์น้ำเข้ามาทำงานพร้อมกันกับน้อยและนี่ก็เป็นเหตุผลที่คนคนนั้นไม่เห็นหัวใครโดยเฉพาะเธอ
เตี้ยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่าคนแก่ เป็นคนของแม่เกื้อกูล เป็นคนที่หากจะจับโจร คนพวกนี้ก็คงต้องเป็นลำดับสุดท้ายที่ใครจะนึกถึง
ทั้งที่เกื้อกูลยังไม่ได้สอบถามความจริงจากใครเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะคนที่ทำงานราวกับจะขายชีวิตและวิญญาณให้เขาอย่างปัญทิตา
แต่มันก็เท่านั้นนั่นแหละ...เขาตัดสินเธอแล้ว เพียงแค่เธอกล้าไปแตะต้องคนของแม่เขาก็ต้องโดนแบบนี้
“วิธีจัดการมีมากมาย เธออย่าบ้าอำนาจให้มันมากข้าวปั้น วัน ๆ จ้องแต่หาเรื่องคนอื่น!” เกื้อกูลพูดออกมาเช่นนั้นทำเอาเป็นเอกกับสามเหลือบตามองกัน
ไม่รู้ว่าที่เกื้อกูลกำลังทำอยู่นี่คือการประชดเมียหรือเรียกร้องความสนใจหรือไม่ แต่เขาสองคนคิดว่าใช่…มันจะเป็นเหตุผลอื่นไปได้ยังไง
“โอเคค่ะ ถ้าเฮียต้องการแบบนี้งั้นปั้นก็จะไม่ยุ่งกับเรื่องนี้ คุณสามปั้นฝากทำลายเอกสารในแฟ้มนี่ทิ้งด้วย”
ปัญทิตาบอกเช่นนั้นก่อนจะมองเลยไปทางด้านหลังของเป็นเอก ตรงนั้นมีผู้หญิงสองคนที่เธอเห็นในกล้องวงจรปิดก็มาอยู่ดูเหตุการณ์นี้เช่นกัน
เกื้อกูลเห็นสายตาที่ปัญทิตามองผ่านตัวเขาไปแล้ว มุมปากหยักก็ยกขึ้น
ภายในห้องทำงานของปัญทิตาไม่ใช่ที่ที่ใครอยากเข้าก็สามารถเข้ามาได้ มันถือว่าเป็นห้องต้องห้ามส่วนตัวเนื่องจากในนี้เป็นที่เก็บสิ่งของมีค่าโดยเฉพาะเงินสดจำนวนมาก
แต่ตอนนี้เกื้อกูลกลับพาผู้หญิงของเขาติดสอยห้อยตามมาด้วย
“ก็ดี…หยุดเรื่องไม่เป็นเรื่อง มาสนใจเรื่องนี้ดีกว่า ฉันมีเด็กจะแนะนำให้เธอรู้จัก นิวกับนาวเข้ามาแนะนำตัวกับเจ๊เขาหน่อย”
การมาหักหน้าเธอเรื่องหัวหน้าบาร์น้ำไม่ใช่สิ่งที่เกื้อกูลตั้งใจทำมันแต่แรกแต่การพาผู้หญิงสองคนใหม่มาแนะนำให้เธอรู้จักนี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาจงใจทำมันเป็นอย่างดี
“ปั้นทราบแล้วค่ะ เรียบร้อยแล้วรบกวนเฮียพาคนของเฮียออกไปเถอะค่ะ เดี๋ยวปั้นตามออกไป”
ปัญทิตาไม่เห็นประโยชน์ที่จะทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่านี้ เธอไม่ได้ยอมรับแต่ก็ปฏิเสธเรื่องพวกนี้ไม่ได้ และมันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด
แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ หญิงแฝดสองคนที่ก้าวเท้าขึ้นมาข้างหน้ายืนด้านหลังเกื้อกูลแทนที่จะรีบออกจากบริเวณนี้ไป
ปัญทิตามองเลยไปด้านหลังเกื้อกูลและสบตากับผู้หญิงสองคนนั้น ตัวจริงของพวกเธอดูดีกว่าที่เห็นในกล้องวงจรปิด
“ในห้องทำงานฉัน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามาได้เพราะถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมา…ไม่ว่าใครก็ช่วยพวกเธอไม่ได้”
ปัญทิตาละสายตาจากแฝดหญิงสองคนมามองหน้าเกื้อกูล เธอไม่ได้พูดเล่น เกื้อกูลเองก็รู้ดี
พวกเธอรู้ว่าเฮียเจ้าของบ่อนมีเมียแล้วและเมียของเฮียก็มาจากเด็กที่ทำงานรับจ้าง ก่อนจะได้ขยับขึ้นไปเป็นเมียเฮียดูแลผลประโยชน์มากมายที่นี่
นิวกับนาวพวกเธอสองคนก็อยากจะเป็นแบบนั้นบ้าง ยิ่งโดนเฮียหนุนหลังก็กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ภายในใจ
ตอนที่เฮียไม่ได้พูดห้ามอะไรพวกเธอ นิวกับนาวรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนให้ท้ายอยู่จึงกล้าก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยความกล้า
แต่เมื่อได้ยินประโยคที่ออกมาจากปากคนที่เฮียบอกว่าเป็นเจ๊ นิวและนาวจำต้องถอยหลังออกไปก้าวหนึ่ง
แค่ประโยคเดียวของผู้หญิงที่เป็นเมียเฮีย เธอสองคนไม่กล้าสบตาแต่ก็ยังไม่อยากจะยอมแพ้
“แต่เฮียให้เรา…” หญิงแฝดสองคนจะยืนยันว่าเธอจะทำตามคำสั่งเกื้อกูล
ปัญทิตาเจอผู้หญิงของเกื้อกูลมานับร้อยคน ฟังไม่ผิดหรอก มันไม่ใช่น้อย จะดีเลวชั่วช้าเธอเห็นมานับไม่ถ้วน มารยาหญิงกี่ร้อยกี่พันเล่มเธอคิดว่าเห็นมาหมดแล้ว
เมื่อนิวกับนาวยืนยันที่จะอยู่ในห้องทำงานของเธอต่อไป ปัญทิตาก็มองออกไปด้านนอกห้อง พริบตาเดียวชายฉกรรจ์ร่างใหญ่เดินเข้ามาหาหญิงแฝดสองคนอย่างคุกคาม
“ถ้าจะเข้ามาก็ได้ แต่ฉันไม่รับประกันความปลอดภัย ก็ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอฉันมันพวกบ้าอำนาจ…”
เกื้อกูลเหมือนได้เห็นเรื่องสนุก เขาก็เป็นพวกตบหัวลูบหลังแต่ก็ไม่ใช่พวกตามใจใครจนเสียคน
ระหว่างปัญทิตาและเขาก็คล้ายว่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมาเสียมากกว่า
ปัญทิตาทุ่มเทก็จริงแต่ไม่ใช่เพื่อเขา เธอทุ่มเทเพื่องาน…ทุ่มเทเพื่อเงิน!
“เฮียไปรอที่ห้องรับรองเถอะค่ะเดี๋ยวปั้นตามไป เราไปเล่นเต๋ากันสักตา”
ปัญทิตาไม่เห็นประโยชน์ที่จะมายืนเถียงกับเกื้อกูลต่อหน้าคนอื่น เขามันก็เป็นคนแบบนี้ เธอพูดจบก็ส่งยิ้มให้
เกื้อกูลในตอนแรกหงุดหงิดโมโหมากแต่แค่เพียงปัญทิตาแทนตัวเองว่าปั้นและใช้น้ำเสียงที่ฟังระรื่นหูหน่อยก็ดูเหมือนว่าความโกรธเคืองนั้นจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“งั้นก็ได้ ห้านาทีนะฉันจะรอ ไปกลับ!”
“ข้าวปั้นเจอกันนะ อยากซ้อมมือนานละ”
ปัญทิตาค้อมศีรษะส่งยิ้มให้เป็นเอก เมื่อทุกคนออกไปจนหมด เธอก็หมุนตัวกลับมาที่โต๊ะทำงานและนั่งลงด้วยความเหนื่อยล้า
สิ่งที่เฝ้าทำมาเกือบครึ่งเดือนไร้ความหมายในทันทีที่เกื้อกูลบอกจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเอง มันไม่ต่างอะไรกับการให้ท้ายคนทำผิด
“ข้าวปั้นอย่าคิดมากเลยนะ เฮียเขาก็เป็นแบบนี้ เตี้ยมันคนของแม่เฮีย มีปัญหากันไปข้าวปั้นจะเดือดร้อน”
น้อยพูดปลอบใจหญิงสาวอย่างเช่นทุกที
ปัญทิตายิ้มให้น้อยที่ว่าเขาเป็นแบบนี้คือจงใจหาเรื่องเธอต่อหน้าคนอื่นน่ะเหรอ?
มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไงปัญทิตายิ้มออกมา เธอทำเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก
“น่าโกงให้หมดตัวดีไหมคะ” เธอบอกขำ ๆ ก่อนจะกดบันทึกงานในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเตรียมตัวไปหาเกื้อกูลตามที่ได้บอกเขาไว้
“ยัยสองแฝดนั่นดูแล้วเอาเรื่องนะคะ พี่เห็นสายตาแล้วรู้เลยว่าไม่ธรรมดา” ปัญทิตาก็คิดเช่นนั้นแต่อย่างที่บอกว่าเธอประสบพบเจอผู้หญิงของเกื้อกูลมาทุกรูปแบบ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะพี่น้อย ปั้นจัดการได้” น้อยรู้ว่าปัญทิตาจัดการได้แต่เธอก็ไม่วางใจ
“เฮียก็นะ เดือน ๆ หนึ่งไม่รู้จะรับผู้หญิงมากี่คน ให้ใครอะไรก็รับไว้หมด เมื่อเดือนที่แล้วก็ห้าคน นี่ต้นเดือนก็สองคนไปแล้ว ไม่รู้เดือนนี้จะจบที่กี่คน” พูดแล้วน้อยก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าพูดมากไป
“งั้นเรามาทายกันไหมคะ”
“ข้าวปั้นน่ะ พี่ก็เครียดแทนเราแต่เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง!”
ปัญทิตาโอบกอดเอวของน้อย ก่อนที่เธอจะซบใบหน้าไปกับต้นแขน
เธอผ่านความเครียดมาทุกรูปแบบ เศร้าเสียใจ เจ็บปวดรวดร้าว กินนอนไม่ได้ เธอผ่านมันมาหมดแล้ว และมันก็หล่อหลอมทำให้ปัญทิตาเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้
น้ำตาอาจจะใช้ได้สำหรับบางคนแต่มันไม่ใช่กับเกื้อกูล ถ้าเธอยังร้องไห้และเรียกร้องในสิ่งที่เขาให้เธอไม่ได้อยู่ วันนี้เธอก็คงไม่เดินขึ้นมาถึงจุดนี้หรอก
จุดที่ใครจะแตะต้องไม่ได้นอกจากเขา
“มีแต่พี่น้อยที่ใจดีกับปั้น ถ้าไม่ติดว่าพี่น้อยมีผัวแล้ว ปั้นขอแต่งงานไปแล้วนะ” น้อยตีแขนเรียวก่อนจะกอดปัญทิตากลับไป
“ก็พูดไปเรื่อย ข้าวปั้นเถอะต่อให้พี่ไม่มีผัวคิดว่าเราจะไปจากเฮียได้หรือไง” น้อยพูดไปก็ลูบศีรษะของปัญทิตาไป
หญิงสาวเงียบและยิ้ม ไอ้เรื่องนี้…ปัญทิตาไม่เคยคิด การไปจากเขาไม่เคยอยู่ในสมองเธอ
ปัญทิตาคิดเพียงแค่ว่าในตอนนี้ก็อยู่ไปแบบนี้ เธอเคยต้องการความชัดเจนจนสุดท้ายก็ตกตะกอนความคิดได้ว่าสิ่งที่เกื้อกูลกำลังทำอยู่คือสิ่งที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
“เฮียหึงข้าวปั้นจะตายไป ถึงปากจะแบบนั้นแต่อำนาจทั้งหมดก็เป็นของเรานะ เฮียเขาเป็นคนเสียงดังอย่าคิดมากเลยนะ”
จะอย่างไรปัญทิตาก็รู้สึกว่าถึงน้อยจะรักและดีกับเธอก็จริงแต่สุดท้ายเขาก็เข้าข้างเกื้อกูลอยู่ดี
แต่เธอไม่โกรธหรอก…เธอเข้าใจทุกคนและยอมรับทุกอย่าง
ห้องรับรองก็คือห้อง VIP คาราโอเกะพรีเมียม ด้านในตกแต่งอย่างเรียบหรู สำหรับลูกค้าที่จะใช้ห้องนี้ได้ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น
แต่คนที่เป็นเจ้าของที่นี่อย่างเกื้อกูลทุกอย่างมีพร้อมสำหรับเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะห้องคาราโอเกะที่พร้อมใช้หรือแม้แต่ผู้หญิง
เกื้อกูลใช้ห้องรับรองทุกวันเพื่อกินเหล้าและสังสรรค์เพราะเขาไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวข้างนอกนานแล้ว ส่วนมากก็อยู่ที่บ่อนเป็นส่วนใหญ่
‘ฉันจะเอาเงินออกไปกระจายที่อื่นทำไมสิ้นเปลือง อุดหนุนเธอไม่ดีกว่าเหรอ?’
นั่นคือเหตุผลที่เขาบอกเธอ เงินค่าเหล้าให้ต้องเอาไปให้ร้านอื่นก็เปลี่ยนมาจ่ายให้กับบ่อนตัวเอง
ตั้งแต่ปัญทิตาเข้ามาบริหารจัดการที่นี่กิจการก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเก่าไม่ได้มีเพียงแค่บ่อนเท่านั้น
ร้านข้าวอาหารตามสั่งธรรมดา เธอก็เปลี่ยนเป็นร้านอาหารที่มีมุมนั่งดื่มโดยไม่ต้องเล่นการพนันก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้
หญิงสาวเดินผ่านโซนส่วนกลางของบ่อนเพื่อทะลุไปส่วนด้านหน้าที่เป็นร้านอาหาร ปัญทิตาในตอนนี้เติบโตขึ้นอย่างดี เธอไม่ได้มีแค่หน้าตาที่สะสวยเท่านั้น
ไม่ว่าจะอำนาจ บารมีก็อยู่ในตัวเธออย่างเพียบพร้อม คนที่เข้ามาที่บ่อนเกื้อกูล ยิ่งพวกลูกค้าประจำไม่มีใครไม่รู้จักปัญทิตา
ในขณะที่เดินผ่านกลุ่มคนที่ล้อมวงเล่นการพนันกัน แน่นอนว่าต้องมีคนสนใจ พวกขาจรทำท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ย อยากรู้ว่าปัญทิตาเป็นใครและเมื่อรู้แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับกองชิฟตัวเอง
ชายฉกรรจ์สองคนที่เกื้อกูลยกให้มาเป็นบอดีการ์ดของเธอเดินข้างหน้าหนึ่งคน ข้างหลังหนึ่งคนและแค่เพียงสองคนนี้ตวัดสายตาออกไปก็ไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายอีก
หญิงสาวเป็นคนใกล้ชิดที่สุดของเกื้อกูลเจ้าของบ่อนหรือก็คือเมีย…เมียที่ไม่ได้เปิดเผยของเกื้อกูลแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครไม่รู้
“คุณปั้นหวัดดีครับ” ปัญทิตาไม่รู้ว่าใครทักเธอแต่ในกลุ่มคนพวกนั้นมีเสี่ยกำธรนั่งอยู่ด้วย ปัญทิตาจึงต้องเดินไปยกมือไหว้ทักทายท่าน
“หวัดดีค่ะเสี่ยธร”
“ไหว้พระเถอะ จะไปไหนล่ะ”
“ปั้นว่าจะไปดูหน้าร้านค่ะ”
“งั้นก็รีบไป”
กำธรถือว่าเป็นลูกค้าประจำที่บ่อนแห่งนี้ เขามาใช้บริการที่นี่วันเว้นวันก็ว่าได้และมันไม่ใช่แบบครั้งแรกที่เราเจอกันอีกแล้ว
กำธรนายตำรวจใหญ่ไม่ได้กลั่นแกล้งอะไรปัญทิตาอีก เพราะความสัมพันธ์ของเกื้อกูลกับกำธรลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิดเยอะและเธอก็คือหนึ่งในผู้ล่วงรู้ความลับของเขาทั้งสองคน
“คุณปั้นครับ…” ปัญทิตากำลังจะเดินเข้าไปด้านในแต่สามก็เรียกเธอไว้
“คะ?” เธอหันไปมองพร้อมกับมือข้างหนึ่งผลักบานประตูเข้าไปด้านในแล้ว
เหมือนว่าสามจะมาห้ามไม่ทันการ ฝีเท้าของปัญทิตาไวกว่าคนเป็นลูกน้องอย่างมาก
แค่เพียงเปิดประตูเข้ามาภายในห้องรับรองความเย็นของเครื่องปรับอากาศกับกลิ่นบุหรี่ที่ลอยคลุ้งก็กระทบผิวหน้า
เสียงเฮฮาภายในห้องเงียบลงเหลือเพียงแค่เสียงเพลงและครู่นึ่งเสียงเพลงก็ดับไป
“จะปิดเพลงทำไมวะ! พ่อเมิงมาไง้!” เสียงนั่นดังลั่นขึ้นด้วยความไม่พอใจ
ปัญทิตาไม่ต้องเห็นใบหน้าคนพูดด้วยซ้ำก็รู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร เธอเดินเข้ามาด้านในห้องก็เห็นว่ามีคนคุ้นหน้าค่าตากันดี
“เออยิ่งกว่าพ่อมึงมาอีก!” เป็นเอกเป็นคนพูด
เพื่อนสนิทเกื้อกูลแทบจะสร่างเมาในทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนเปิดประตูเข้ามา
เด็กมารายงานก่อนหน้านี้ว่าปัญทิตาติดธุระไม่มาแล้ว พวกเราจึงเต็มที่ไปหน่อย
“พ่อกูตายห่าไปแล้ว!” เกื้อกูลพูดไปด้วยใช้นิ้วมือเขี่ยปึกธนบัตรสีเทาในอุ้งมือจนมันปลิวหล่นลงไปตามพื้น
กลุ่มผู้หญิงเด็กในร้านวิ่งว่อนเก็บกันใหญ่ ไหนจะตอนที่เกื้อกูลเอาธนบัตรบางส่วนยัดลงไปตามขอบบิกินีตัวจิ๋วนั่นด้วย
“ไอ้เกื้อมึงเมามากแล้ว…”
เป็นเอกเห็นท่าไม่ดีรีบหยัดกายลุกขึ้นก่อนจะดึงท่อนแขนเรียวเล็กของหญิงสาวในชุดท่อนบนเป็นบิกินีตัวจิ๋ว ส่วนท่อนล่างเป็นชั้นในขาสั้นที่แทบจะปกปิดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำให้ออกห่างจากเพื่อนสนิท
แม้ไม่มีเสียงเพลงในห้องแต่สะโพกผึ่งผายที่กำลังร่อนอยู่ตรงหน้าโซฟาที่พวกผู้ชายนั่งก็ยังคงทำหน้าที่กันอย่างเต็มที่ให้สมกับทิปจำนวนมากที่ได้รับ
ผู้หญิงสองคนแหกขาและบดสะโพกลงคุกเข่านั่งลงตรงหน้าพวกเขาด้วยท่าทางยั่วยวน
ดวงตากลมโตของปัญทิตากลับมองภาพนั้นด้วยความเฉยชา เธอผ่อนลมหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เด็กเสิร์ฟและรับผ้าร้อนมาเช็ดมือ
“จะ เจ๊ปั้น…”
เสียงของผู้หญิงใครสักคนในสิบคนนั้นเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งวงแตกกระจาย
ทุกคนถอยกรูดไปจุดหนึ่ง หยิบแก้วเครื่องดื่มตัวเอง หยิบเศษซากชิ้นส่วนเสื้อผ้าที่ปลด ๆ ทิ้งเอาไว้ที่พื้น
ไม่ว่าจะเป็นผ้าพันคอ โบผูก ผ้าเช็ดหน้าหรือเสื้อผ้าตัวนอกเหลือเพียงตัวในเอาไว้ เก็บมันขึ้นมาใส่อย่างรวดเร็ว
“มาด้วยเหรอ เห็นเด็กบอกข้าวปั้นไม่มา พวกเธอออกไป!” เกื้อกูลเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นและโบกมือไล่ให้เด็กกลุ่มนี้ออกไป
“ไอ้ปราบมามันจะเอาเด็กมานัว”
เกื้อกูลพูดลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงว่าพูดกับใครแต่ทุกคนก็รู้ว่าจงใจจะพูดกับใคร มันกำลังแก้ตัว!
นี่ไม่ใช่อาการร้อนรนอะไร เขาแค่บอกเฉย ๆ เพราะไม่อยากจะให้ปัญทิตาอาละวาด ถึงเธอจะไม่ทำมันมานานจนเขาจำไม่ได้แล้วก็ตาม
แต่เกื้อกูลก็ไม่ไว้ใจ เดี๋ยวนี้ปัญทิตาก็บ้าอำนาจจะตายไป กันไว้ก่อนดีที่สุด!
“แล้วไหนมึงบอกเมียมึงไม่มาแล้ว” เกื้อกูลได้ยินเพื่อนพูดก็ยักไหล่ยิ้มเล็กน้อย
เขาไม่ได้ตอบคำถามเพื่อนสนิทแต่สายตาจับจ้องไปที่ร่างบางระหงที่อยู่ในชุดใหม่
เดรสเปิดไหล่แขนตัดถึงข้อศอกสีครามพอดีตัว ความยาวของกระโปรงคลุมเข่าใส่คู่กันกับส้นสูงสีครีมคู่เก่งของเธอ
ที่หายไปนานก็คงเป็นเพราะเหตุนี้ แล้วไอ้ตัวไหนมันบอกไอ้สามว่าปัญทิตาไม่มาที่นี่แล้ววะ!
“เหี้ยฉิบหาย! น้องปั้นจะมองกูยังไง!”
ปราการ หรือ ปราบ กัดฟันกระซิบถามเกื้อกูล เขาไม่คิดว่าปัญทิตาเมียเพื่อนสนิทเจ้าของบ่อนจะเข้ามาเห็นเขากำลังนัวเด็ก!
“ก็มองแบบเดิมแหละไอ้เหี้ย ทำเป็นข้าวปั้นไม่เคยเห็นมึงล้วง…ใคร ดูหน้าสิ ข้าวปั้นมีความรู้สึกที่ไหน ต่อให้คนที่ล้วงเป็นกู…ข้าวปั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่แล้ว”
เกื้อกูลพูดจบก็หัวเราะออกมา แก้วที่มีวิสกี้เกือบครึ่งแก้วเขายกกระดกดื่ม
“ไอ้ปราบอยากได้เด็กฉันเลยจัดให้ ในป่าในเขาไม่มีคนให้มันนัว” เกื้อกูลอยากจะทำเฉยแต่สุดท้ายเขาก็ยกมือตบลงไปบนที่นั่งข้างตนเอง
ใช่…เขาเรียกปัญทิตามานั่งข้างกันกับเขา
หญิงสาวเดินไปทิ้งตัวนั่งห่างจากเขาหนึ่งช่วงแขน คิ้วเข้มของเกื้อกูลยังคงขมวด มันไม่ถูกคลายออกตั้งแต่ปัญทิตาเดินเข้ามาในห้องนี้
“น้องปั้นไม่เจอกันนานเลย สบายดีนะครับ”
ปราการถามเธอตามมารยาทหรืออีกอย่างคือร้อนรนเรื่องนัวเด็กนั่นแหละ
ปัญทิตาไม่ถือสา เธอพยักหน้าแล้วยิ้มรับ ก่อนจะยกมือขึ้นปฏิเสธแก้วไวน์แดงที่นำมาวางบนโต๊ะตรงหน้า
“ดื่มด้วย ถ้าไม่ดื่มจะเล่นเต๋าสนุกยังไง”
“เอาสิ ๆ พี่อยากดวลเต๋ากับน้องปั้น”
“แพ้แค่ดื่มเหรอคะ…”
“สำหรับน้องปั้นแต้มละหมื่นพี่ปราบก็จ่ายได้ค่ะ พี่ไม่ติด”
“งั้นก็ดีลค่ะ ใครแพ้แต้มละหมื่น”
ปัญทิตาตอบอย่างสุภาพ ทั้งที่เธอแค่ช้อนสายตาเพียงเล็กน้อยขึ้นมาสบตาคำที่พูดคุยด้วยเท่านั้นก็เรียกรอยยิ้มกว้างที่แสนจะจริงใจได้มาแล้ว
“แล้วน้องปั้น…” ปราการยังไม่ได้ทันจะอ้าปากพูดจบร่างเล็กก็โดนกระชากไปอีกทางโดยไอ้คนหน้านิ่งที่ปากบอกไม่แคร์ไม่สนแต่ใจขู่แง่ง ๆ เหมือนพวกลูกหมา!
“เป็นอะไรต้องนั่งห่างผัว?” เกื้อกูลไม่ได้พูดเปล่าแต่เขาคว้าท่อนแขนเรียวของเธอและลากเข้ามาใกล้
ปัญทิตามองหน้าเขาแต่ก็ไม่ได้บิดมือออกจากการจับกุม เธอเลือกที่จะมองไปยังมือหนาที่จับข้อมือเธอแทน
“ไอ้สามไปเปิดไวน์มาให้ข้าวปั้น วันนี้ข้าวปั้นอยากเมา!”
ปัญทิตาไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด เธอทำเพียงแค่สบตาเขาก่อนจะก้มหน้าลง เกื้อกูลเหยียดยิ้มและยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มจนเกลี้ยงแก้ว
ความขมปร่าของน้ำสีเหลืองอำพันมันไม่อาจจะทำให้เกื้อกูลรู้สึกแสบร้อนที่ลำคอ
หากจะมีก็คงเป็นแววตาเฉยชาคู่นี้ของปัญทิตาต่างหากที่ทำให้กลางอกของเขาแสบร้อนไปหมดแล้ว!