บทที่ 12 ขาดไม่ได้
สุดท้ายคนที่เมามายไม่ได้สติก็คือคนที่นอนคว่ำฟุบหน้าอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ภายในห้องรับรองแห่งเดิมโดยมีนิวและนาวสองแฝดกำลังช่วยกันปรนนิบัติดูแล
“อะ ออกไป! อึก! อย่ามายุ่งได้ไหมวะ!” คนฟุบหน้าอยู่กับฟูกนอนพูดออกมาเสียงอู้อี้ มือข้างที่ยกขึ้นมาปัดป้องกันตัวเองแทบจะไม่มีแรงยกขึ้นมาด้วยซ้ำ
“ก็เห็นตอนน้องแฝดไม่อยู่มึงก็เรียกเขาจังนี่ไงกูเรียกมาให้แล้วเชิญนัวกันตามสบายโลดดด” เป็นเอกเห็นเพื่อนสนิทก็หมั่นไส้ จัดการเด็กให้โดยที่ไม่มีใครเรียกร้องด้วยซ้ำ
“ไอ้เหี้ย! อย่ามายุ่งกับกู!” มือหนาปัดมือที่พยายามมายุ่มย่ามกับกระดุมเสื้อออกแต่ไม่ว่าเกื้อกูลจะพยายามปัดเท่าไหร่ก็ยิ่งเหมือนจะไม่มีประโยชน์
“เฮียคะเดี๋ยวนิวช่วยค่ะ พี่นาวยกแขนข้างนี้ของเฮียหน่อยสิคะ ช่วยกันจะได้ถอดเสื้อได้”
สภาพของสองแฝดก็ไม่ได้ดีกว่าเกื้อกูลเท่าไหร่ นอกจากดื่มกับเจ้าของบ่อนแล้วก็ต้องออกไปรับแขกที่ร้านด้านนอกเช่นกัน
ถึงจะเป็นเด็กในปกครองของเกื้อกูลอย่างไรก็ต้องทำงาน เกื้อกูลไม่เคยเลี้ยงใครฟรี ๆ อยากได้เงินก็ต้องทำงาน เพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะเอาเงินที่แลกมาด้วยความเหนื่อยยากไปปรนเปรอคนที่ไม่มีประโยชน์กับเขา
ผู้หญิงทุกคนที่เข้ามาก็ยังคงต้องทำงานแลกเงินเดือน ไม่ใช่จะมาอยู่ฟรีกินฟรี เพราะขนาดเจ๊ใหญ่ของบ่อนแห่งนี้อย่างปัญทิตาก็ยังคงต้องทำงาน แถมยังทำแบบหามรุ่งหามค่ำอีกด้วย
นิวกับนาวยังอยากที่จะอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยากที่จะถูกขายออกไปไหน พวกเรายังคงต้องทำงานแลกเงินเพื่อหักลบกลบหนี้ในส่วนที่พ่อของพวกเธอหยิบยืมเกื้อกูลไป
“เฮียคะ…” เพราะเกื้อกูลเมาจนทิ้งตัว เวลาที่เมามายไม่ได้สติแบบนี้ก็ยิ่งตัวหนัก
ผู้หญิงสองคนที่เพียรพยายามยื้อยุดเพื่อจะถอดเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ให้ ทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล กลับยิ่งทำให้เกื้อกูลพยศมากกว่าเดิม
“กูบอกให้ออกไปไง!” เกื้อกูลใช้แรงเฮือกสุดท้ายพลิกตัวและใช้สองมือผลักหนึ่งในสองคนที่พยายามเข้ามาวุ่นวายกับร่างกายเขาจนกระเด็นออกไป
“ข้าวปั้น เออะ! ข้าวปั้นนนนน!” เสียงเรียกชื่อของหญิงสาวดังลั่นห้องนั้น แต่เธอไม่ได้อยู่ในห้องนี้
เป็นเอกเห็นเพื่อนในสภาพนี้ก็ระอาจึงยกมือไล่สองแฝดออกจากห้องนี้ไป
“พวกเธอออกไปได้ละ” เป็นเอกถอนหายใจยกมือเกาหน้าผาก
“แต่พวกหนูยังไม่ได้ดูแลเฮียเลยนะคะ” แฝดพี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเสียดายเต็มที
“เป็นเมียมันหรือไงถึงอยากจะดูแลมัน ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะเพิ่งมาวันแรกก็อย่าเปรี้ยว ไม่เห็นหรือไงสุดท้ายมันก็เรียกหาเมียมัน!” ปราการฟังแล้วก็ทนไม่ได้
ก็ได้ยินกันทั่วว่าเกื้อกูลตวาดไล่ขนาดนั้น ถ้ามันสนใจผู้หญิงคนอื่นจริงเมาแบบนี้มันก็คงไม่เรียกหาเมียมันหรอก!
นิวกับนาวที่โดนผลักจนกระเด็นก็ยังไม่พอโดนเพื่อนสนิทของเขากีดกันอีก
นี่ถ้าไม่มีคนอื่นวันนี้พวกเธอคงได้เผด็จศึกเฮียเกื้อไปแล้ว!
สุดท้ายก็ต้องมายืนมองลูกน้องของเขาที่ชื่อว่าสามประคองพาเฮียออกไปจากห้องนี้ด้วยความเสียดาย
“ทำไมไม่ให้นอนนี่”
“ต้องไปส่งที่บ้านคุณยายคุณปั้นครับ…”
“หมายถึงเมายังไงก็ต้องกลับบ้านยายน่ะเหรอ”
“ไม่ใช่ครับ ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ต้องนอนกับคุณปั้นทุกวัน วันนี้ผมเลยต้องไปส่งนายที่บ้านยาย”
คงไม่ต้องเอาอะไรมายืนยันสถานะของปัญทิตาว่ามั่นคงเพียงใด ถึงไอ้เจ้าตัวคนเมามันจะคอยกัดแทะแต่สิ่งที่แสดงออกยามไร้สตินี่ต่างหากที่ยืนยันได้ทุกอย่าง
ถึงเป็นเอกจะมาดื่มกับเกื้อกูลบ่อยกว่าปราการก็จริงแต่ไอ้เมาจนทิ้งตัวแบบนี้ไม่เป็นมานานแล้ว มันนานแบบที่เป็นเอกจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดมันเมื่อไหร่
ตั้งแต่มีปัญทิตาเกื้อกูลก็เป็นผู้เป็นคนขึ้น หากจะไม่ดีก็คงมีแต่ปากที่ยังคงหมาเหมือนเดิม
เสียงโวยวายเรียกไปถึงชื่อของคนที่ออกจากห้องนี้ไปเป็นชั่วโมงได้แล้วดังอยู่ในลำคอตลอดราวกับนี่คือจิตใต้สำนึกที่ฝังลึกอยู่ข้างใน
“ข้าวปั้น…”
ปัญทิตามีบ้านสองหลัง หนึ่งคือบ้านที่ยายและน้องชายของเธออยู่ ส่วนบ้านอีกหลังนั่นคือบ้านของเกื้อกูล เธออาศัยที่บ้านเขาเป็นหลัก
แต่จะมีบางคืนที่เธอกลับมานอนบ้านยาย อย่างเช่นคืนนี้ที่หัวยังไม่ทันถึงหมอนดีกระปุกน้องชายก็มาเคาะประตูเรียกด้วยสีหน้าตื่น ๆ
“พี่ปั้นรีบลงไปข้างล่างเถอะเดี๋ยวยายจะตื่น”
ปัญทิตาถอนหายใจก่อนจะหยิบเสื้อคลุมสวมใส่และเดินลงไปชั้นหนึ่งของบ้าน
ลงมาถึงก็เห็นสามลูกน้องของเกื้อกูลกำลังยืนหอบเหนื่อยอยู่ข้างโซฟากลางบ้าน เมื่อสามหันมาเห็นเธอเขาก็ค้อมศีรษะและเดินออกไปในทันทีอย่างรู้หน้าที่
ปัญทิตาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างร่างสูง เกื้อกูลยังอยู่ในชุดเดิมและนอนหงายยกมือขึ้นก่ายหน้าผาก ขาข้างหนึ่งอยู่บนโซฟาส่วนอีกข้างตกลงกับพื้น
“เดี๋ยวผมไปเตรียมน้ำอุ่นมาให้พี่เช็ดตัวเฮีย”
“ไม่ต้อง ปุกขึ้นไปพักเถอะพรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า…”
“แต่…”
“พี่บอกให้ขึ้นบ้านไป”
กระปุกได้ยินคำสั่งของพี่สาวก็รีบหมุนตัวเดินขึ้นห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องราวของปัญทิตาและเกื้อกูลมีเพียงกระปุกที่รู้ แม้น้องจะบอกว่าเข้าใจแต่เธอยังจำแววตาผิดหวังของน้องชายได้เป็นอย่างดี
ส่วนยายท่านไม่รู้เรื่องนี้เพราะหลังจากที่ท่านล้มป่วย แม้จะรักษาตัวจนอาการดีขึ้น แต่เพราะอายุที่มากขึ้นท่านกลับมาเดินไม่ได้และไม่นานก็ป่วยจนติดเตียง
ปัญทิตาไม่รู้ว่านี่จะเรียกว่าโชคดีได้หรือไม่ ที่ยายไม่ต้องมารับรู้เรื่องอะไรแบบนี้ ไม่อย่างนั้นท่านคงผิดหวังในตัวเธอไม่ต่างจากน้องชาย
‘พี่เป็นเด็กเฮียเขาเหรอ…เขาเลี้ยงพี่แบบเด็กเสี่ยเหรอ’
‘พี่สาวเธอไม่ใช่เด็กเสี่ย ข้าวปั้นทำงานแลกเงิน แล้วแทนที่น้องชายจะมายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่ ไปตั้งใจเรียนเถอะจะได้ไม่ต้องลำบากพี่สาวมากไปกว่านี้’
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดประโยคนั้นของเกื้อกูลหรือไม่ กระปุกจากที่เรียนดีอยู่แล้วก็ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะกิจกรรมหรือวิชาการก็ได้ที่หนึ่งตลอด
กระปุกเป็นเด็กที่โตกว่าวัย อาจจะเพราะเราเติบโตมาแบบปากกัดตีนถีบ น้องชายเธอเข้าใจอะไรง่าย ๆ โดยไม่ต้องพูดกันมาก
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เธอและเกื้อกูลอยู่ด้วยกันมานาน มันนานแบบที่ตัวเธอเองก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่กับเขาได้นานขนาดนี้
หากมันจะเป็นความเคยชินแน่นอนว่ามันคงไม่เกิดขึ้นแค่กับเธอแต่มันเกิดกับน้องชายของเธอด้วย
กระปุกไม่เคยพูดถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเราอีก แม้ในตอนที่เธอแอบร้องไห้น้องมาเห็น เขาก็ทำเพียงแค่มากอดปลอบให้กำลังใจโดยไม่พูดอะไร
แต่ในส่วนร้ายเกื้อกูลก็มีส่วนดีนั่นคือความเสมอต้นเสมอปลายของเขา
เกื้อกูลดูแลครอบครัวเธอเป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง เขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่ชอบประชดประชันเหมือนปากของเขา
ถึงถ้าตอนนั้นเธอกับเขามีปัญหากัน เกื้อกูลก็ยังคงรับผิดชอบในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบตามสัญญาที่รับปากกับเธอไว้ จะว่าเขาแยกแยะนั่นก็ใช่
และมันจริงที่เขามักจะพูดเสมอว่าต่อให้เธอตายไปอีกกี่ชาติชีวิตก็ไม่มีทางดีเท่าอยู่กับเขา
เรื่องนี้ปัญทิตาไม่ปฏิเสธ เพราะมันคือเรื่องจริง
งานที่เธอทำก็ไม่ได้บอกใครว่าทำงานบ่อน เพื่อนที่มหาวิทยาลัยก็มีเพียงแค่เพื่อนเรียน ดีหน่อยที่สังคมรอบนอกไม่ได้สร้างปัญหาให้เธอมากนัก
หากใครถามเธอบอกเพียงแค่ว่าไปทำงานเป็นแคชเชียร์ที่ร้านอาหารและอยู่มานานจนได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการ
ปัญทิตาพูดโกหกไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกผิด เธอก็รู้สึกผิดอยู่ตลอดที่ต้องโกหกทุกคนโดยเฉพาะน้องชายและยาย แต่หากจะให้บอกความจริงทุกคนคงจะเสียใจมากกว่านี้
ปัญทิตาจะเก็บทุกอย่างให้เป็นความลับที่ให้ตายอย่างไรก็จะไม่มีวันบอกใคร เพราะเรื่องบางเรื่องต่อให้เวลามันผ่านไปนานแค่ไหนเธอก็ไม่มีวันลืมมันได้ลง
‘กูก็อยากจะรู้ว่าเฮียจะหลงมันได้สักกี่วัน’
‘ทำตัวเป็นสูงส่ง โถ่! ถุ๊ย! ก็เอาตัวเข้าแลกเหมือนกันนั่นแหละ!’
‘กูคิดไว้อยู่แล้วไม่มีผิด เห็นหน้าซื่อ ๆ อีนี่มันร้ายเก็บเฮียไว้นอนกกคนเดียว!’
เธอต้องจมอยู่กับถ้อยคำว่าร้ายจากผู้หญิงของเกื้อกูลโดยที่เขาไม่คิดจะช่วยให้เธอหลุดพ้นคำครหานั้นเลย
เขาเพียงแต่บอกให้เธอต้องทน…อดทนให้ได้ เพราะถ้าทนไม่ได้ก็อยู่กับเขาไม่ได้
ปัญทิตาตั้งหน้าตั้งตาอดทน…อดทนจนถึงที่สุด เพียงต้องการให้เขาเห็นคุณค่าของเธอ เพราะความรักที่มีต่อเขา
‘ลองคิดดี ๆ ว่าที่ยอมอดทนอยู่กับลูกชายฉันแบบนี้ มันเพราะรักหรือเพราะเงินกันแน่!’
ถึงขนาดที่ปัญทิตาโดนแม้กระทั่งแม่ของเกื้อกูลหมายหัว เกื้อกูลก็ยังบอกให้เธออดทนต่อไป
‘ทำเหมือนนี่คือครั้งแรกที่แม่ฉันด่าเธอ แค่อดทนกับแม่ฉันมันจะตายหรือไง!’
จนสุดท้ายเธอก็พบความจริงที่ว่า เรื่องบางเรื่องต่อให้เราจะพยายามสักแค่ไหน หากมันไม่มีความหมายก็คือไม่มี
“ทำไมตื่นเช้า…มีเรียนเหรอ”
แรงกอดรัดจากทางด้านหลังทำให้คนโดนกอดที่ตื่นนานแล้วแต่นอนมองเพดานไม่ยอมลุกเพราะคิดอะไรไปเรื่อยขยับตัวหันไปมองเขา
“มีเรียนค่ะ” เธอตอบเสียงเบาก่อนจะจับมือหนาที่กำลังมายุ่มย่ามกับร่างกาย
เกื้อกูลมักจะทำเหมือนตัวเองความจำเสื่อมทุกครั้งที่เราอยู่กันแค่สองคน เขาไม่เหมือนคนที่พออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็เอาแต่จ้องจะหาเรื่องกัน
“เทอมนี้เธอไม่มีเรียนเช้าข้าวปั้น” ปลายจมูกโด่งสันกดลงมาสัมผัสซอกคอ มือหนาก็ฟอนเฟ้นเนินอกอวบอิ่มของเธอไปด้วย
เขากอดรัดลำตัวเธอแน่นขึ้นแบบที่ไม่คิดว่าเธอจะหายใจออกหรือไม่ เกื้อกูลจะสั่งสอนว่าหากโกหกก็จะต้องโดนทำโทษแบบนี้
“ปั้นเจ็บนะ…” เขาทั้งกัดและกอดเธอไปด้วย
“แล้วทำไมต้องโกหก” ปัญทิตาไม่ตอบแต่กัดปากกลั้นเสียงที่หลุดออกจากลำคอเธอ
วันนี้ปัญทิตาไม่มีเรียนเช้า เทอมนี้เป็นปีสุดท้ายของการศึกษาแต่เธอไม่อยากอยู่บ้าน อยากจะหนีหน้าเขาจึงเลือกที่จะโกหกว่ามีเรียน
แต่เกื้อกูลรู้ตารางชีวิตของเธอ ปัญทิตาไม่มีเรียนเช้าเธอบอกแบบนี้ชายหนุ่มจึงรู้ว่าเธอกำลังจะหนีหน้าเขา
“ปั้นไม่ได้โกหก ปั้นไม่ทำเหมือนใครบางคนค่ะ”
สุดท้ายปัญทิตาก็อดที่จะเหน็บแนมเกื้อกูลไม่ได้
“หึงไม่เข้าท่า เฮียก็คิดว่าจะแน่” มุมปากหยักยกขึ้นอย่างพึงพอใจ เมื่อสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำยังคงส่งผลต่อหัวใจปัญทิตาเช่นเดิม
ริมฝีปากร้อนจัดที่กดจูบลงมาบนโหนกแก้มสร้างความปั่นป่วนใจให้เธอเป็นอย่างมาก มือหนาของเขาทาบลงมาลูบบนหน้าท้องแบนราบของเธอก็ร้อนวูบ
“เมื่อคืนเมามาก ไม่รู้ว่าทำไมไอ้สามถึงมาทิ้งเฮียไว้ที่นี่…” ริมฝีปากอุ่น ๆ แนบลำคอลงมาพร้อมกับความแข็งขึงที่ดุนดันบั้นท้ายเธออยู่
“จะบอกว่าเฮียก็ไม่ได้ตั้งใจมาที่นี่เหรอคะ คุณสามมาทิ้งไว้งั้นสิ” เธอหันไปถามเขาและก็ได้คำตอบคือจุมพิตที่จูบลงมาบนเรียวปากอวบอิ่มแทน
“บ้านเฮียก็มีนอน…จะอยากมานอนเตียงเล็ก ๆ นี่ทำไม เพราะไอ้สามนั่นแหละ”
ถึงปากจะพูดเช่นนั้นแต่ฝ่ามือหนาล้วงลูบมาที่กึ่งกลางลำตัวเพื่อสัมผัสความสวยงามด้านล่าง
ปัญทิตาไม่ได้ห้ามปรามเพียงแต่เธอขยับกายแค่เล็กน้อยเพื่อเบี่ยงหลบเลี่ยง แต่ถึงเลี่ยงก็เหมือนยิ่งเปิดทาง
“ดีค่ะ คราวหน้าปั้นจะบอกให้ปุกปิดบ้าน แบบที่ไม่ว่าใครจะพังประตูยังไงก็ไม่ต้องเปิด” เธอบอกตัดบทไม่มีเยื่อใยและก็ได้เป็นเขี้ยวคมที่กัดลงมาบนลำคออย่างแรง
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีอย่าได้เปิดเชียวนะ เพราะถ้าเปิดก็จะโดนแบบนี้…” เกื้อกูลพูดพร้อมกับใช้คมเขี้ยวกัดลำคอเธอไปเรื่อยจนไปถึงเนินอกอวบอิ่ม
“โดนแบบนี้…คือโดนแบบไหนคะ?” ปัญทิตาถามกลับด้วยแววตากระจ่างใส แต่สิ่งที่ถูไถความเป็นเธอทำให้จิตที่ตั้งใจจะแง่งอนเขากระจายหายไปหมด
“ปั้นไม่อยาก…เฮียอย่าบังคับกันได้ไหมคะ”
นัยน์ตาสีอ่อนมองเธออย่างสื่อความหมาย ต่อให้เป็นสายน้ำเย็นจัดตกกระทบผิวหน้าและผิวกายของเราก็ไม่อาจฉุดรั้งความคิดเตลิดเปิดเปิงของเราได้
“ข้าวปั้นไม่อยาก แต่เฮียอยาก…ขอเข้าไปแตกในตัวเธอได้ไหม” ปัญทิตาร้อนวูบไปทั่วทั้งเรือนกายเมื่อได้ยินคำขอร้องแกมบังคับของเขา
“เมื่อคืนก็ไม่เห็นสนใจปั้นเลยนิ…” ปัญทิตาหลุดปากพูดออกไป เมื่อรู้ตัวว่าถูกจับไต๋ได้ก็หันไปทางอื่นแทน
“ถ้าไม่สนใจจะกลับมานอนที่นี่ทำไม?” เกื้อกูลยอมรับหน้าซื่อ ๆ ทั้งที่เมื่อกี้เขาก็พูดเองว่าไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเธอที่นี่แต่เพราะลูกน้องดันมาส่ง
“ปั้นจะไปรู้ใจเฮียได้ยังไงคะ” เขาเชยคางเธอขึ้นมาสบตากัน
“ถ้าเธอไม่รู้แล้วใครจะรู้ ถ้าไม่รู้งั้นก็รู้ไว้ซะข้าวปั้นว่าฉันกำลังจะเข้าไปในตัวเธอ”
เกื้อกูลพูดจบเขาก็ใช้ปากร้อนรุ่มสัมผัสลงบนเรียวปากที่เผยอรอ
ปัญทิตาเม้มปากหนีแต่เพราะเขาไล่ต้อนเธอจำต้องเปิดปากรับเรียวลิ้นอุ่นชื้นที่สอดแทรกเข้ามา
ปลายลิ้นสากตวัดเข้ามาในโพรงปากพร้อมกับฝ่ามือหนาที่ลากเลื่อนจากเอวบางขึ้นมากอบกุมความอวบอิ่มแน่นนุ่มเต็มฝ่ามือ
“เด็กที่เพิ่งรับมาใหม่สองคนเป็นไงบ้าง ถ้าข้าวปั้นไม่ชอบ เฮียจะไล่ไป” เขาหมายถึงนิวกับนาว
“ปั้นมีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบใครได้เหรอคะ อย่างเรื่องหัวหน้าบาร์…”
“อย่างี่เง่าไร้สาระน่า อ้าขาออกหน่อย แล้วทำให้เฮียด้วย” ปัญทิตากดความน้อยเนื้อต่ำใจไว้สุดกำลัง
ฝ่ามือของเธอก็กอบกุมตัวตนของเกื้อกูลไว้ก่อนจะจับมันถอดปลอกห่อหุ้มแล้วขยับชักตามคำร้องของเขา
“นี่ไม่ใช่การงี่เง่าค่ะ เฮียก็รู้ว่าถ้าปั้นงี่เง่ามันจะเป็นแบบไหน” ปัญทิตาในทุกรูปแบบไม่ว่าจะดีจะร้ายเกื้อกูลเห็นมันมาทั้งหมดแล้ว
มันไม่แปลกเพราะเราอยู่กันมานาน หากเธอรู้จักเขาดี ตัวเขาเองก็รู้จักเธอดีเช่นกัน
มือหนาจับใบหน้าเธอเชิดขึ้นแล้วริมฝีปากร้อนก็ประกบจูบซ้ำเข้ามาอีก จุมพิตเอาแต่ใจของเขาทำเอาเธออ่อนระทวยไปทั้งร่าง
เนื้อตัวเปลือยเปล่าของปัญทิตาโดนขยุ้มขยำจนถ้วนทั่ว เกื้อกูลยุ่มย่ามวุ่นวายไปทุกซอกทุกมุม
“ถ้าอยากชนะก็ชนะไป…ยกขาหน่อยได้ไหม ข้าวปั้นไม่คิดถึงเฮียเหรอ” เขาตัดพ้อ
เสียงทุ้มของเขาไม่สะกดกลั้นอารมณ์ ยามพูดคุยกับเธอก็จูบลงมาบนลาดไหล่เปลือยเปล่านั้นด้วย
สองมือสอดเข้ามาฟอนเฟ้นเต้าอวบอิ่มที่มีขนาดพอดีมือ ปัญทิตาเป็นผู้หญิงตัวเล็กแต่ก็จัดว่ามีเนื้อไม่ได้ผอมแห้งจนดูไม่มีอะไร
“ปะ ปั้นไม่ได้อยากเอาชนะ…”
เกื้อกูลยื่นมือไปสอดแขนโอบอุ้มร่างเล็กขึ้นมายืนข้างล่างเตียงนอน สองมือของปัญทิตาจับหัวเตียงไว้ทันที
“ก็รู้ว่าชนะอยู่แล้ว จะมาปั่นประสาททำไม…เวลาเมาเฮียก็ปากหมาตลอด ชินสักทีเถอะ” พอเขาพูดแบบนี้เธอก็เอี้ยวตัวไปมอง
เกื้อกูลเมามากเธอรู้…ในตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าเขาจะสร่างเมาแล้วหรือยัง แต่เขาก็ยังมีสติอยู่ สังเกตได้จากสิ่งที่ผงาดอยู่ตรงปากทางรักที่คับแน่นของเธอ
“ปั้นรู้ตัวดี…” เธอเอ่ยประชดเบา ๆ ออกมาก่อนจะหลับตาลงเมื่อบางอย่างดุนดันเข้ามาหา
“รู้ดีแค่ไหน…” เกื้อกูลกระซิบพูดก่อนจะฉกริมฝีปากมาขโมยจูบเธอ
เรียวลิ้นสากที่ปลายลิ้นยังคงติดความขมปร่าของแอลกอฮอล์ที่เกื้อกูลดื่ม
เขาดูดปากเธอก่อนจะขยำเนินอกอย่างแรงจนหญิงสาวสะท้านไปหมด ฝ่ามือสากที่ลากลงไปยังเบื้องล่างและฉีกแยกท่อนขาเธอยกขึ้นอีกข้างหนึ่งขึ้นสูง
“เฮีย…”
“แน่นจัง…”
“อึกกก เฮียยยย”
เธอไม่ได้ตอบคำถามแต่กัดปากกลั้นเสียงครางสะอื้นแทน
ทุกครั้งเรื่องของเราก็มักจะจบลงแบบนี้และเมื่อมันจบหน้าที่บนเตียงรุ่งเช้าทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วังวนเดิม
หันหลังให้กัน เขารับหน้าที่ร้ายใส่…ส่วนเธอก็ทำเพียงแค่ทำตัวให้ชิน