บทที่ 9 ทนไม่ได้ก็ต้องทน
ครืดดดด ครืดดดด
ปัญทิตาสะดุ้งตื่นเพราะโทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนว่ามีคนโทร. เข้ามา หญิงสาวเห็นเบอร์โทรศัพท์ก็รีบกดรับสายในทันที
“ว่าไงปุก…” น้องชายก็โทร. เข้ามาถามว่าคืนนี้เธอจะกลับบ้านหรือเปล่า ถ้าไม่กลับก็จะได้ล็อกประตูบ้าน
“อ่า…พี่น่าจะกะ กลับ…” พูดก็ชะงักไปเพราะสายตาของคนที่นั่งสูบบุหรี่พิงหัวเตียง
“ปุกโทษทีนะ วันนี้พี่ไม่ได้กลับบ้านงานเยอะน่ะ ปุกหาข้าวให้ยายแล้วก็ตัวเองกินให้เรียบร้อย อย่าลืมล็อกประตูบ้านนะ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาพี่ได้ตลอดเลย”
ไม่นานน้องชายเธอก็วางสายไป
ปัญทิตาก็รีบสอดเก็บโทรศัพท์เข้าไปใต้หมอนเช่นเดิม เธอดึงผ้าห่มมาคลุมตัวก่อนจะเหลือบสายตามองไปที่หัวเตียง เมื่อตาสบตาหญิงสาวเป็นฝ่ายหลบสายตา
“บ้านมันไม่หายไปไหนหรอก จะรีบกลับไปไหนนักหนา หรือว่าเฮียควรยึดโทรศัพท์ของปุกคืนดี?”
โทรศัพท์มือถือของน้องชายนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ปัญทิตาเตรียมให้น้องแต่เป็นเกื้อกูล
เขาจัดการทุกอย่างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงค่าเทอมของเราสองคนที่ค้าง ๆ เอาไว้อีกด้วย
“ปุกคงแค่ห่วงปั้นน่ะค่ะ เฮีย…ไม่นอนพักเหรอคะ”
เธอเห็นสายตาของเขาก็ขยับกายเข้าไปใกล้เขา ก่อนจะค่อย ๆ ไถตัวนอนลงและพลิกนอนตะแคงใช้แขนข้างหนึ่งพาดกอดลำตัวหนาไว้
“เดี๋ยวต้องไปข้างนอก วันนี้วันเกิดเพื่อน”
ปัญทิตาฟังก็เม้มปาก ก่อนหน้านี้เขาทำเหมือนจะอยู่กับเธอได้ทั้งคืน
แต่พอ…ปัญทิตาคิดได้แค่นี้และเสียงของเกื้อกูลก็ดังขึ้นกลบความคิดฟุ้งซ่านของเธอ
“แต่ถึงเฮียไม่อยู่ก็ไม่ให้ข้าวปั้นกลับบ้านหรอกนะ รออยู่ที่นี่แหละเฮียไปไม่นาน” เธอคิดว่าเขาจะบอกให้ไปด้วยเสียอีก สายตาผิดหวังของปัญทิตาเผอิญว่าเกื้อกูลทันเห็นมันและเขาไม่ชอบ
“ข้าวปั้น…รู้ใช่ไหมว่าเฮียเกลียดผู้หญิงแบบไหนที่สุด” เกื้อกูลพ่นควันบุหรี่จนลอยคลุ้ง
หัวใจของเธอคล้ายว่าหยุดเต้น มีหรือว่าเธอจะไม่รู้ว่าเกื้อกูลไม่ชอบผู้หญิงแบบไหน
“ถ้ารู้ก็อย่าทำตัวแบบนั้น เฮียออกไปข้างนอกเดี๋ยวก็กลับมานอนนี่”
แล้วเขาจะไปกับผู้หญิงคนอื่นไหม นั่นคือสิ่งที่เธออยากถามแต่สิ่งที่ทำได้คือการเม้มริมฝีปากหลบสายตา
ปัญทิตาจะถามในสิ่งที่อยากถามเขาได้อย่างไร เธอไม่มีสิทธิ์จะไปแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของเขา เพราะเกื้อกูลไม่ใช่ของเธอ
“ไปเอาเงินสดมาให้เฮียสองแสน เดี๋ยวไอ้สามมันจะมาเอา” ปัญทิตาขอบตาร้อนผ่าวแต่ก็หยัดกายลุกขึ้นหยิบเสื้อคลุมที่พาดไว้มาสวมใส่
สองแสนกับการไปเที่ยว ค่าเหล้าร้านก็มาวางบิลล์เก็บกับเธอ แล้วเงินสดมากมายนั้นเกื้อกูลจะเอาไปทำอะไรยามที่เขาไปเที่ยว
เธอรู้…เขาคงเอาไปให้ผู้หญิงคนอื่นที่มาดูแลเขา
“หยิบเงินเสร็จแล้วไปนวดหลังให้หน่อย เฮียไม่อยากไปนั่งหลังลั่นที่ผับ” เกื้อกูลพูดจบก็เดินเปลือยเปล่าผ่านหน้าเธอไปยังห้องน้ำ
ปัญทิตามองตามไปพร้อมกับน้ำตาที่หยดไหล เกื้อกูลออกไปข้างนอกทุกคืน แต่หากคืนไหนเขาไม่ออกไปไหนเธอจะดีใจมาก กินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องนั่งหัวใจเต้นตุบเฝ้ามองแต่บานประตูห้องจนถึงเช้า
ในตอนที่ติดกระดุมเม็ดสุดท้ายให้เขาเสร็จ เธอก็เหลือบสายตาขึ้นไปมองใบหน้าคมคายแต่เกื้อกูลไม่ได้มองเธอ เขากำลังติดกระดุมที่แขนเสื้อเช่นกัน
จนเมื่อเขาติดเสร็จก็ผละออกไปยืนหน้ากระจก หยิบขวดน้ำหอมราคาแพงขึ้นมาฉีดพ่นข้างลำคอทั้งสองข้าง
เนื้อตัวของเขาหอมกรุ่น แตกต่างกันกับเธอที่อยู่ในชุดนอนขอบตาดำคล้ำ ปัญทิตาเม้มปากกลั้นสะอื้น เธออยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้า
“เฮียจะกลับกี่โมงคะ”
คำถามของเธอทำเอาเกื้อกูลชะงัก เขาตวัดสายตาคุกรุ่นมองคนถามผ่านกระจกเงาของโต๊ะเครื่องแป้ง
“ปั้นขอโทษค่ะ” เพราะรู้ว่าเกื้อกูลไม่พอใจกับคำถามปัญทิตาจึงเอ่ยปากขอโทษ
“อย่าให้ฉันพูดหลายรอบ…ถ้าจะมาหึงหวง งี่เง่า ก็เลิกกันไป”
ทุกครั้งที่เกื้อกูลไม่พอใจเขาจะเปลี่ยนสรรพนามทันที ปัญทิตาเสียใจจนไม่รู้จะพูดยังไง เธอได้แต่กำมือก้มหน้าปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมา
“ฉันคาดหวังว่าเธอจะไม่เป็นเหมือนผู้หญิงหน้าโง่พวกนั้น คนเดียวที่ฉันจะยอมให้คือแม่ของฉัน ส่วนคนอื่นไม่มีทาง” สายตาเย็นชามองมาด้วยความเบื่อ
“เธออยู่แบบนี้ก็เก็บเกี่ยวความสุขและเงินให้พอ ไม่ต้องมาสนใจว่าฉันจะไปไหน จะกลับกี่โมง เพราะฉันเป็นแบบนี้มาก่อนที่จะเจอเธอด้วยซ้ำ”
เกื้อกูลพูดเตือนสติปัญทิตา ผู้หญิงพรหมจรรย์เป็นสิ่งที่ผู้ชายร้าย ๆ อย่างเขาไม่ควรจะเอาตัวลงไปเล่นเพราะสลัดยากแต่มันมาถึงขั้นนี้แล้วเขาก็ต้องไปต่อเพราะลงทุนกับปัญทิตาไปเยอะแล้ว
สิ่งที่ปูทางวางไว้ให้ปัญทิตาไม่ใช่หน้าที่เมียแต่เป็น คนใกล้ชิดอันดับหนึ่ง ที่จะเป็นมือเป็นเท้าให้ได้
“อดทนให้เยอะ เข้าใจให้มาก เรื่องของเรามันคือข้อตกลงที่ฉันก็ไม่ได้เอาเปรียบเธอ และเธอก็ยินดีที่จะรับข้อเสนอนี้เอง ทนไม่ได้ก็ต้องทนนะข้าวปั้น”
เขาพูดจบก็เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า เชยปลายคางของหญิงสาวขึ้น ดวงตาคมกล้าเรียบเฉยมองเธอ
“ยิ่งเธอร้องไห้ฉันก็ยิ่งหงุดหงิด ถ้าไม่อยากให้ฉันเกลียดเธอก็ทำตัวให้มันน่ารัก ๆ ฉันไปไม่นานแล้วจะรีบกลับ”
เขาพูดทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากไป บานประตูห้องปิดลงพร้อมกับทำนบน้ำตาของปัญทิตาที่ไหลราวกับเขื่อนแตก
เธอฟุบตัวไปกับพื้นก่อนจะระเบิดเสียงร้องไห้เพื่อระบายความเสียใจที่อัดแน่นอยู่ภายใน
เกื้อกูลใจร้ายกับเธอมาก…ทุกคำพูดของเขาพังหัวใจของเธอแหลกลาญไม่เหลือชิ้นดี
“เฮียใจร้ายเหลือเกิน”
ปัญทิตาก้มหน้าร้องไห้ เธอร้องไห้อยู่นานจนหลับไป ในตอนที่หญิงสาวรู้สึกตัวก็พบว่าฟ้าด้านนอกสว่างแล้ว เมื่อหยัดกายลุกขึ้นก็รีบมองไปที่เตียง…ไม่พบใคร
เจ็ดโมงเช้าเกื้อกูลก็ยังไม่กลับมา…เขาบอกจะรีบกลับมาแต่ก็ไม่ใช่แบบนั้น
น้ำตาที่เหือดแห้งไหลรินลงมาอีกครั้ง เกื้อกูลยังคงใจร้ายกับเธออย่างต่อเนื่องและใจร้ายกับเธออย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“ข้าวปั้น…ได้ยินข่าวข้างนอกบ้างไหม?”
เสียงของพี่น้อยเรียกความสนใจจากคนที่ก้มหน้าจากกองบิลล์เงินสดสูงท่วมหัว
“ข่าวอะไรคะพี่น้อย” น้อยมองหน้าหญิงสาวคนที่เธอปลุกปั้นให้ทำงานมากับมือ
ตอนนี้ปัญทิตาอยู่ตรงนี้มาหลายปีแล้ว จากเด็กผู้หญิงสดใสนุ่มนิ่มแววตาเป็นประกายวาววับราวกับไข่มุกทุกครั้งที่มอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่กล้าหวาดกลัวไปเสียทุกอย่าง พูดคุยกี่ครั้งก็ไม่สบตา
แต่ในตอนนี้น้อยกลับไม่เห็นเงาร่างของเด็กผู้หญิงคนนั้นแล้ว ที่เธอกำลังมองมีเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่
จากสภาพแวดล้อมที่กดทับเธอไว้ ความโหดร้ายของหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเจอ การที่จะต้องปรับตัวและเอาตัวรอดเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่ให้เป็นโดยผู้ชายที่รักสุดหัวใจอย่างเกื้อกูล
หญิงสาวดูโตขึ้นมากเหมือนว่าผ่านวันเวลามานานนับสิบปี เธอแต่งตัวภูมิฐานขึ้น รู้จักแต่งหน้าให้ตัวเองสะสวย ผ่อนหนัก ผ่อนเบา นิ่งสงบและยังคงอดทนอดกลั้นยิ่งกว่าเดิม
‘นี่คือสิ่งที่ปั้นเลือก…เลือกแล้วปั้นก็ไม่เสียใจหรอกค่ะพี่น้อย’
‘ขอบคุณที่เป็นห่วงปั้น แต่ปั้นไม่เป็นอะไรจริง ๆ’
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เราคุยกันเรื่องนี้ น้อยดีใจที่ปัญทิตาไม่ร้องไห้ฟูมฟายแบบช่วงแรก ๆ แล้วแต่เมื่อเวลาผ่านไป น้อยกลับรู้สึกเห็นใจผู้หญิงด้วยกัน
ผู้หญิงคนหนึ่งที่หลับหูหลับตาทำเพื่อผู้ชายที่รักและแลกมาซึ่งความสุขสบายของครอบครัว
เธอยอมจบปัญหาทุก ๆ อย่าง แม้จะต้องเชือดหัวใจตัวเองทิ้ง...ปัญทิตาก็ยินยอมที่จะทำ!
“เฮียรับเด็กมาใหม่สองคน…” น้อยตัดใจพูดออกไปเพราะไม่อยากให้ปัญทิตาไปฟังข่าวนี้จากคนข้างนอก
“ข้าวปั้นรู้เรื่องนี้แล้วเหรอ…” เมื่อคนฟังยิ้มให้คนพูด น้อยจึงถามขึ้นเมื่อปัญทิตาพยักหน้า น้อยก็มองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ
“ค่ะ คุณสามเป็นคนมาเอาเงินตอนตีสาม พ่อเด็กแฝดสองคนนั้นติดหนี้บอลเลยเอาลูกมาขัดดอกพร้อมกับขอเงินไปตั้งตัวแสนนึง”
ปัญทิตาบอกน้อยหน้าตาเฉย ก่อนที่เธอจะก้มลงไปสนใจงานในมือต่อ เสียงดีดเครื่องคิดเลขดังระรัวและกังวาน น้อยเม้มปากไม่รู้จะพูดอะไร
ในเมื่อคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียยังไม่สนใจ เธอที่เป็นแค่ขี้ข้าจะสนใจอะไรได้อีก
น้อยระบายลมหายใจก่อนจะขอตัวออกไปข้างนอกห้องทำงาน ไม่ใช่ออกไปทำอะไรแต่ออกไปหาที่ระบาย! เธอต้องระบายความขุ่นแค้นแทนเจ้านายก็ถูกต้องแล้ว!
ปัญทิตาได้ยินเสียงบานประตูห้องทำงานปิดลง มือที่ระรัวเครื่องคิดเลขอยู่ก็ค่อย ๆ ผ่อนจนหยุดไปในที่สุด
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นและมองไปยังจอมอนิเตอร์นับสิบจอที่แสดงภาพเคลื่อนไหวอยู่ในนั้น
กล้องบันทึกภาพจากห้องหนึ่งมีกลุ่มคนหลายคนกำลังนั่งสังสรรค์กันอยู่และหนึ่งในนั้นมีเกื้อกูลคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผัวเธอ
เขานั่งอยู่หัวโต๊ะและข้างกันมีผู้หญิงหน้าตาสะสวยคล้ายกันราวกับพิมพ์เดียวในชุดเดรสรัดรูปขนาบข้างซ้ายขวา
ปัญทิตาหยิบรีโมตขึ้นมากดปิดหน้าจอและเธอก็พาตัวเองจมดิ่งไปกับงานตรงหน้าอีกครั้ง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง น้อยเดินเข้าออกเป็นสิบรอบแต่ปัญทิตายังคงนั่งทำงานอยู่ที่เดิมไม่ขยับ แก้วกาแฟที่ถูกยกเข้ามาโดยพนักงานที่รับหน้าที่ดูแลตรงนี้
“เจ๊ปั้นคะ…แก้วที่สี่แล้วค่ะ” เด็กที่นำกาแฟมาเสิร์ฟเตือนเธอเพราะกลัวว่าเจ้านายจะดื่มคาเฟอีนมากเกินไปมันไม่ดีต่อสุขภาพ
“อืม งั้นขอเป็นชาเขียวไม่ใส่น้ำตาลแล้วกัน”
ปัญทิตามองงานที่ยังค้างอยู่ เธอจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเมนูเครื่องดื่มแทน
หลังจากตอบออกไป หน้าก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาจากงานที่อยู่ในมือเลยด้วยซ้ำ เธอพลิกกระดาษบิลล์ขึ้นก่อนจะหันไปมองจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเรียวสวยขมวดเป็นปม
ปัญทิตาเธอมองเอกสารอีกครั้งแล้วถอนหายใจ เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็ยกหูโทรศัพท์กรอกเสียงลงไป
ไม่นานนักชายวัยกลางคนในชุดพนักงานของบ่อนนี้ก็เดินเข้ามา
ท่าทางของเขาไม่ได้กริ่งเกรงสิ่งใด อาจจะเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนของใครและทำงานอยู่ตรงนี้ในตำแหน่งหัวหน้าบาร์น้ำ
ผู้ชายคนนั้นสบตาปัญทิตา สายตาของเขาแสดงออกว่าไม่ได้พอใจเธอนัก
หัวหน้าบาร์น้ำไม่ค่อยชอบเมียของเฮียเท่าไหร่เพราะปัญทิตาคือหนึ่งในคนที่เขี้ยวลากดิน!
“เจ๊เรียกผมมามีอะไรหรือเปล่าครับ” น้ำเสียงเรียบห้วนถามขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน
“ลองดูบิลล์ของเดือนที่แล้วนี่หน่อย นั่งลงสิ”
พอพูดแบบนี้สายตาคู่ที่มองเธออยู่กลับลอกแลก
“วันนี้ลูกค้าเยอะครับ ลูกน้องผมลาสองคนด้วย”
เมื่อพูดจบก็ทำท่าจะเดินออกไปทันที ดีว่ามีคนของปัญทิตายืนกันท่าอยู่ด้านหลัง จึงทำให้ออกไปไหนไม่ได้
หัวหน้าบาร์น้ำจะไม่ทำตามคำสั่งเธอ ปัญทิตาไม่ได้มองคนตรงหน้าผ่านแว่นสายตาแล้ว เธอถอดแว่นและโยนลงบนโต๊ะทำงาน
ปัญทิตารู้ดีว่าการที่เธอมายืนอยู่จุดนี้มันมีทั้งคนรักและคนเกลียด การมีอยู่ของเธอทำให้ใครขาดรายได้ไปเท่าไหร่แต่หญิงสาวไม่สน
ต่อให้อีกกี่ร้อยกี่พันคนเกลียดเธอแล้วยังไง ปัญทิตาสนใจแค่สิ่งที่เธอทำนั่นคือรักษาผลประโยชน์ของบริษัท
รักษาผลประโยชน์ให้เกื้อกูลผัวของเธอ
“ก็เปิดดูก่อนแล้วค่อยไป...เผลอ ๆ ดูแล้วอาจจะไม่ได้ออกไปจากห้องนี้ก็ได้” ปัญทิตาบอกหัวหน้าบาร์น้ำ
น้ำเสียงที่เธอใช้ยังคงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยการกดข่มที่สุดท้ายแล้วหัวหน้าบาร์น้ำก็ต้องยอมทำตามคำสั่งนั้น
บนกระดาษแผ่นหนึ่ง เส้นสีแดงที่ถูกขีดเน้นข้อความเอาไว้ทำให้หัวใจของหัวหน้าบาร์น้ำเหมือนร่วงดิ่งลงไปในทะเลลึก มือที่พลิกกระดาษสั่นเทาขึ้นมาห้ามไม่อยู่
“นี่มันอะไรเหรอครับ ตัวเลขเยอะแยะไปหมดผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”
มันไม่ใช่แค่เอกสารแผ่นเดียวแต่มันเป็นปึก เป็นทั้งบิลล์เงินสด บิลล์ที่พรินต์ออกมาที่ถูกวางเรียงรายกัน มันถูกเอามาเปรียบเทียบยอดเงินกัน
“นั่นสิฉันก็อยากจะรู้ หัวหน้าก็ตอบมาหน่อยแล้วกัน เพราะฉันนั่งกระทบยอดยังไงมันก็ไม่ใช่น้ำที่ถูกขายออกไปแต่เป็นเหล้า…” ปัญทิตาพูดจบก็ยกแก้วเครื่องดื่มที่เย็นชืดขึ้นจิบ สายตาของเธอยังคงมองไปที่หัวหน้าบาร์น้ำนิ่ง
“จะ จะเป็นไปได้ไงครับ ในบิลล์แคชเชียร์คีย์น้ำสิบลังก็ถูกแล้ว จะเป็นเหล้าได้ยังไง” เธอยังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าจำนวนของมันหายไปเท่าไหร่
ไม่มีใครมองบิลล์พวกนี้ออกภายในไม่กี่นาทีหรอก เพราะมันต้องดูกันหลายบิลล์และหลายเดือน
แต่นี่หัวหน้าบาร์น้ำมองบิลล์แค่สองหน้ากระดาษเอสี่ก็รู้ได้แล้วว่าแท้จริงอะไรหายไปและยอดเท่าไหร่ มุมปากของปัญทิตายกขึ้น
“มันก็เป็นเรื่องที่หัวหน้าจะต้องตอบฉัน และฉันก็เซอร์ไพรส์เหมือนกันทั้งที่ยังไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าอะไรหายไปเท่าไหร่ แต่หัวหน้าก็รู้...เหล้าในคลังหายไป 10 ลัง ลังละ 12 ขวด ขวดละ 2,500 บาท...”
ปัญทิตามองหน้าคนที่นั่งหน้าซีดเป็นกระดาษเอสี่ตรงหน้าเธอก่อนจะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาแต่ยังไม่กรอกเสียงอะไรออกไป
“ผมไม่รู้ว่าเจ๊หมายถึงเรื่องอะไร แต่ผมไม่ได้โกงเอาเหล้าไปขายนะครับ อย่าโทร. บอกนายเลย....”
“ฉันแค่จะโทร. สั่งเครื่องดื่มไม่ได้โทร. บอกใคร...” ไม่นานนักที่ประตูชาเขียวร้อนก็ถูกนำมาเสิร์ฟ
“อยู่ที่นี่มานาน...มีอะไรจะพูดกับฉันไหม?”
“เจ๊จะมาใส่ความผมแบบนี้ไม่ได้นะครับ คนตั้งเยอะแยะทำไมเล็งแค่ผม”
เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับปัญทิตาก็ไม่อยากเสียเวลา ก่อนที่เด็กที่มาเสิร์ฟน้ำจะเดินพ้นประตูห้องไป หญิงสาวก็เรียกเธอไว้
“ไปบอกคุณสามให้มาที่นี่หน่อย” สิ่งที่ปัญทิตาบอกกับพนักงานผู้หญิงที่มาเสิร์ฟชาเขียว ทำให้ร่างกายของหัวหน้าบาร์น้ำชาหนึบ เขาแทบจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ไหว
“เจ๊ครับ…” และไม่นานนักหัวหน้าบาร์น้ำก็มาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ
ปัญทิตามองสบตากับหัวหน้าบาร์น้ำ ไม่นานเกินรอบานประตูห้องทำงานของเธอก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว