LOGINนาฬิกาบนผนังบอกเวลา สองทุ่ม คลื่นความมืดภายนอกคฤหาสน์เริ่มปกคลุม แต่คารัสก็ยังคงไร้แววว่าจะกลับมา
คุณนายเฮเรนประคองถาดข้าวต้มร้อนๆขึินมาด้วยตัวเอง กลิ่นหอมฉุยเข้ามาในห้องใหญ่ เธอมองซาร่าด้วยสายตาอาทร"ซาร่าลูก... ทานข้าวต้มสักนิดนะจ๊ะ จะได้กินยา คารัสใกล้จะกลับมาแล้วล่ะ" ซาร่าสั่นหน้าเบาๆ ดวงตาคู่สวยฉายแววโศกเศร้าและวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอนั่งนิ่งบนเตียง ไม่ยอมตักข้าวต้มเข้าปากเลยแม้แต่คำเดียว ความกังวลในอกโถมทับจนกินอะไรไม่ลง ในหัวมีแต่คำถามว่าคารัสปลอดภัยดีไหม เกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับทิชาหรือเปล่า ไทก้าซึ่งยืนมองอยู่ข้างเตียงเห็นท่าทีถอนหายใจยาวของแม่เฮเรน จึงก้าวเข้ามาอาสารับถาดข้าวต้มมาถือไว้เอง "แม่เฮเลนไปพักผ่อนก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการป้อนข้าวซาร่าเอง" ไทก้ายิ้มให้ผู้เป็นแม่บุญธรรมเบาๆ ก่อนจะเขยิบเก้าอี้เข้ามานั่งข้างเตียง เขาตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าเป่าลมเบาๆ แล้วยื่นช้อนไปตรงหน้าหญิงสาว "กินสักหน่อยนะซาร่า... เดี๋ยวถ้าคารัสกลับมาเห็นเธอปวดท้องหรืออาการแย่ลง มันจะยิ่งโทษตัวเองนะ" ซาร่ามองช้อนข้าวต้มตรงหน้าแล้วหลุบสายตาลง แม้ไทก้าจะพยายามเอาใจใส่และพยายามป้อนเธอด้วยความหวังดี แต่ความวิตกกังวลลึกๆ ในใจกลับไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด ทุกวินาทีที่ผ่านไป ยิ่งทำให้หัวใจของเธอเรียกร้องหาเพียงชายคนเดียว... ชายหนุ่มที่ป่านนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทว่า ในขณะที่กำลังจะปฏิเสธ ความคิดหนึ่งก็ฉุกคิดขึ้นมาในหัวของซาร่าทันที... ‘ทำไมฉันถึงต้องทำตัวอ่อนแอแบบนี้นะ? ฉันต้องกิน! ต้องกินเพื่อที่จะได้มีแรง สู้กับปัญหาและเรื่องราวบ้าๆ ที่ต้องเจอหลังจากนี้’ พอคิดได้ดังนั้น สายตาที่เคยหม่นหมองก็เปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่น ซาร่าพยักหน้ารับแล้วอ้าปากยอมกินข้าวต้มที่ไทก้าป้อนให้อย่างว่าง่าย เธอเคี้ยวและกลืนทีละคำด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งข้าวต้มในถ้วยแทบจะหมดเกลี้ยง และในจังหวะที่ข้าวต้มคำสุดท้ายกำลังจะหมดลงนั่นเอง... !!ปัง... เสียงประตูห้องนอนใหญ่ถูกเปิดออกแรงนิดๆ ร่างสูงใหญ่ของคารัสก้าวเข้ามาด้านใน นัยน์ตาคู่คมกวาดมองภาพตรงหน้าทันที เขาชะงักกึกไปเล็กน้อยเมื่อเห็นไทก้ากำลังนั่งถือช้อนป้อนข้าวซาร่าอย่างใกล้ชิด ความรู้สึกหึงหวงและหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นมาในอกจนเขาได้แต่สบถคิดในใจด้วยความหมั่นไส้ 'ไอ้ไทก้า...' คารัสปรับสีหน้าให้เรียบตึง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาทั้งคู่ด้วยก้าวขาหนักแน่น แรงดึงดูดและรังสีความกดดันรอบตัวเขาทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที "ฉันขอบใจนายมากนะที่มาช่วยดูแลเธอ..." คารัสเอ่ยเสียงเรียบต่ำพลางยื่นมือไปรับถาดและช้อนมาจากมือของไทก้า สายตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาของลูกพี่ลูกน้องอย่างมีความหมายที่รู้กันสองคน "...แต่หลังจากนี้ ฉันจะป้อนเธอเอง และฉันจะเป็นคนดูแลเธอต่อจากนี้ทั้งหมด เพราะเธอคือภรรยาของฉัน " เขาเน้นย้ำคำสุดท้ายอย่างตอกย้ำ ไทก้ามองหน้าคารัสแล้วคลี่ยิ้มกวนๆ เล็กน้อยอย่างรู้ทัน เขาผุดลุกขึ้นยืนพลางยกมือสองข้างขึ้นเป็นเชิงยอมแพ้ "เออๆ รู้แล้วน่า ช้ากว่านี้อีกนิดฉันคงโดนแกเตะออกจากห้องแน่ๆ พักผ่อนนะซาร่า" ไทก้าหันไปยิ้มให้ซาร่าก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไป ปล่อยให้ความเงียบและความอบอุ่นกลับคืนมาสู่คนทั้งสองอีกครั้ง คารัสมองใบหน้าหวานของซาร่าที่จ้องมองเขาตาไม่ปะกริบ ความโกรธเคืองเมื่อครู่ละลายหายไป เหลือเพียงความรักและความห่วงใยอันลึกซึ้งที่เขามีต่อเธอ คารัสค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงอย่างระมัดระวัง เขาตักข้าวต้มคำสุดท้ายขึ้นมาจากถ้วย นำมาเป่าลมเบาๆ ให้คลายความร้อน ก่อนจะยื่นช้อนไปชิดริมฝีปากของซาร่าด้วยท่วงท่าที่อ่อนโยนที่สุด "กินคำสุดท้ายนี้หน่อยนะ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยใช้กับใครหน้าไหนในโลกใบนี้ สายตาคมกริบที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยรังสีฆาตกรรม ยามนี้กลับทอดมองเธอด้วยความห่วงใยและลึกซึ้งเกินกว่าจะปิดบัง เขาผ่านช่วงเวลาแห่งความแค้นและการลงโทษคนชั่วมาแล้ว และสิ่งเดียวที่เขาต้องการในตอนนี้ ก็แค่ได้เห็นเธอกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม หลังจากซาร่าอ้าปากรับข้าวต้มคำสุดท้ายเข้าไป คารัสก็วางถาดไว้ที่โต๊ะข้างเตียง เขาใช้นิ้วโป้งไล้รอยเปรอะเปื้อนมุมปากของเธออย่างเบามือ ก่อนจะกุมมือเล็กที่ยังคงเย็นชืดไว้ในฝ่ามือหนาอันอบอุ่นของเขา "รู้สึกดีขึ้นหรือยัง...ภรรยาของผม?" คำว่า "ภรรยาของผม" ที่หลุดออกจากปากเขา ทำเอาหัวใจดวงน้อยของซาร่ากระตุกวูบและพองโตขึ้นมาทันที ปกติแล้ว คารัสไม่ใช่คนที่จะมานั่งพูดจาหวานลื่นหูหรือประดิดประดอยคำพูดเลิศเลอให้ใครฟัง วางท่าเป็นนกฮูกขรึมและเงียบขรึมอยู่เสมอ แต่กลับกลายเป็นว่า... คำพูดหวานจับใจและสายตาที่คลั่งรักขนาดนี้ เขาเลือกที่จะใช้มันกับเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น "คารัส..." ซาร่าพึมพำเรียกชื่อเขา น้ำตาแห่งความโล่งอกเริ่มรื้นคลอเต็งตาอีกครั้ง เธอโถมตัวเข้ากอดเอวหนาของเขาไว้แน่น ซบหน้าลงกับอกแกร่งที่คุ้นเคย คารัสยกแขนขึ้นรวบเรือนร่างบางเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ลูบเรือนผมนุ่มของเธออย่างทะนุถนอม ราวกับว่าเธอคือสิ่งของอันมีค่าที่สุดในชีวิตที่เขาเกือบจะสูญเสียไป "ขอโทษนะที่ทำให้ต้องกลัว..." คารัสกระซิบชิดใบหู "จากนี้ไป ไม่มีใครทำร้ายเธอได้อีกแล้ว ฉันสัญญา" สัมผัสแห่งความอบอุ่นจากอ้อมกอดและก้อนเนื้อหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของคารัส เป็นสิ่งที่ยืนยันทุกอย่างได้อย่างชัดเจนที่สุด ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซาร่าเคยตั้งข้อสงสัยและสร้างกำแพงในใจมาโดยตลอด ว่าความหวังดี การปกป้อง และความเอาใจใส่ที่เขามีให้ มันเกิดขึ้นเพราะ "หน้าที่" ของสามี หรือเป็นเพียง "พันธะสัญญา" ทางสังคมและตระกูลที่ผูกมัดเขากันแน่ แต่เหตุการณ์ความเป็นความตายในครั้งนี้ นาทีที่เธอเห็นสายตาอันเจ็บปวด วิตกกังวล และแรงโทสะที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ทำร้ายเธอ มันได้พังทลายความคลางแคลงใจเหล่านั้นจนหมดสิ้น ไม่มีอีกแล้วคำว่าหน้าที่... ไม่มีอีกแล้วคำว่าพันธะสัญญา... มีเพียงความรักอันบริสุทธิ์และลึกซึ้งที่เขามีต่อเธอแต่เพียงผู้เดียว ซาร่าซบหน้าลงกับอกแกร่ง กระชับอ้อมกอดตอบแน่นขึ้นเรื่อยๆ ร้องไห้ออกมาเบาๆ แต่น้ำตาในครั้งนี้กลับไม่ใช่เพราะความกลัวหรือความทุกข์ระทม หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งและอบอุ่นหัวใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน "ฉันรู้แล้ว... คารัส" ซาร่าเอ่ยเสียงพร่าสั่นชิดอกเขา "ฉันรู้แล้วว่าคุณรู้สึกยังไง... ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่ไม่ปล่อยมือฉัน" คารัสยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มเบาๆ ก่อนจะดันร่างบางออกเล็กน้อย มือหนาประคองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาอย่างทะนุถนอม เขาก้มลงประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนของเธออย่างนุ่มนวลและแสนยาวนาน ราวกับจะซับเอาความขมขื่นและฝันร้ายทั้งหมดให้จางหายไป "ต่อจากนี้ไป..." คารัสสบสายตากับเธอด้วยความจริงจังและคลั่งรัก "อย่าพูดถึงเรื่องพันธะสัญญาอะไรนั่นอีก เพราะทุกสิ่งที่ฉันทำ... มันมาจากหัวใจของฉันคนเดียวเท่านั้น ซาร่า" สายตาคมเข้มทอดมองริมฝีปากบางที่เอ่ยคำหวาน คารัสไม่อาจห้ามใจตัวเองได้อีกต่อไป เขาก้มลงประทับริมฝีปากบดจูบเธออย่างดูดดื่มและลึกซึ้ง ความโหยหาที่เกือบจะสูญเสียเธอไปท่วมท้นจนแปรเปลี่ยนเป็นความสัมผัสที่หนักแน่น ราวกับจะกลืนกินและตีตราจองจำเธอไว้ในอ้อมกอดนี้ตลอดกาล สัมผัสรุนแรงและเร่าร้อนทำเอาซาร่าหัวใจหมุนเคว้ง ร่างกายที่ยังคงบอบช้ำและอ่อนแรงทำให้เธอเริ่มหายใจแทบไม่ออก กำปั้นเล็กๆ จึงยกขึ้นทุบอกแกร่งเบาๆ เป็นการประท้วง "อื้อ... คารัส..." ซาร่าผละริมฝีปากออกหอบหายใจพร่า ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าเอ็นดู เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาคาดโทษแต่แฝงความเอ็นดู "ฉันยังไม่หายดีเลยนะ! อย่ามาฉวยโอกาส... รอให้ฉันหายดีก่อนเถอะ ฉันจะเป็นคนจัดการคุณเอง!" คำขู่ฟ่อๆ ของแม่เสือสาวตัวเล็กทำเอาคารัสหัวเราะหึในลำคอ แทนที่เขาจะวางท่าเย็นชาดุจน้ำแข็งเหมือนแต่ก่อน เขากลับซบหน้าลงกับพาดไหล่บาง ถูไถใบหน้ากับคอหงส์อย่างออดอ้อน มือหนาเกาะกุมเอวบางไว้หลวมๆ ไม่ยอมปล่อย ราวกับเด็กที่กำลังติดหมอนเน่าชิ้นโปรด "งั้นก็รีบๆ หายสิครับ..." เสียงทุ้มกระชิบชิดผิวเนื้อนุ่มอย่างแผ่วเบา "ฉันรอให้เธอมา 'จัดการ' อยู่ทุกวันนั่นแหละ" ซาร่ามองคนตรงหน้าที่หน้าตาหล่อเหลาปากรูปทรงกระจับสวยหน้าจูบยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนอีกแถมยังมีหนวดนิดๆเคราหน่อยๆ และยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ใครๆ ต่างก็เกรงกลัว บัดนี้กลับซุกอกเธออย่างออดอ้อนไม่ยอมห่าง คนเย็นชาและราบเรียบในวันนั้น... กลับกลายเป็นคนขี้อ้อนและคลั่งรักขั้นสุดในวันนี้อย่างไม่น่าเชื่อ มือบางค่อยๆ ยกขึ้นลูบเรือนผมหนาของเขาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข ความพรั่นพรึงจากฝันร้ายในอดีตถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นหัวใจที่ละมุนละไมที่สุดเท่าที่เธอเคยสัมผัสมา******* และแล้ว... วันที่แสนพิเศษที่สุดในชีวิตของซาร่าก็มาถึง กำหนดวันแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ วันนี้เธอพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดและมีความสุขที่สุดในโลก เคียงคู่กับสามีผู้เคยเย็นชาที่สุด แต่บัดนี้กลับกลายเป็นคนที่อบอุ่นและคลั่งรักเธอที่สุดในชีวิต หัวใจดวงน้อยเต็มไปด้วยความรักอันหนักแน่น... รักที่เธอมีให้เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป เช้าวันงาน ซาร่าไม่ได้เดินทางไปแต่งตัวที่สตูดิโอแต่งงานหรือห้องชุดในโรงแรมหรูหราที่ไหน แต่กลับได้แต่งหน้าทำผมอยู่ภายในห้องนอนกว้างขวางของคฤหาสน์แทน แม้จะแอบแปลกใจกับความลับและขั้นตอนอันแปลกประหลาดที่สามีจัดเตรียมไว้ แต่เธอก็ยอมทำตามด้วยความเต็มใจ ทีมช่างแต่งหน้าและช่างทำผมระดับประเทศบรรจงเนรมิตความงามให้อย่างพิถีพิถัน ใบหน้าหวานถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีนวลละมุน งดงามโดดเด่นสมฐานะ *เจ้าสาวของมาเฟียและเจ้าพ่ออันดับหนึ่งของประเทศ* ชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดเย็บจากผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสุดเรียบหรู ออกแบบให้เว้าเปิดเผยไหล่เนียนสวยและร่องอกอวบอิ่มเล็กน้อยอย่าง
เมื่อความลับถูกเปิดเผยจนหมดเปลือก และแผนการเซอร์ไพรส์ไม่จำเป็นต้องเป็นความลับอีกต่อไป บรรยากาศอึมครึมระหว่างทั้งคู่ก็ละลายหายไปในทันที เหลือไว้เพียงความหวานอบอวลและประกายเพชรวาววับที่ส่องสว่างอยู่ตรงหน้า คารัสยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลายและไร้ซึ่งความกังวล เขานำกล่องกำมะหยี่สีแดงส่งให้เธอได้มองดูใกล้ๆ ชัดๆ ด้วยตาตนเอง "ในเมื่อไม่เป็นความลับแล้ว... งั้นฉันก็ไม่ต้องแอบๆ ซ่อนๆ ไปเจอดีไซเนอร์ หรือคอยหลบๆ ซ่อนๆ คุยโทรศัพท์อีกต่อไปแล้วสินะ" คารัสเอ่ยเย้าเสียงนุ่ม นัยน์ตาคู่คมฉายแววเจ้าเล่ห์และคลั่งรัก "หลังจากนี้ ถ้าจะเลือกชุดแต่งงาน เลือกธีมงาน หรือปรับไซส์แหวน เธอก็ต้องไปกับฉันด้วยตัวเองทั้งหมด ห้ามหนีไปไหนอีกเด็ดขาด" ซาร่ามองแหวนเพชรสวยหรูตระการตาตรงหน้าด้วยหัวใจที่พองโต ความรู้สึกผิดที่เคยเข้าใจเขาผิดผสานเข้ากับความหวานซาบซึ้งจนแก้มเนียนร้อนผ่าวและเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอหลุบสายตาลงต่ำ อ้อมแอ้มตอบกลับไปแก้เขิน "ใคร... ใครบอกว่าจะยอมไปกับคุณกัน" "ไม่ไปไม่ได้แล้วครับ" คารัสคุกเข่าลงข้างเตียงอย่างนอบน้อม ค่อยๆ หยิบแหวนเพชรวงงามออกจากกล่
ขณะที่กำลังก้มๆ เงยๆ ช่วยแม่จัดเก็บของกระจุกกระจิกภายในบ้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดในใจ ซาร่าก็พลันรู้สึกหน้ามืด เวียนหัววูบขึ้นมาจนต้องรีบเอามือยันขอบโต๊ะไว้ ร่างบางคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่ ก่อนที่ความรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรงจะตีขึ้นมาจากช่องท้องจนเธอต้องรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำทันที "อุ๊บ... อ้วก!" ซาร่าโก่งคอโก้งโค้งอาเจียนออกมา แต่กลับมีเพียงน้ำย่อยและลมเท่านั้นที่ออกมาจากลำคอ ใบหน้าหวานซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมตามไรผม ร่างกายรู้สึกหมดแรงอย่างประหลาด เมื่อความเวียนหัวเริ่มทุเลาลง ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวจนหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ... *'ไม่นะ... สภาพแบบนี้มัน...' * ซาร่ายกมือขึ้นกุมหน้าท้องตัวเองด้วยความตื่นตระหนก พลันนึกขึ้นได้ว่า ประจำเดือนของเธอขาดหายไปร่วมเดือนแล้ว! 'เป็นไปไม่ได้... เรา... เรามีอะไรกับคารัสแค่ครั้งเดียวเองนะ! ครั้งเดียว..เอ่อ...หรือสองครั้งในคืนนั้นที่ห้องน้ำและบนเตียง... ไม่จริงน่ะ!' ความสับสนและความกลัวถาโถมเข้าใส่จนซาร่าทำตัวไม่ถูก หากเธอท้องขึ้นมาจริงๆ ในช่วงเวลาที่เธอกำลังเข้าใจผิดและหนีเขามาแบบนี้ เธอจะทำอย่างไรต่อไป? "ซาร่า! เป็นอะ
การผ่าตัดแขนของแม่ซาร่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างราบรื่น คุณแม่ย้ายเข้าพักฟื้นในห้องพักพิเศษระดับ VIP ที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และในทุกๆ วันที่ซาร่าเดินทางมาเยี่ยมแม่ ร่างสูงใหญ่ของคารัสก็จะคอยก้าวตามหลังเคียงข้างเธอมาด้วยเสมออย่างไม่เคยขาด ซาร่าไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการนั่งนอนเฝ้าไข้จนเสียสุขภาพ เพราะคารัสได้จัดหาพยาบาลพิเศษคอยดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งคุณแม่เองก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีนั้น เธอมักจะคอยบอกให้ซาร่ากลับไปทำงานและใช้เวลากับสามีให้เต็มที่ สำหรับผู้เป็นแม่... การได้เห็นลูกสาวมีความสุข ได้เห็นรอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าที่เคยเศร้าหมอง และได้รู้ว่าลูกสาวได้อยู่กับผู้ชายที่รักเธอจากใจจริง แค่นี้ก็ทำให้คนเป็นแม่อิ่มเอมใจและมีความสุขที่สุดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ภาพที่คารัสคอยคอยประคอง คอยดูแลเอาใจใส่ซาร่าอย่างทะนุถนอม ไม่เคยแสดงท่าทีเย่อหยิ่ง ถือตัว หรือหยิบยกเรื่องความแตกต่างทางฐานะเงินทองขึ้นมาข่มแม้แต่นิดเดียว ยิ่งทำให้แม่ของซาร่ามองลูกเขยคนนี้ด้วยความเอ็นดูและปลื้มปิติในหัวใจอย่างถึงที่สุด
นับตั้งแต่วันนั้น คารัสก็ย้ายข้าวของเข้ามานอนร่วมห้องกับเธออย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งกำแพงหรือสัญญาใดๆ กั้นกลางอีกต่อไป ภายในห้องน้ำกว้างขวาง ร่างบางของซาร่ากำลังนอนเอนกายแช่น้ำอุ่นละมุนอยู่ในอ่างจากุชชี่สุดหรู ฟองสบู่กลิ่นหอมอ่อนๆ ปกคลุมเรือนร่างโง้งเว้า ละอองไอน้ำลอยฟ่องสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ตึก... ตึก... เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาในห้องน้ำอย่างถือสิทธิ์ ทำให้ซาร่าที่กำลังหลับตานิ่งชะงักกึก เธอรีบลืมตาและหันขวับไปมองทันที ดวงตากลมโตเบิ่งกว้างด้วยความตกใจ! ร่างสูงใหญ่ของคารัสก้าวเข้ามาในสภาพที่มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวพันเกาะอยู่ที่เอวสอบ เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและมัดกล้ามสมบูรณ์แบบที่ยังมีหยดน้ำเกาะพราว เขาไม่ได้สนใจสายตาที่มองมาอย่างคัดค้านและลนลานของเธอเลยสักนิด เขาปลดผ้าขนหนูออกอย่างถือดี ก่อนจะก้าวลงมาในอ่างจากุชชี่บานใหญ่ลงมานั่งซ้อนหลังเธอทันที! "คารัส! ทำอะไรเนี่ย!" ซาร่าร้องอุทาน ละล่ำละลักพยายามจะขยับตัวหนี แต่กลับถูกอ้อมแขนแกร่งรวบเอวบางไว้แน่นจนแผ่นหลั
ขณะที่รถยนต์กำลังแล่นไปตามถนนอย่างราบรื่น ซาร่าที่กำลังนั่งจับมือกับคารัสอยู่ก็พลันชะงักกึกขึ้นมา ความทรงจำสำคัญเรื่องหนึ่งสะกิดใจเธออย่างจังจนดวงตากลมโตเบิ่งกว้างด้วยความตกใจ 'จริงสิ! ฉันลืมไปเสียสนิทเลย!' เพราะมรสุมเรื่องการถูก kidnapping(ลักพาตัว) และเรื่องของทิชาที่ถาโถมเข้ามาจนวุ่นวาย ทำให้เธอมัวแต่ตกอยู่ในฝันร้ายจนเกือบลืมเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตไป นั่นคือเรื่อง แม่ของเธอ ที่มีกำหนดการเข้ารับการผ่าตัดแขนในอีก 2 วันข้างหน้านี้แล้ว! ความกังวลใจฉายชัดขึ้นบนใบหน้าหวาน ซาร่ากระชับมือหนาของคารัสแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สีวันที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำให้คารัสสังเกตเห็นได้ทันที "เป็นอะไรไปซาร่า? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" คารัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยทันที ชายหนุ่มเอี้ยวตัวมามองเธอด้วยความตื่นตัว "คารัสคะ..." ซาร่าหันมามองเขาด้วยสายตาร้อนรุ่มและรู้สึกผิด "ฉัน... ฉันเกือบลืมไปเลย อีกสองวันแม่ของฉันต้องเข้ารับการผ่าตัดแขนแล้ว" คารัสมองท่าทางลนลานของภรรยาแล้วยิ้มบางๆ ออกมา แทนที่เขาจะตกใจหรือแสดงอาการเครียด เขากลับใช้นิ้วโป้งไล







