Masuk@ตึกคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ข้างตัวตึกซึ่งมีโต๊ะม้าหินอ่อนเรียงรายอยู่สามสี่ชุด หนึ่งชุดถูกจับจองโดยฉันกับปั้นหยา พวกเรากำลังนั่งเก็บโค้ดส่วนลดในแอปพลิเคชั่นช้อปปิ้งหนึ่งที่ช่วงนี้แจกกระจุยกระจายให้กับลูกค้าเพื่อตีตลาดแพลทฟอร์มอื่นๆ
“อมยิ้ม แกกดไปเท่าไหร่แล้ว” ปั้นหยาชะโงกหน้ามาดูบนหน้าจอมือถือของฉัน “เฮ้ย! น้อยจัง”
“สิ้นเปลืองสุดๆ เอาแค่พองามก็พอ”
"ก็มันเสียดาย ส่งฟรี นี่ก็ส่งฟรี อันนี้ด้วย อยากได้ไปหมด"
"ถ้าแกไม่เดือดร้อนก็กดไปสิ ฉันอยากประหยัด" ฉันเลือกจิ้มแค่น้ำพริกกากหมูเจ้าเด็ดราคาหกสิบเก้าบาทใส่ส่วนลดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ กดจ่ายเงินก็เป็นอันเสร็จสิ้น รอน้ำพริกมาส่งเอามากินคลุกกับข้าวในวันพรุ่งนี้แค่นั้นก็พอ ฉันไม่ได้มีเงินมากมายเอาไว้ผลาญเหมือนปั้นหยาที่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ต
นึกถึงครอบครัวใบหน้าพ่อแม่ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุไปเมื่อสามปีก่อนก็ลอยเข้ามา พวกท่านทิ้งเงินประกันชีวิตเอาไว้ให้ฉันใช้ดำรงชีวิตหนึ่งล้านบาท หน้าที่ของฉันคือใช้เงินนั้นให้เป็นประโยชน์ที่สุด จะช็อปปิ้งก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง อีกอย่างฉันจะต้องใช้ชีวิตให้ได้โดยไม่หันหลังกลับไปหาป้าแมวพี่สาวของแม่ที่อาสาเป็นผู้ปกครองให้เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าฉันมีปัญหากับป้าหรอกนะ ลูกชายของแกต่างหาก...
นึกถึงคนนั้น มือถือของฉันก็มีข้อความแชทเด้งเข้ามาจากเฟซบุ๊คที่ชื่อว่า 'โจคลองตัน'
ซึ่งบ้านไม่ได้อยู่คลองตัน แต่เอาตัวเองไปรวมกลุ่มแก๊งกับนักเลงแถวนั้นเลยอุปโลกชื่อตามเขา
เขาเป็นลูกเลี้ยงของป้าแมวที่เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันนานเกินสิบปี แต่เมื่อสองปีก่อน พี่โจก็แสดงปฏิกิริยาที่เรียกว่าคุกคามทางสายตามองฉันโลมเลียอย่างเปิดเผย หนักถึงขั้นเดินเข้ามาขอมีเซ็กซ์ด้วยง่ายๆ ในห้องนอน เป็นเหตุให้ฉันต้องย้ายออกมาเช่าห้องอยู่ตามลำพังเพื่อความปลอดภัย ป้าแมวก็ดันดุด่าลูกเลี้ยงไม่ได้เพราะเกรงใจผัว กรรมตกมาที่ฉันจนถึงตอนนี้ที่เขายังคงไม่เลิกตอแย...
โจคลองตัน : มึงเป็นเด็กเฮียไฟ? ถึงได้ขึ้นรถไปกับเขา
AomyimWan : เสือก
ฉันตอบกลับอย่างไม่ต้องคิดเยอะเลยล่ะ อยากด่าแม่มันด้วย ติดที่แม่มันตาย แม่เลี้ยงเป็นป้าฉันนี่แหละ
โจคลองตัน : เดี๋ยวมึงถูกกูเย็บแน่ เล่นตัวกับกูนัก เดี๋ยวกูจะขนพวกไปทั้งบาง
"โห! แรงขึ้นทุกวันแล้วนะยิ้ม ทำไมแกไม่บล็อก" ปั้นหยาชะโงกหน้ามาอ่านแชทด้วย ยัยนี่รับรู้เรื่องที่พี่โจคุกคามฉันมาตลอด
"จะได้มีหลักฐานจัดการมันไง"
"แล้วนี่อะไร ขึ้นรถพี่ไฟไหน"
"พี่ไฟวิศวะปีสี่"
"เฮ้ย! ได้ไง เมื่อไหร่ เกิดอะไรขึ้น"
ยัยเพื่อนสาวของฉันทำหน้าตาตื่น แต่ไม่เท่ากับฉันเมื่อวานนี่หรอกตอนที่เห็นว่าตัวเองกำลังนั่งตักของใครอยู่
ในตอนนั้นพี่ไฟไม่พูดกับฉันสักคำ ทว่าใบหน้าบึ้งตึงแบบไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์ นัยน์ตาของเขาเหมือนมีเปลวเพลิงลุกโหมอยู่ด้านใน ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของเขามาบ้าง
ลูกนักการเมือง นักเลง โหด ห่าม ไม่เคยปราณีใคร
เพียงเห็นใบหน้าหล่อเหลา ตอนนั้นฉันก็เชื่อหมดใจเลยว่าเรื่องจริง
'ขอโทษค่ะ พอดีหนูกำลังต้องการความช่วยเหลือ หนูถูกผู้ชายคนนั้นคุกคาม'
'ไอ้วินซ์จอด!' เขาออกคำสั่งเสียงดังเล่นเอาฉันสะดุ้งโหยง หาที่เกาะเป็นคอนโซลด้านหน้ายกก้นลอยขึ้น แต่ก็เป็นมือของเขากดให้ฉันนั่งลงที่เดิม
'อะไรวะ น้องเขาก็บอกอยู่ว่าสถานการณ์ฉุกเฉิน'
ฉันพยักหน้าสมทบกับพี่วินซ์ แต่...
'ไม่ใช่ปัญหาของกู'
เอี๊ยด! รถจอดทันทีจากการที่พี่ไฟตบเบาะคนขับเร่งเร้า เขาจ้องหน้าฉันเขม็ง ไม่สนใจแมวน้อยตาดำๆ ที่มาขอลี้ภัยอย่างน่าสงสารสักนิดเดียว
โชคดีที่พวกเขาปล่อยฉันลงที่ป้ายรถเมล์ห่างจากจุดเดิมพอสมควรเลยสบายใจขึ้นมาเปราะหนึ่งว่าพี่โจจะไม่ตามมา แต่ก็ทำให้ฉันขอบคุณพวกเขาไม่ลงเพราะหล่อแต่ใจดำมีอยู่จริง
"เป็นฉันก็ตกใจอยู่นะ จู่ๆ แกก็พรวดพราดขึ้นรถเขาไปแบบนั้น คนเลือดร้อนอย่างเขาไม่หยิบปืนมายิงหัวก็ดีแค่ไหน"
"เป็นนักศึกษาพกปืนได้ด้วยรึไง"
"แต่สองคนนั้นลูกนักการเมืองนะ แกคิดว่าไง"
"ตะ แต่ตอนนั้นมันก็หนทางเดียวแล้ว จะให้ไอ้พี่โจมันอุ้มฉันไปข่มขืนรึไง มันกล้าขนาดตามมาถึงหน้ามอ ชีวิตฉันอันตรายแบบสุดๆ”
“เฮ้อ! หาแฟนสักคนเอาไว้คุ้มครองไหม เอาโหดๆ ให้ไอ้พี่บ้านั่นกลัวหัวหดไปเลย”
“หายากยิ่งกว่าหาเหรียญในกระเป๋าตังค์อีกนะยะ ไม่งั้นฉันไม่โสดมาจนอายุยี่สิบหรอก”
“แกเลือกมากต่างหาก คนจีบไม่ใช่ไม่มี แต่จะหาแบบอปป้าซารางเฮอย่างเดียว คบแบบนั้นนะ ไอ้พี่โจพาพวกมา เขาก็คงช่วยแกไม่ได้หรอกนะ”
“แล้วฉันจะไปหาโหดๆ จากไหนล่ะยะ”
ปั้นหยาฉีกยิ้มที่ไม่ค่อยจะน่าไว้ใจเท่าไหร่ ก่อนจะจิ้มนิ้วลงมาที่หน้าจอมือถือตรงข้อความแชทของพี่โจ
“คนนี้ไง… เรียกเฮีย คงไม่ธรรมดาใช่ไหมล่ะ”
หืม! ฉันส่ายหน้าพรืด “น่ากลัว”
“เลือกเอา ระหว่างยอมเป็นเมียไอ้โจกับพวกของมันหรือจะยอมเป็นตัวเล็กตัวน้อยให้คนหล่อคุ้มครอง แบบไหนที่แกคิดว่าดีที่สุดสำหรับชีวิต”
“ถ้าพี่ไฟเขาถีบหัวส่งฉันอีกล่ะ” ฉันก้มหน้าลงไปกระซิบประหนึ่งเป็นเรื่องลับระดับชาติ ยัยปั้นหยาก็ก้มหน้าลงมายิ้มที่มองยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ และฉันก็เพิ่งรู้เลยนะว่ายัยคุณหนูก็ดูร้ายไม่เบาหลังจากเอื้อนเอ่ยประโยคถัดมาจบ
“ก็ยัดเยียดความซิงให้เขาไปเลย แล้วบังคับให้เขารับผิดชอบ จอบอจบ”
จบ… หมายถึงชีวิตของฉันมากกว่าที่จบ นั่นใคร.. พี่ไฟคนโหดเชียวนะ
นานนับชั่วโมงที่ฉันกับพี่ไฟนั่งเงียบไม่ได้พูดเลยสักคำเดียว ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก พี่ไฟเนี่ยสิ ถูกพ่อบ่นย้อนอดีตไปสมัยพระเจ้าเหาโน้นล่ะมั้ง ฉันถึงเพิ่งรู้ว่าเขาเกเรมาตั้งแต่เด็ก ต่อยตีเป็นนิสัยและรักความเร็วมากถึงขั้นหนีไปดูรถแข่งที่ต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ ในตอนสมัยเรียนมัธยมฯ “รู้วีรกรรมกันแล้วก็ช่วยกันปรามหน่อย เสียชื่อมันง่ายกว่าสร้างชื่อ เฮ้อ! ใกล้จะเลือกตั้งแล้วด้วย ไว้หน้าพ่อบ้าง”คือประโยคสุดท้ายที่ท่านนักการเมืองพูด ก่อนที่ท่านจะเดินไปขึ้นรถที่หน้าบ้านเพื่อออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคมพี่ไฟดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด หยิบขนมคุ้กกี้ยัดเข้าปากตัวเอง ยังมีใจหยิบมาจ่อริมฝีปากของฉันด้วย “คุณแม่ทำ อร่อยนะ”พูดแบบนี้ฉันคงไม่ขัดแล้วล่ะ อ้าปากกินขนมเคี้ยวตุ้ยๆ ยกนิ้วโป้งชื่นชมว่าอร่อย.. ที่เขาป้อน“พ่อเขาก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ไฟชินแล้วล่ะเนอะ”“ชินจนชาเลยครับ”สองแม่ลูกหัวเราะกันทำเหมือนเป็นเรื่องขบขัน ก็อาจใช่ พี่ไฟดูคล้ายกับว่าไม่ได้เก็บเรื่องที่ฟังมาใส่ใจ นั่งกินขนมคุ้กกี้กับน้ำแดงโซดาประหนึ่งเด็กน้อยหิวขนม บุญของฉันแล้วล่ะที่ได้เห็นภาพนี้ คนที่เลี้ยงง่ายน่าจะเป็นเขามากกว่าฉัน"หนูอมยิ้ม มา
อุปกรณ์ทำแผลถูกฉันวางเตรียมเอาไว้บนโต๊ะตัวเล็กหน้าโซฟา ครั้นพี่ไฟขึ้นมาชั้นบน ฉันก็รีบจับเขาถอดเสื้อนักศึกษาออกอือหือ! ใบหน้ามีจุดเดียว ทว่าบนลำตัวกลับมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด"เจ็บไหมคะ" ฉันยื่นมือสั่นเทาไปแตะตรงจุดฟกช้ำจุดหนึ่ง แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับมากดที่ดวงตาเพื่อกลั้นน้ำตา "พี่เจ็บมากแน่ๆ""ไม่เจ็บ" พี่ไฟโอบอุ้มฉันมานั่งที่โซฟาด้วยกัน เขาจับมือฉันออกแล้วใช้นิ้วโป้งปาดไล้เช็ดน้ำตาบนแก้มนวล โดยที่คิ้วหนาขมวด ใบหน้าบึ้งตึง"เคยบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าพี่ไม่ชอบเสียงร้องไห้""ก็หนูเป็นห่วงพี่ พี่ไปทะเลาะกับเขาเพราะหนูด้วย""คราวหลังก็อย่าไปยิ้มให้ใครมั่วซั่ว ความฉิบหายจะได้ไม่มาเยือน"ฟังดูเหมือนเขาหวงฉัน มันน่าดีใจ แต่จะดีใจกว่านี้ถ้าเขาไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ กลับมา"หนูทำแผลให้นะ"ฉันกลั้นเสียงสะอื้นสุดกำลัง ปล่อยให้น้ำตารินไหลเงียบๆ ในขณะที่มือกดก้านสำลีอย่างเบามือตรงมุมปากหนาพี่ไฟเองก็เงียบ เขาเอาแต่มองหน้าฉัน กระทั่งปลายนิ้วเล็กจิ้มลงบนแผงอกแกร่งตรงรอยช้ำ เป็นฉันต้องรีบชักนิ้วกลับเพราะกลัวเขาจะเจ็บ แต่คนเจ็บดันนั่งนิ่ง แถมยังหัวเราะด้วย"ไม่เจ็บเหรอคะ หัวเราะอะไร""หัวเราะเรานั่นแหละ"เขาสอด
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสมาสัมผัสสนามแข่งรถในยามค่ำคืน แต่ใช่ว่าพี่ไฟจะปล่อยฉันไปลั้ลล้าคนเดียว บนอัฒจันทร์ในจุดที่มองเห็นการแข่งขันรถชัดเจน ฉันนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของเขา ในมือมีแฮมเบอร์เกอร์ที่พี่แมนเพิ่งไปซื้อมาให้อยู่ด้วย"หนูไปตรงโน้นไม่ได้เหรอคะ" ฉันชี้ไปยังกลุ่มคนมากมายที่กำลังส่งเสียงเชียร์"ถ้าไม่ดูตรงนี้ก็กลับเข้าข้างใน""ไม่เอา" ฉันหันมาอมยิ้มพลางส่ายหน้า "ขอดูอีกนิดหนึ่งนะคะ นานแล้วนะที่หนูไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาเพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวเลย""เห็นว่ามันออกจากโรงพยาบาลแล้ว""ป้าแมวก็ส่งข่าวมาบอกเหมือนกัน พี่ว่ามันจะวกกลับมาหาหนูไหม""มันกระจอกขนาดนั้น คงจะกล้าหรอก""นั่นสิ ใครจะไปสู้พี่ไฟคนโหดของหนูได้ล่ะ"เขาทำเพียงยกยิ้ม มือยื่นของบางอย่างมาให้"อะไรคะ" บัตรเครดิตเหรอ ฉันหยิบมันมาดูใกล้ๆ บนบัตรระบุชื่อภาษาอังกฤษของเขา"พรุ่งนี้เลิกเรียนก็ไปช็อปปิ้งแล้วมาเจอกันที่นี่""สายเปย์เหรอ" ฉันยิ้มล้อเลียน รู้สึกตื่นเต้นที่ถูกผู้ชายเปย์ "ว่าแต่ไม่ไปด้วยกันเหรอคะ""พี่มีนัดกับเพื่อน เธออยากได้อะไรก็ซื้อได้เลย""ถ้าหนูซื้อหมดนี่ล่ะ""ทำได้ก็เอาสิ""อย่าท้าทายหนูนะ พี่ไม่รู้หรอกว่าหน
[ไฟ Part]ข่าวคราวลูกนักการเมืองชื่อดังแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วหลังจากที่ผมเข้าไปพังร้านขายสายไหมเละตุ้มเป๊ะ ยอมรับว่าตอนนั้นผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ผมโมโหอมยิ้มที่ไปยืนให้ไอ้พ่อค้านั้นยิ้มให้ เคืองเธอตั้งแต่เดินออกไปจากคาเฟ่โดยไม่บอกกล่าวผมแล้วล่ะจนตอนนี้ที่ลงโทษเด็กดื้อไปจนอีกฝ่ายเหน็ดเหนื่อยหลับปุ๋ยแล้วผมลงมาดูความเรียบร้อยในสนามแข่ง ยอมรับว่ายังกรุ่นในอกไม่หาย ผมเกลียดสายตาที่ไอ้คนขายสายไหมนั่นมันมองอมยิ้ม ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห"เฮียครับ ของน้องอมยิ้มลืมเอาไว้ในรถครับ"ผมตวัดสายตามองไอ้แมน ในมือของมันมีกระเป๋าเป้สีแดงที่คาดว่าจะเป็นของอมยิ้มที่ลืมเอาไว้อย่างที่มันบอก แต่ที่ผมสนใจคือสรรพนามที่มันใช้เรียกเธอต่างหาก“เมื่อกี้มึงเรียกเธอว่าอะไรนะ”“คุณอมยิ้มครับ”มันยิ้มแฉ่งพร้อมกับยื่นกระเป๋าเป้มาให้ แต่จะมาฉลาดในวันที่ผมหูดีก็เปล่าประโยชน์ ผมชี้หน้ามันคาดโทษแล้วรับกระเป๋ามาถือ ไอ้แมนทำงานกับผมมาสามปีตั้งแต่มี The One ย่อมรู้ดีว่าบทลงโทษของคนผิดคืออะไร มันคอตกเดินไปยังกลางรันเวย์ ถอดเสื้อและกางเกงยีนส์กองเอาไว้ด้านข้างก่อนแล้วเป็นผมบ้างที่เดินไปยังรถซูเปอร์คาร์คู่ใจที่เอาไว้ใช้ลงสนา
คนที่มารับฉันคือพี่แมนลูกน้องของพี่ไฟ เขาบอกฉันว่าพี่ไฟมีธุระด่วนต้องไปทำ แต่ฉันคิดว่าตัวเองรู้นะว่าธุระด่วนคืออะไร ผู้หญิงคนนั้นไง คนที่เขาไม่ปัดป้องแม้แต่นิด เขาคงจะไปกับเธอคนนั้น เผลอๆ เขาจะนัดมาเจอกันด้วยซ้ำก่อนถึงสนามแข่งรถ ฉันขอให้พี่แมนพาแวะตลาดนัดกลางคืนเพราะปั้นหยามาช่วยพ่อแม่ขายขนมจีนอยู่ที่นี่ ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดานะ ขนมจีนที่ชื่อว่าร้าน ‘เจ๊สาคนสวย’ มีทั้งหมดสิบสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เอาเป็นว่าเรียนจบยัยปั้นหยารอดจากการตกงานแน่นอนเพราะมีธุรกิจครอบครัวรองรับเรียบร้อย“ลมอะไรหอบแกมา” ปั้นหยามานั่งคุยกับฉันที่โต๊ะพร้อมขนมจีนแกงเขียวหวานสองชาม"ลมผู้ชายเมินมั้ง""หมายความว่าไง""ถามไรหน่อยสิ แกคิดว่าแค่เซ็กซ์จะทำให้คนหวั่นไหวได้ไหม"ปั้นหยาขยับเก้าอี้มานั่งเบียดชิดฉัน "ถ้าถามในมุมแก ฉันตอบเลยว่าได้""ทำไมต้องมุมฉัน""เพราะแกไม่มีภูมิต้านทานผู้ชาย""แกก็ไม่มี""ฉันถึงตอบได้ว่าหวั่นไหวได้ อย่าบอกนะว่าแกชอบเขาแล้ว""ไม่รู้ แต่ฉันน้อยใจที่พี่เขาไม่สนใจฉันเลย""เล่ามาเพื่อนสาว อาการมันเป็นยังไง""ก็..." เรื่องราววันนี้ถูกฉันถ่ายทอดให้เพื่อนรักเพียงคนเดียวฟัง ใบหน้าของฉันเศร้าสร
จัดการตัวเองเสร็จพี่ไฟก็ลงไปที่ทำงาน ส่วนฉันก็หลับเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและถูกเขาขย้ำ ไม่รู้ว่าพี่ไฟกลับมานอนเมื่อไหร่ แต่ฉันรับรู้ได้ถึงการกดทับช่วงเอวทั้งคืน ตอนเช้าด้วยความเคยชินฉันตื่นนอนก่อน แรงกดทับที่รู้สึกคือท่อนแขนใหญ่ที่พาดผ่านเอว เขานอนกอดฉัน พอฉันจะลุกเขาก็เพิ่มแรงกอดแน่นขึ้นแล้วซุกใบหน้ามาที่ซอกคอ “ไปไหน วันหยุด” “จะกลับไปเอากระเป๋าย้ายมาอยู่กับพี่ไงคะ” “เดี๋ยวพาไป” เหมือนเขาจะหลับไปอีกหนทันที สงสัยจะกลับขึ้นมานอนดึก เขาอาจเหน็ดเหนื่อยฉันเลยไม่คิดกวน สอดมือหยิบมือถือที่ซุกอยู่ใต้หมอนมาส่งข้อความหาป้าแมวแทนการโทร ทว่าป้ามีกระแสจิตหรือไงถึงได้โทรมาพอดี ฉันกดปิดเสียงเอี้ยวคอไปมองเขาพลางกดรับสายพูดคุยด้วยเสียงเบาที่สุด“จ้ะป้า ป้าเป็นไงบ้าง”[กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องห่วงเลย ป้าแค่จะโทรมาส่งข่าวว่าคนที่เข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มคือไอ้โจ ไม่รู้ไปเหยียบตีนใครเขา ถูกยำจนเละเลย]ตีนผัวหนูเอง..“สมน้ำหน้า"[ป้าก็สมน้ำหน้า แต่พูดไม่ได้ เกรงใจผัว หุหุ]"โธ่ ป้า"[เออๆ อย่างน้อยมันก็คงไม่มีแรงไปกวนเอ็งอีกนานล่ะนะ ป้าวางนะ เดี๋ยวจะไปกรึบ







