Masuk
'หยุดตามสักทีได้ไหม'
ความคิดของฉันคงลอยไปไม่ถึงคนที่เอาแต่เดินตามอยู่ด้านหลังมาสักระยะ เขาคือ พี่โจ ลูกชายป้าแมวพี่สาวแม่ของฉัน เราบังเอิญเจอกันที่ประตูด้านหลังของมหาวิทยาลัย ฉันไม่ได้ทักทายเขา ตั้งใจหลบหน้าและหลบเลี่ยงเดินมาในทิศทางที่ฉันไม่ได้ตั้งใจไปในคราแรก
เวลาสี่โมงเย็นในซอยด้านหลังที่เต็มไปด้วยหอพักแต่ร้างไร้ผู้คนช่างเปลี่ยว ในใจฉันเริ่มหวาดหวั่นเพราะเสียงฝีเท้าที่เดินตามอย่างเร่งรีบไม่ลดละความพยายาม
"ยุ่งอะไรกับฉันนักหนานะไอ้บ้า!"
สองขาของฉันก้าวยาวๆ มากขึ้น ไม่สนใจว่ากระโปรงพลีสจะบานแฉ่งโต้ลมมากแค่ไหน รู้แค่ว่าฉันต้องไป อย่าให้เขาเข้ามาถึงตัวได้ถ้าไม่อยากให้เกิดอันตราย
ในซอยที่ควรมีใครสักคนเดินสวนกัน ฉันกลับมองเห็นรถซูเปอร์คาร์สีดำจอดอยู่ข้างหน้า เจ้าของรถเพิ่งจะเปิดประตูผลุบหายเข้าไปในนั้น และก่อนที่ล้อรถจะเคลื่อนตัว สองขาของฉันก็ออกตัววิ่ง เป้าหมายคือประตูรถคันนั้นและหวังว่าตำแหน่งข้างคนขับจะว่างพอรองรับตัวฉัน
ฉันวิ่ง! ไอ้พี่โจวิ่งตาม ฉันก็ยิ่งวิ่ง...
พรึบ! ปึก! ปัก! ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ในที่สุดฉันก็สามารถเข้ามานั่งหอบหายใจอยู่ภายในรถได้ทันก่อนไอ้พี่โจจะวิ่งถึงตัว
"พี่คะ ออกรถหน่อย ออกรถเลย"
ฉันร้องบอกคนขับแล้วหันกลับไปมอง ผู้ชายรูปร่างท้วมชะงักสองขาไปตั้งแต่ก่อนถึงตัวรถ ดูเขาจะตกใจไม่น้อยที่ฉันขึ้นมาบนรถคันนี้
ไม่นานภาพของพี่โจก็ค่อยๆ ไกลออกไปจากการที่รถเคลื่อนตัวออกจากจุดจอดจนเลี้ยวออกจากซอย
"เฮ้อ!" ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก ความรู้สึกเหมือนวิ่งหนีซอมบี้ที่เคยดูในหนังเกาหลีไม่มีผิด ถึงจะไม่ใช่แต่ผู้ชายคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่น่ากลัวและน่ารังเกียจแบบนั้นสักนิด
แต่เดี๋ยวนะ.. ทำไมฉันถึงรู้สึกได้ถึงลมร้อนที่เป่ารินรดใบหูล่ะ ความกรุ่นร้อนที่โอบล้อมร่างกายนี่ด้วย ฉันตวัดสายตามองไปยังคนขับ..
เขาคือพี่วินซ์ รุ่นพี่ปีที่สี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ เขาไม่รู้จักฉัน แต่ฉันรู้จักชื่อเขาเพราะความโด่งดังคับมหาวิทยาลัย
ขณะนี้เขากำลังส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้ก่อนสายตาจะเคลื่อนผ่านใบหน้าฉันไปด้านหลัง
ในขณะเดียวกันก็มีสัมผัสบางอย่างเกิดขึ้นที่สะโพก มันถูกบีบเคล้นอย่างแรงให้ฉันสะดุ้งเฮือกก้มมอง
มือคน! ฉันตวัดสายตามองเจ้าของมือ ถึงได้สานสบนัยน์ตาคมดุของเจ้าของ.. หน้าตัก! ที่รองรับบั้นท้ายของฉัน
น้ำลายเหนียวหนืดกลืนลงคออย่างลำบาก ฉันไม่คิดว่านอกจากพี่วินซ์จะมีเพื่อนของเขาอยู่บนรถคันนี้ด้วย ตอนขึ้นรถมาฉันไม่เห็นเขาจริงๆ นะ และเป็นพี่เก้า พี่มังกรหรือพี่เดย์ก็ย่อมดีกว่า... เป็นเขาคนนี้ที่มีความน่ากลัวแผ่ขยายปกคลุมตลอดเวลาสมกับชื่อของตัวเอง..... "พี่ไฟ"
นานนับชั่วโมงที่ฉันกับพี่ไฟนั่งเงียบไม่ได้พูดเลยสักคำเดียว ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก พี่ไฟเนี่ยสิ ถูกพ่อบ่นย้อนอดีตไปสมัยพระเจ้าเหาโน้นล่ะมั้ง ฉันถึงเพิ่งรู้ว่าเขาเกเรมาตั้งแต่เด็ก ต่อยตีเป็นนิสัยและรักความเร็วมากถึงขั้นหนีไปดูรถแข่งที่ต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ ในตอนสมัยเรียนมัธยมฯ “รู้วีรกรรมกันแล้วก็ช่วยกันปรามหน่อย เสียชื่อมันง่ายกว่าสร้างชื่อ เฮ้อ! ใกล้จะเลือกตั้งแล้วด้วย ไว้หน้าพ่อบ้าง”คือประโยคสุดท้ายที่ท่านนักการเมืองพูด ก่อนที่ท่านจะเดินไปขึ้นรถที่หน้าบ้านเพื่อออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคมพี่ไฟดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด หยิบขนมคุ้กกี้ยัดเข้าปากตัวเอง ยังมีใจหยิบมาจ่อริมฝีปากของฉันด้วย “คุณแม่ทำ อร่อยนะ”พูดแบบนี้ฉันคงไม่ขัดแล้วล่ะ อ้าปากกินขนมเคี้ยวตุ้ยๆ ยกนิ้วโป้งชื่นชมว่าอร่อย.. ที่เขาป้อน“พ่อเขาก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ไฟชินแล้วล่ะเนอะ”“ชินจนชาเลยครับ”สองแม่ลูกหัวเราะกันทำเหมือนเป็นเรื่องขบขัน ก็อาจใช่ พี่ไฟดูคล้ายกับว่าไม่ได้เก็บเรื่องที่ฟังมาใส่ใจ นั่งกินขนมคุ้กกี้กับน้ำแดงโซดาประหนึ่งเด็กน้อยหิวขนม บุญของฉันแล้วล่ะที่ได้เห็นภาพนี้ คนที่เลี้ยงง่ายน่าจะเป็นเขามากกว่าฉัน"หนูอมยิ้ม มา
อุปกรณ์ทำแผลถูกฉันวางเตรียมเอาไว้บนโต๊ะตัวเล็กหน้าโซฟา ครั้นพี่ไฟขึ้นมาชั้นบน ฉันก็รีบจับเขาถอดเสื้อนักศึกษาออกอือหือ! ใบหน้ามีจุดเดียว ทว่าบนลำตัวกลับมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด"เจ็บไหมคะ" ฉันยื่นมือสั่นเทาไปแตะตรงจุดฟกช้ำจุดหนึ่ง แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับมากดที่ดวงตาเพื่อกลั้นน้ำตา "พี่เจ็บมากแน่ๆ""ไม่เจ็บ" พี่ไฟโอบอุ้มฉันมานั่งที่โซฟาด้วยกัน เขาจับมือฉันออกแล้วใช้นิ้วโป้งปาดไล้เช็ดน้ำตาบนแก้มนวล โดยที่คิ้วหนาขมวด ใบหน้าบึ้งตึง"เคยบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าพี่ไม่ชอบเสียงร้องไห้""ก็หนูเป็นห่วงพี่ พี่ไปทะเลาะกับเขาเพราะหนูด้วย""คราวหลังก็อย่าไปยิ้มให้ใครมั่วซั่ว ความฉิบหายจะได้ไม่มาเยือน"ฟังดูเหมือนเขาหวงฉัน มันน่าดีใจ แต่จะดีใจกว่านี้ถ้าเขาไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ กลับมา"หนูทำแผลให้นะ"ฉันกลั้นเสียงสะอื้นสุดกำลัง ปล่อยให้น้ำตารินไหลเงียบๆ ในขณะที่มือกดก้านสำลีอย่างเบามือตรงมุมปากหนาพี่ไฟเองก็เงียบ เขาเอาแต่มองหน้าฉัน กระทั่งปลายนิ้วเล็กจิ้มลงบนแผงอกแกร่งตรงรอยช้ำ เป็นฉันต้องรีบชักนิ้วกลับเพราะกลัวเขาจะเจ็บ แต่คนเจ็บดันนั่งนิ่ง แถมยังหัวเราะด้วย"ไม่เจ็บเหรอคะ หัวเราะอะไร""หัวเราะเรานั่นแหละ"เขาสอด
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสมาสัมผัสสนามแข่งรถในยามค่ำคืน แต่ใช่ว่าพี่ไฟจะปล่อยฉันไปลั้ลล้าคนเดียว บนอัฒจันทร์ในจุดที่มองเห็นการแข่งขันรถชัดเจน ฉันนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของเขา ในมือมีแฮมเบอร์เกอร์ที่พี่แมนเพิ่งไปซื้อมาให้อยู่ด้วย"หนูไปตรงโน้นไม่ได้เหรอคะ" ฉันชี้ไปยังกลุ่มคนมากมายที่กำลังส่งเสียงเชียร์"ถ้าไม่ดูตรงนี้ก็กลับเข้าข้างใน""ไม่เอา" ฉันหันมาอมยิ้มพลางส่ายหน้า "ขอดูอีกนิดหนึ่งนะคะ นานแล้วนะที่หนูไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาเพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวเลย""เห็นว่ามันออกจากโรงพยาบาลแล้ว""ป้าแมวก็ส่งข่าวมาบอกเหมือนกัน พี่ว่ามันจะวกกลับมาหาหนูไหม""มันกระจอกขนาดนั้น คงจะกล้าหรอก""นั่นสิ ใครจะไปสู้พี่ไฟคนโหดของหนูได้ล่ะ"เขาทำเพียงยกยิ้ม มือยื่นของบางอย่างมาให้"อะไรคะ" บัตรเครดิตเหรอ ฉันหยิบมันมาดูใกล้ๆ บนบัตรระบุชื่อภาษาอังกฤษของเขา"พรุ่งนี้เลิกเรียนก็ไปช็อปปิ้งแล้วมาเจอกันที่นี่""สายเปย์เหรอ" ฉันยิ้มล้อเลียน รู้สึกตื่นเต้นที่ถูกผู้ชายเปย์ "ว่าแต่ไม่ไปด้วยกันเหรอคะ""พี่มีนัดกับเพื่อน เธออยากได้อะไรก็ซื้อได้เลย""ถ้าหนูซื้อหมดนี่ล่ะ""ทำได้ก็เอาสิ""อย่าท้าทายหนูนะ พี่ไม่รู้หรอกว่าหน
[ไฟ Part]ข่าวคราวลูกนักการเมืองชื่อดังแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วหลังจากที่ผมเข้าไปพังร้านขายสายไหมเละตุ้มเป๊ะ ยอมรับว่าตอนนั้นผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ผมโมโหอมยิ้มที่ไปยืนให้ไอ้พ่อค้านั้นยิ้มให้ เคืองเธอตั้งแต่เดินออกไปจากคาเฟ่โดยไม่บอกกล่าวผมแล้วล่ะจนตอนนี้ที่ลงโทษเด็กดื้อไปจนอีกฝ่ายเหน็ดเหนื่อยหลับปุ๋ยแล้วผมลงมาดูความเรียบร้อยในสนามแข่ง ยอมรับว่ายังกรุ่นในอกไม่หาย ผมเกลียดสายตาที่ไอ้คนขายสายไหมนั่นมันมองอมยิ้ม ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห"เฮียครับ ของน้องอมยิ้มลืมเอาไว้ในรถครับ"ผมตวัดสายตามองไอ้แมน ในมือของมันมีกระเป๋าเป้สีแดงที่คาดว่าจะเป็นของอมยิ้มที่ลืมเอาไว้อย่างที่มันบอก แต่ที่ผมสนใจคือสรรพนามที่มันใช้เรียกเธอต่างหาก“เมื่อกี้มึงเรียกเธอว่าอะไรนะ”“คุณอมยิ้มครับ”มันยิ้มแฉ่งพร้อมกับยื่นกระเป๋าเป้มาให้ แต่จะมาฉลาดในวันที่ผมหูดีก็เปล่าประโยชน์ ผมชี้หน้ามันคาดโทษแล้วรับกระเป๋ามาถือ ไอ้แมนทำงานกับผมมาสามปีตั้งแต่มี The One ย่อมรู้ดีว่าบทลงโทษของคนผิดคืออะไร มันคอตกเดินไปยังกลางรันเวย์ ถอดเสื้อและกางเกงยีนส์กองเอาไว้ด้านข้างก่อนแล้วเป็นผมบ้างที่เดินไปยังรถซูเปอร์คาร์คู่ใจที่เอาไว้ใช้ลงสนา
คนที่มารับฉันคือพี่แมนลูกน้องของพี่ไฟ เขาบอกฉันว่าพี่ไฟมีธุระด่วนต้องไปทำ แต่ฉันคิดว่าตัวเองรู้นะว่าธุระด่วนคืออะไร ผู้หญิงคนนั้นไง คนที่เขาไม่ปัดป้องแม้แต่นิด เขาคงจะไปกับเธอคนนั้น เผลอๆ เขาจะนัดมาเจอกันด้วยซ้ำก่อนถึงสนามแข่งรถ ฉันขอให้พี่แมนพาแวะตลาดนัดกลางคืนเพราะปั้นหยามาช่วยพ่อแม่ขายขนมจีนอยู่ที่นี่ ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดานะ ขนมจีนที่ชื่อว่าร้าน ‘เจ๊สาคนสวย’ มีทั้งหมดสิบสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เอาเป็นว่าเรียนจบยัยปั้นหยารอดจากการตกงานแน่นอนเพราะมีธุรกิจครอบครัวรองรับเรียบร้อย“ลมอะไรหอบแกมา” ปั้นหยามานั่งคุยกับฉันที่โต๊ะพร้อมขนมจีนแกงเขียวหวานสองชาม"ลมผู้ชายเมินมั้ง""หมายความว่าไง""ถามไรหน่อยสิ แกคิดว่าแค่เซ็กซ์จะทำให้คนหวั่นไหวได้ไหม"ปั้นหยาขยับเก้าอี้มานั่งเบียดชิดฉัน "ถ้าถามในมุมแก ฉันตอบเลยว่าได้""ทำไมต้องมุมฉัน""เพราะแกไม่มีภูมิต้านทานผู้ชาย""แกก็ไม่มี""ฉันถึงตอบได้ว่าหวั่นไหวได้ อย่าบอกนะว่าแกชอบเขาแล้ว""ไม่รู้ แต่ฉันน้อยใจที่พี่เขาไม่สนใจฉันเลย""เล่ามาเพื่อนสาว อาการมันเป็นยังไง""ก็..." เรื่องราววันนี้ถูกฉันถ่ายทอดให้เพื่อนรักเพียงคนเดียวฟัง ใบหน้าของฉันเศร้าสร
จัดการตัวเองเสร็จพี่ไฟก็ลงไปที่ทำงาน ส่วนฉันก็หลับเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและถูกเขาขย้ำ ไม่รู้ว่าพี่ไฟกลับมานอนเมื่อไหร่ แต่ฉันรับรู้ได้ถึงการกดทับช่วงเอวทั้งคืน ตอนเช้าด้วยความเคยชินฉันตื่นนอนก่อน แรงกดทับที่รู้สึกคือท่อนแขนใหญ่ที่พาดผ่านเอว เขานอนกอดฉัน พอฉันจะลุกเขาก็เพิ่มแรงกอดแน่นขึ้นแล้วซุกใบหน้ามาที่ซอกคอ “ไปไหน วันหยุด” “จะกลับไปเอากระเป๋าย้ายมาอยู่กับพี่ไงคะ” “เดี๋ยวพาไป” เหมือนเขาจะหลับไปอีกหนทันที สงสัยจะกลับขึ้นมานอนดึก เขาอาจเหน็ดเหนื่อยฉันเลยไม่คิดกวน สอดมือหยิบมือถือที่ซุกอยู่ใต้หมอนมาส่งข้อความหาป้าแมวแทนการโทร ทว่าป้ามีกระแสจิตหรือไงถึงได้โทรมาพอดี ฉันกดปิดเสียงเอี้ยวคอไปมองเขาพลางกดรับสายพูดคุยด้วยเสียงเบาที่สุด“จ้ะป้า ป้าเป็นไงบ้าง”[กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องห่วงเลย ป้าแค่จะโทรมาส่งข่าวว่าคนที่เข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มคือไอ้โจ ไม่รู้ไปเหยียบตีนใครเขา ถูกยำจนเละเลย]ตีนผัวหนูเอง..“สมน้ำหน้า"[ป้าก็สมน้ำหน้า แต่พูดไม่ได้ เกรงใจผัว หุหุ]"โธ่ ป้า"[เออๆ อย่างน้อยมันก็คงไม่มีแรงไปกวนเอ็งอีกนานล่ะนะ ป้าวางนะ เดี๋ยวจะไปกรึบ







