로그인พอเจอว่าพี่โจมาหาถึงมหาวิทยาลัย ฉันก็ต้องเริ่มระแวดระวังตัวมากขึ้นด้วยการสวมใส่หมวกแก็ปอำพรางตัว เรื่องที่ปั้นหยาแนะนำฉันมาคิดดูแล้วว่าน่าสนใจระดับหนึ่ง แต่คงต้องหาข้อมูลของพี่ไฟให้มากกว่านี้หน่อยเพราะจู่ๆ จะเดินเข้าไปพูดว่า ‘ช่วยเป็นผัวหนูและคุ้มครองหนูหน่อยนะคะ’ พี่ไฟคงจะอุ้มฉันไปโยนในพงหญ้าแล้วเป่ากระหม่อมด้วยปืนสักกระบอกที่เขามี
วันนี้ฉันเปลี่ยนมาขึ้นรถโดยสารประจำทางที่หน้ามหาวิทยาลัยเพราะทางนี้ผู้คนจะเดินไปมาขวักไขว่ จุดหมายปลายทางคือห้องพักอย่างเดียวไม่ไปอื่น ทว่าเพียงขาพ้นประตูรั้วออกมาฉันก็ต้องสะดุ้งเพราะไอ้พี่โจมันโผล่หน้ามาเจอะเจอกันเหมือนรอกันอยู่ก่อนแล้ว
ไอ้บ้าเอ๊ย!
เขารู้ได้ยังไงว่าฉันเลิกเรียนกี่โมงแล้วจะมาทางนี้น่ะ ไม่มาคนเดียวด้วยนะ ยกพวกมาอีกสองคนตามที่พูดเป๊ะๆ
“ไง อีเด็กปากดี”
พี่โจทักทายฉันด้วยประโยคแสนจะไพเราะ แม้ฉันจะกลัวและหวาดหวั่นเพียงไหน หากเราไม่แสดงออกเสียอย่าง ศัตรูก็ไม่มีทางอ่านความคิดเราได้ ฉันเลยเชิดหน้าสู้กลับ
“ไง ไอ้สารเลว มึงจะอะไรกับกูนักหนาวะ”
"ถ้ามึงไม่ไปฟ้องป้ามึงว่ากูหวังเคลม บ่อเงินบ่อทองกูคงไม่หาย เห็นย้ายออกจากบ้านกูก็ว่าจะปล่อยไปแล้วนะเว้ย แต่เพราะมึงมันหาเรื่องให้กู"
"สมน้ำหน้า โตเป็นควายมือตีนมี แต่ดันเกาะพ่อแม่แดก นี่ล่ะเวรกรรม"
ไอ้พี่โจดูไม่สะเทือนกับคำด่าของฉัน เขากับเพื่อนหัวเราะลั่นและย่างสามขุมเข้าหาจนฉันต้องถอยหลังหนีเรื่อยๆ
"แต่เวรกรรมที่มึงทำกับกูจะช่วยให้มึงขึ้นสวรรค์นะอียิ้ม เป็นเมียกูคนเดียวไม่ชอบ แต่ดันอยากเป็นเมียเพื่อนกูด้วย ป่ะ พวกกูพร้อมมาก อยากเอามึงจะแย่"
"ไอ้ทุเรศ! ไอ้สัตว์นรก"
ฉันชี้นิ้วด่ากราด หัวสมองครุ่นคิดว่าจะเอาตัวรอดอย่างไรดี หันซ้ายมองขวาก็ไม่มีใครคิดสนใจ ฟ้าฝนก็ดันจะมาตกเอาตอนนี้ด้วย
รอยยิ้มของพี่โจดูชอบใจไม่น้อยที่เห็นสีหน้าเป็นกังวลที่ฉันเผลอแสดง การพาเพื่อนมาครั้งนี้เขาดูมั่นอกมั่นใจไม่น้อยด้วยว่าจะปิดดีลฉันสำเร็จ
แต่ไม่มีทางให้มันสำเร็จ ในจังหวะที่เขาก้าวเข้าถึงตัวและจับหมับแขนของฉัน หัวสมองอันน้อยนิดคิดหาหนทางเจอในที่สุดด้วยการหยิบมือถือออกมากดโทรออกหาใครบางคน… ไม่รอให้อีกฝ่ายรับสาย ฉันก็กรอกเสียงลงไปประหนึ่งพูดคุยกับทางนั้น
“พี่ไฟ ช่วยหนูด้วยค่ะ”
พี่โจกับพวกชะงักไปทันที ใบหน้าถอดสีหันมองกันเลิกลั่กพร้อมกับปล่อยแขนของฉัน
ชัดเลย! พวกเขาดูเกรงและกลัวพี่ไฟอย่างเห็นได้ชัด ฉันมาถูกทางแล้ว ฉันดึงมือถือออกห่างหูเพื่อมองดูหน้าจอแล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนในจังหวะที่ตัวเลขวินาทีเริ่มวิ่งบอกให้รู้ว่าทางนั้นรับสาย ก่อนจะโชว์ให้พวกพี่โจดู ฉันมองจนแน่ใจแล้วว่าแอคเคาน์เฟซบุ๊คที่ฉันจิ้มชื่อว่า ‘Thanapob Darakon’ รูปโปรไฟล์เป็นผู้ชายคนหนึ่งนั่งถือแก้วน้ำชาเขียวอยู่ในคาเฟ่ด้วยใบหน้าดุเข้ม และเสียงที่เปล่งออกมาจากมือถือก็ช่วยยืนยันอีกแรงว่าฉันโทรหาไม่ผิดตัว
[ฮัลโหล]
“เสียงเฮียไฟ กูไม่เอานะเว้ย”
“ไอ้เหี้ยโจ หาเรื่องตายแล้วว่ะ”
เพื่อนของเขาสองคนวิ่งหนีไปทันที พี่โจหน้าเสียออกอาการลนลานหันมองซ้ายขวา ฉันเลยยื่นมือถือเข้าไปใกล้มากขึ้นให้เขาเห็นชัดๆ ว่าฉันน่ะโทรหาพี่ไฟจริงๆ พี่โจมองหน้าฉันหายใจฟัดฟัด ชี้หน้าฉันคาดโทษอย่างไม่คิดสำนึก
“ฝากเอาไว้ก่อนเถอะอียิ้ม อย่าเผลอนะมึง” แล้วเขาก็วิ่งหนีไป
มองจนแน่ใจว่าหางจุกตูดกันไปหมดฉันก็ถอนหายใจออกมา มือยกลูบหน้าอกปลอบประโลมตัวเองให้หายหวาดกลัว ทว่าเสียงที่ลอยออกมาจากมือถืออีกครั้งทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้มันยังไม่จบ
[โหล!] เสียงตวาดลั่นอย่างไม่สบอารมณ์ดังขึ้น ฉันนึกใบหน้าพี่เขาออกเลยล่ะ เผลอๆ จะยกปืนขึ้นมาจ่อที่มือถือแล้วด้วย
“ขอบคุณค่ะ” และนี่คือประโยคเดียวที่ฉันคิดได้ในตอนนี้ก่อนจะรีบร้อนวางสาย วิ่งปรู๊ดหนีฝนขึ้นรถเมล์ที่มาจอดเทียบป้ายโดยสารประจำทางพอดิบพอดี
[ไฟ Part]
[ขอบคุณค่ะ] จากนั้นสายก็ตัดไป ผมมองหน้าจอมือถือด้วยความหงุดหงิด
ยัยบ้าที่ไหนโทรมาก่อกวนก็ไม่รู้ แต่ผมดันบ้ากว่าที่กดรับสายทั้งที่ไม่เคยจะรับสายใครเลยทางแชทเฟซบุ๊ค
“พรุ่งนี้กูจะเอาคันใหม่มาลอง ไอ้มังกรแต่งเครื่องมาให้กูอย่างจี๊ดเลยว่ะ เฮ้ย! มึงดูเหี้ยอะไร ได้ฟังกูไหม”
ไอ้วินซ์ยื้อแย่งมือถือจากในมือผมไปดู มันกำลังฉายภาพโปรไฟล์เฟซบุ๊คของผู้หญิงที่โทรเข้ามาเมื่อครู่ ผมกำลังนึกว่าเคยเจอหน้าเธอที่ไหน จะว่าคนที่เคยมีซัมธิงด้วยกันก็ไม่น่าใช่ว่าเพราะดูจากเทสต์การแต่งตัวไม่ผ่านสายตาตั้งแต่แรกแน่นอน
“น้องคนเมื่อวานนี่หว่า”
“คนเมื่อวานไหนวะ”
“ที่ขึ้นมานั่งตักมึงไง กูจำสีผมได้”
ในภาพเธอสวมใส่เสื้อตัวเล็กสีชมพูโชว์เอวนิดๆ เข้าคู่กับกางเกงยีนส์สีเข้ม ใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้ยิ้มใดๆ ทว่าในมือมีอมยิ้มอันจิ๋ว เส้นผมสีบลอนด์ทองซึ่งก็ไม่ใช่เธอคนเดียวเสียหน่อยที่มีผมสีนี้ แต่จะว่าไปผมก็เริ่มจะคุ้นๆ ขึ้นมาบ้างเพราะเมื่อวานก็เห็นในระยะประชิดอยู่สักพัก
“น้องมาจีบมึงเหรอวะ อย่าบอกนะว่าเมื่อวานที่ขึ้นมาบนรถเพราะจุดประสงค์นี้ โห ใจกล้าสัส”
ผมยักไหล่ไม่สนใจแล้วหันกลับมาอ่านบัญชีของสนามแข่งรถธุรกิจของผม ที่ลูกน้องมือดีเพิ่งเอามาวางไว้ให้ตรวจสอบก่อนเบิกจ่ายเงินในทุกวัน
“เฮ้ย! ไม่สนใจหน่อยเหรอวะ น่ารักอยู่นะ”
“มึงดูสภาพยัยนั่นด้วย”
“อ่อ ของมึงต้องนมโตเอวคอด แขนขาเป็นตะเกียบ ดีกรีเน็ตไอดอลตามติ๊กต๊อก กูลืม โทษทีเพื่อน”
มือถือลอยละลิ่วกลับมาใส่มือผมที่รอรับได้ทัน ก่นด่าไอ้วินซ์ในใจไปหลายตลบเพราะมือถือเพิ่งถอยมาใหม่ ในราคาครึ่งหมื่นจะมาแตกยับเพราะความขี้เกียจเดินของมัน
“กูบอกว่าพรุ่งนี้จะเอาคันใหม่มาลงสนาม ไอ้มังกรยกเครื่องมาให้กูเรียบร้อยว่ะ”
“มันแค่อยากขูดเลือดขูดเนื้อเอากำไรมึง”
“ก็เหมือนมึงที่ไม่ลดแม้กระทั่งค่าเมมเบอร์ให้กู ไอ้ขี้งก”
เป็นอีกครั้งที่ผมยักไหล่ เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใครทั้งนั้น แต่ถึงผมจะไม่ลดค่าสมาชิกให้เพื่อน สนามแข่งรถ ‘The One’ แห่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากธุรกิจของพวกมัน มากิน มานอนค้างคืน มาทำอะไรก็แล้วแต่ที่อยากทำได้ตามใจ ค่าสมาชิกนิดๆ หน่อยๆ ก็ถือว่าเป็นค่าน้ำค่าไฟให้ผมไป
ก๊อกๆๆ "เฮียไฟ แก๊งต่างจังหวัดมาดวลกันอีกแล้วครับ มันขอให้เฮียไปเปิดให้มันหน่อย"
ผมถอนหายใจสุดเซ็งใส่ไอ้แมนลูกน้องคนสนิท เปิดที่ว่าคือการไปยืนดูตอนแข่งขันรอบแรกเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก็ไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมจะต้องเป็นแบบนั้น ทว่าตั้งแต่กลุ่มแก๊งเหล่านี้เริ่มเข้ามาใช้บริการที่นี่ก็เหมือนจะนับถือและยกย่องผมในฐานะผู้มีอิทธิพลอันน่าเกรงขาม อาจเพราะพ่อผมเป็นนักการเมืองมีชื่อเสียง อำนาจเลยตกมาที่ผมผู้เป็นลูกชายเพียงคนเดียวไปด้วย
"สิบห้านาที เดี๋ยวกูไป"
ประตูปิดลง ผมก็ปัดสมุดบัญชีรายวันออกไปด้านข้างแล้วทิ้งตัวนั่งพิงผนักเก้าอี้เพื่อผ่อนคลาย ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาดูหน้าจอเพราะมีเสียงข้อความดังขึ้นหนึ่งครั้ง
Aomyimwan : พี่มีแฟนยังคะ
เหอะ! ยัยเด็กคนนั้นหวังจีบผมจริงๆ อย่างที่ไอ้วินซ์มันว่า สงสัยจะไม่เคยเข้าใกล้ไฟถึงไม่รู้ว่ามันร้อนจนต้องวิ่งหนีแทบไม่ทัน
[ไฟ End]
นานนับชั่วโมงที่ฉันกับพี่ไฟนั่งเงียบไม่ได้พูดเลยสักคำเดียว ฉันน่ะไม่เท่าไหร่หรอก พี่ไฟเนี่ยสิ ถูกพ่อบ่นย้อนอดีตไปสมัยพระเจ้าเหาโน้นล่ะมั้ง ฉันถึงเพิ่งรู้ว่าเขาเกเรมาตั้งแต่เด็ก ต่อยตีเป็นนิสัยและรักความเร็วมากถึงขั้นหนีไปดูรถแข่งที่ต่างจังหวัดอยู่บ่อยๆ ในตอนสมัยเรียนมัธยมฯ “รู้วีรกรรมกันแล้วก็ช่วยกันปรามหน่อย เสียชื่อมันง่ายกว่าสร้างชื่อ เฮ้อ! ใกล้จะเลือกตั้งแล้วด้วย ไว้หน้าพ่อบ้าง”คือประโยคสุดท้ายที่ท่านนักการเมืองพูด ก่อนที่ท่านจะเดินไปขึ้นรถที่หน้าบ้านเพื่อออกไปทำประโยชน์เพื่อสังคมพี่ไฟดูผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด หยิบขนมคุ้กกี้ยัดเข้าปากตัวเอง ยังมีใจหยิบมาจ่อริมฝีปากของฉันด้วย “คุณแม่ทำ อร่อยนะ”พูดแบบนี้ฉันคงไม่ขัดแล้วล่ะ อ้าปากกินขนมเคี้ยวตุ้ยๆ ยกนิ้วโป้งชื่นชมว่าอร่อย.. ที่เขาป้อน“พ่อเขาก็บ่นไปอย่างนั้นแหละ ไฟชินแล้วล่ะเนอะ”“ชินจนชาเลยครับ”สองแม่ลูกหัวเราะกันทำเหมือนเป็นเรื่องขบขัน ก็อาจใช่ พี่ไฟดูคล้ายกับว่าไม่ได้เก็บเรื่องที่ฟังมาใส่ใจ นั่งกินขนมคุ้กกี้กับน้ำแดงโซดาประหนึ่งเด็กน้อยหิวขนม บุญของฉันแล้วล่ะที่ได้เห็นภาพนี้ คนที่เลี้ยงง่ายน่าจะเป็นเขามากกว่าฉัน"หนูอมยิ้ม มา
อุปกรณ์ทำแผลถูกฉันวางเตรียมเอาไว้บนโต๊ะตัวเล็กหน้าโซฟา ครั้นพี่ไฟขึ้นมาชั้นบน ฉันก็รีบจับเขาถอดเสื้อนักศึกษาออกอือหือ! ใบหน้ามีจุดเดียว ทว่าบนลำตัวกลับมีรอยฟกช้ำเต็มไปหมด"เจ็บไหมคะ" ฉันยื่นมือสั่นเทาไปแตะตรงจุดฟกช้ำจุดหนึ่ง แต่ก็ต้องรีบชักมือกลับมากดที่ดวงตาเพื่อกลั้นน้ำตา "พี่เจ็บมากแน่ๆ""ไม่เจ็บ" พี่ไฟโอบอุ้มฉันมานั่งที่โซฟาด้วยกัน เขาจับมือฉันออกแล้วใช้นิ้วโป้งปาดไล้เช็ดน้ำตาบนแก้มนวล โดยที่คิ้วหนาขมวด ใบหน้าบึ้งตึง"เคยบอกแล้วไม่ใช่รึไงว่าพี่ไม่ชอบเสียงร้องไห้""ก็หนูเป็นห่วงพี่ พี่ไปทะเลาะกับเขาเพราะหนูด้วย""คราวหลังก็อย่าไปยิ้มให้ใครมั่วซั่ว ความฉิบหายจะได้ไม่มาเยือน"ฟังดูเหมือนเขาหวงฉัน มันน่าดีใจ แต่จะดีใจกว่านี้ถ้าเขาไม่มีรอยฟกช้ำใดๆ กลับมา"หนูทำแผลให้นะ"ฉันกลั้นเสียงสะอื้นสุดกำลัง ปล่อยให้น้ำตารินไหลเงียบๆ ในขณะที่มือกดก้านสำลีอย่างเบามือตรงมุมปากหนาพี่ไฟเองก็เงียบ เขาเอาแต่มองหน้าฉัน กระทั่งปลายนิ้วเล็กจิ้มลงบนแผงอกแกร่งตรงรอยช้ำ เป็นฉันต้องรีบชักนิ้วกลับเพราะกลัวเขาจะเจ็บ แต่คนเจ็บดันนั่งนิ่ง แถมยังหัวเราะด้วย"ไม่เจ็บเหรอคะ หัวเราะอะไร""หัวเราะเรานั่นแหละ"เขาสอด
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มีโอกาสมาสัมผัสสนามแข่งรถในยามค่ำคืน แต่ใช่ว่าพี่ไฟจะปล่อยฉันไปลั้ลล้าคนเดียว บนอัฒจันทร์ในจุดที่มองเห็นการแข่งขันรถชัดเจน ฉันนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของเขา ในมือมีแฮมเบอร์เกอร์ที่พี่แมนเพิ่งไปซื้อมาให้อยู่ด้วย"หนูไปตรงโน้นไม่ได้เหรอคะ" ฉันชี้ไปยังกลุ่มคนมากมายที่กำลังส่งเสียงเชียร์"ถ้าไม่ดูตรงนี้ก็กลับเข้าข้างใน""ไม่เอา" ฉันหันมาอมยิ้มพลางส่ายหน้า "ขอดูอีกนิดหนึ่งนะคะ นานแล้วนะที่หนูไม่ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาเพราะไอ้บ้านั่นคนเดียวเลย""เห็นว่ามันออกจากโรงพยาบาลแล้ว""ป้าแมวก็ส่งข่าวมาบอกเหมือนกัน พี่ว่ามันจะวกกลับมาหาหนูไหม""มันกระจอกขนาดนั้น คงจะกล้าหรอก""นั่นสิ ใครจะไปสู้พี่ไฟคนโหดของหนูได้ล่ะ"เขาทำเพียงยกยิ้ม มือยื่นของบางอย่างมาให้"อะไรคะ" บัตรเครดิตเหรอ ฉันหยิบมันมาดูใกล้ๆ บนบัตรระบุชื่อภาษาอังกฤษของเขา"พรุ่งนี้เลิกเรียนก็ไปช็อปปิ้งแล้วมาเจอกันที่นี่""สายเปย์เหรอ" ฉันยิ้มล้อเลียน รู้สึกตื่นเต้นที่ถูกผู้ชายเปย์ "ว่าแต่ไม่ไปด้วยกันเหรอคะ""พี่มีนัดกับเพื่อน เธออยากได้อะไรก็ซื้อได้เลย""ถ้าหนูซื้อหมดนี่ล่ะ""ทำได้ก็เอาสิ""อย่าท้าทายหนูนะ พี่ไม่รู้หรอกว่าหน
[ไฟ Part]ข่าวคราวลูกนักการเมืองชื่อดังแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วหลังจากที่ผมเข้าไปพังร้านขายสายไหมเละตุ้มเป๊ะ ยอมรับว่าตอนนั้นผมควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ผมโมโหอมยิ้มที่ไปยืนให้ไอ้พ่อค้านั้นยิ้มให้ เคืองเธอตั้งแต่เดินออกไปจากคาเฟ่โดยไม่บอกกล่าวผมแล้วล่ะจนตอนนี้ที่ลงโทษเด็กดื้อไปจนอีกฝ่ายเหน็ดเหนื่อยหลับปุ๋ยแล้วผมลงมาดูความเรียบร้อยในสนามแข่ง ยอมรับว่ายังกรุ่นในอกไม่หาย ผมเกลียดสายตาที่ไอ้คนขายสายไหมนั่นมันมองอมยิ้ม ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห"เฮียครับ ของน้องอมยิ้มลืมเอาไว้ในรถครับ"ผมตวัดสายตามองไอ้แมน ในมือของมันมีกระเป๋าเป้สีแดงที่คาดว่าจะเป็นของอมยิ้มที่ลืมเอาไว้อย่างที่มันบอก แต่ที่ผมสนใจคือสรรพนามที่มันใช้เรียกเธอต่างหาก“เมื่อกี้มึงเรียกเธอว่าอะไรนะ”“คุณอมยิ้มครับ”มันยิ้มแฉ่งพร้อมกับยื่นกระเป๋าเป้มาให้ แต่จะมาฉลาดในวันที่ผมหูดีก็เปล่าประโยชน์ ผมชี้หน้ามันคาดโทษแล้วรับกระเป๋ามาถือ ไอ้แมนทำงานกับผมมาสามปีตั้งแต่มี The One ย่อมรู้ดีว่าบทลงโทษของคนผิดคืออะไร มันคอตกเดินไปยังกลางรันเวย์ ถอดเสื้อและกางเกงยีนส์กองเอาไว้ด้านข้างก่อนแล้วเป็นผมบ้างที่เดินไปยังรถซูเปอร์คาร์คู่ใจที่เอาไว้ใช้ลงสนา
คนที่มารับฉันคือพี่แมนลูกน้องของพี่ไฟ เขาบอกฉันว่าพี่ไฟมีธุระด่วนต้องไปทำ แต่ฉันคิดว่าตัวเองรู้นะว่าธุระด่วนคืออะไร ผู้หญิงคนนั้นไง คนที่เขาไม่ปัดป้องแม้แต่นิด เขาคงจะไปกับเธอคนนั้น เผลอๆ เขาจะนัดมาเจอกันด้วยซ้ำก่อนถึงสนามแข่งรถ ฉันขอให้พี่แมนพาแวะตลาดนัดกลางคืนเพราะปั้นหยามาช่วยพ่อแม่ขายขนมจีนอยู่ที่นี่ ดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดานะ ขนมจีนที่ชื่อว่าร้าน ‘เจ๊สาคนสวย’ มีทั้งหมดสิบสาขากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ เอาเป็นว่าเรียนจบยัยปั้นหยารอดจากการตกงานแน่นอนเพราะมีธุรกิจครอบครัวรองรับเรียบร้อย“ลมอะไรหอบแกมา” ปั้นหยามานั่งคุยกับฉันที่โต๊ะพร้อมขนมจีนแกงเขียวหวานสองชาม"ลมผู้ชายเมินมั้ง""หมายความว่าไง""ถามไรหน่อยสิ แกคิดว่าแค่เซ็กซ์จะทำให้คนหวั่นไหวได้ไหม"ปั้นหยาขยับเก้าอี้มานั่งเบียดชิดฉัน "ถ้าถามในมุมแก ฉันตอบเลยว่าได้""ทำไมต้องมุมฉัน""เพราะแกไม่มีภูมิต้านทานผู้ชาย""แกก็ไม่มี""ฉันถึงตอบได้ว่าหวั่นไหวได้ อย่าบอกนะว่าแกชอบเขาแล้ว""ไม่รู้ แต่ฉันน้อยใจที่พี่เขาไม่สนใจฉันเลย""เล่ามาเพื่อนสาว อาการมันเป็นยังไง""ก็..." เรื่องราววันนี้ถูกฉันถ่ายทอดให้เพื่อนรักเพียงคนเดียวฟัง ใบหน้าของฉันเศร้าสร
จัดการตัวเองเสร็จพี่ไฟก็ลงไปที่ทำงาน ส่วนฉันก็หลับเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเรียนและถูกเขาขย้ำ ไม่รู้ว่าพี่ไฟกลับมานอนเมื่อไหร่ แต่ฉันรับรู้ได้ถึงการกดทับช่วงเอวทั้งคืน ตอนเช้าด้วยความเคยชินฉันตื่นนอนก่อน แรงกดทับที่รู้สึกคือท่อนแขนใหญ่ที่พาดผ่านเอว เขานอนกอดฉัน พอฉันจะลุกเขาก็เพิ่มแรงกอดแน่นขึ้นแล้วซุกใบหน้ามาที่ซอกคอ “ไปไหน วันหยุด” “จะกลับไปเอากระเป๋าย้ายมาอยู่กับพี่ไงคะ” “เดี๋ยวพาไป” เหมือนเขาจะหลับไปอีกหนทันที สงสัยจะกลับขึ้นมานอนดึก เขาอาจเหน็ดเหนื่อยฉันเลยไม่คิดกวน สอดมือหยิบมือถือที่ซุกอยู่ใต้หมอนมาส่งข้อความหาป้าแมวแทนการโทร ทว่าป้ามีกระแสจิตหรือไงถึงได้โทรมาพอดี ฉันกดปิดเสียงเอี้ยวคอไปมองเขาพลางกดรับสายพูดคุยด้วยเสียงเบาที่สุด“จ้ะป้า ป้าเป็นไงบ้าง”[กลับบ้านแล้ว ไม่ต้องห่วงเลย ป้าแค่จะโทรมาส่งข่าวว่าคนที่เข้าไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มคือไอ้โจ ไม่รู้ไปเหยียบตีนใครเขา ถูกยำจนเละเลย]ตีนผัวหนูเอง..“สมน้ำหน้า"[ป้าก็สมน้ำหน้า แต่พูดไม่ได้ เกรงใจผัว หุหุ]"โธ่ ป้า"[เออๆ อย่างน้อยมันก็คงไม่มีแรงไปกวนเอ็งอีกนานล่ะนะ ป้าวางนะ เดี๋ยวจะไปกรึบ






![[1] SEXY GRIL รัก ร้อน แรง](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
